บทที่ 19 เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชาย
พรีมหน้าชาไปชั่วขณะ เธอยืนตัวแข็งทื่อ รอยยิ้มที่อุตส่าห์แย้มในวินาทีแรกที่เห็นเขาหุบลง ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้ เป่าควันเทาอุ่นกลิ่นไหม้ปะทะใบหน้าจนเปลือกตาปิดแน่น ก่อนจะเบิกตากว้างและค้างในท่านั้น
“.....”
ไม่มีคำถามใดออกจากปากเธอ หญิงสาวงุนงงจนสมองเบลอ และกำลังประมวลผลว่าสิ่งนี้มันคืออะไร เป็นการทักทายของเขาอย่างนั้นหรือ
สุดท้ายก็ได้แต่ตั้งคำถาม ไม่กล้าที่จะพูด รู้ดี..ทุกวันนี้เธอตัวเล็กกว่าที่คิด ไม่ได้หมายถึงรูปร่าง แต่หมายถึงบุคคลหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นนับแสนสมมุติว่าพูดบางอย่างที่ไม่เข้าหูคนฟัง ชีวิตของเธอจะเป็นยังไง นับตั้งแต่ที่พ่อแม่ตาย ยายเป็นคนดูแล ต่อมาก็ตายจากไปอีก เหลือเพียงพี่ชายที่คอยซัพพอร์ต ทว่าเธอก็ไม่ใช่พรีมคนเดิมอีกแล้ว
“โทษที...ฉันไม่เห็นว่าเป็นเธอ”
คิ้วบางขมวด เริ่มตั้งคำถามในใจอีกครั้ง เธอไม่ได้โง่ที่จะเชื่อสิ่งที่เขาพูด
“ค่ะ..ไม่เป็นไร แต่ว่า..ต่อไปอย่าทำแบบนี้กับพรีมอีกนะคะ พรีม..ไม่ชอบ”
เสียงใสโพล่งขึ้นจังหวะตอนเขาหมุนตัวจะเดิน
“หืม?”
พอเอาเข้าจริงหลังพูดจบกลับลอบกลืนน้ำลาย ร่างสูงชะงัก เหลียวหน้ามองข้ามไหล่ หัวคิ้วหนาชนกัน ดวงตาดำขลับยากจะคาดเดา ในขณะเธอกำลังอึ้งในสิ่งที่ตัวเองพูด เขากลับยกยิ้ม
“คือ..พรีม”
“บอกว่าไม่เห็น ไม่ได้ยินหรือ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำมาพร้อมกับการหมุนตัวกลับมาทั้งตัว ยืนประจันหน้าตรงข้ามกันใหม่อีกครั้ง ร่างเล็กที่เดิมทีมีความรู้สึกประหม่าอยู่แล้วพอเห็นท่าทีแบบนั้นของเขาที่ดูเหมือนจะเอาจริงกลับยิ่งทวีคูณความประหม่ามากขึ้นกว่าเดิม พรีมกัดริมฝีปากล่างจนเจ็บ สมองมึนงงคิดอะไรไม่ออก รู้สึกเท้าเดินถอยหลังไปเองตอนที่เขาก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ
จนกระทั่ง..
ปึก!
แผ่นหลังของเธอชนเข้ากับอะไรสักอย่าง ที่บอกให้รู้มันคือทางตัน จากนั้นจึงจะเงยหน้า ในใจตอนนั้นภาวนา แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีก็ยังคงขอให้เขาไม่เข้ามาใกล้มากไปกว่านี้ ทว่า..
“.......”
เงาสูงนั้นคร่อมเธอซะจนมิด เกือบประชิดหลังโน้มตัวลง
“พูดอีกทีสิ”
“คะ?”
“เมื่อกี้น่ะ ฉันได้ยินมันไม่ชัด”
ซึ่งคราวนี้เธอไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ก้มหน้างุดลงมองพื้น เห็นเท้าของเขาอยู่ห่างกับเธอแค่นิดเดียว แถมหันปลายเข้าหาราวกับกำลังทักทายกันอีก
“ว่าไง?”
“อึก..”
มันไม่ใช่เสียงตะเพิด เป็นแค่โทนเสียงต่ำที่ถามใหม่ แต่อยู่ใกล้หน้าเธอไม่ถึงคืบ และด้วยความกลัวหญิงสาวเผลอกลั้นหายใจ แต่พอหายใจไม่ออกก็ต้องสูดลมหายใจเข้าไปใหม่ ทีนี้มาหมด..ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นบุหรี่ กลิ่นน้ำหอมที่ผสมกับกลิ่นเหงื่อของเขาจางๆ และ..ลมหายใจอุ่นๆ
“เงยหน้า..”
ร่างเล็กทำตามคำสั่ง แม้ในใจอยากจะต่อต้าน ทว่าสัญชาตญาณกลับขี้ขลาด และสิ่งแรกที่เห็นหลังจากลืมตาขึ้นมาคือปลายจมูกโด่งของเขา ที่โน้มลงมาใกล้กว่าเดิม กับริมฝีปากหยักที่เริ่มจะคล้ำเพราะผลของการสูบบุหรี่ แต่กลับดูเท่ไปอีกแบบ
มิหนำซ้ำตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกถึงลมหายใจกลิ่นมิ้นท์ที่ถูกพ่นออกมาลดพวงแก้มเธอ
“จะ จะทำอะไรคะ”
ประการถัดมาคือสายตาคมกริบระคนความว่างเปล่า ที่มองลงมายังเธออย่างนิ่งๆ ก่อนจะเผยยิ้มร้าย
“คิดว่าฉันจะทำอะไรเธอ? .. ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกน่า”
“ถ้าไม่..งั้นก็ถอยออกไปสิคะ”
ถึงเธอจะกลัว แต่ไม่ได้แปลว่าเธอจะยอม ตอนนี้เธอกับเขาห่างกันแค่คืบ ร่างกายกำลังเบียดเสียด แผ่นหลังของเธอติดกับกำแพงจนถอยหนีไม่ได้ ส่วนเขาก็โน้มเข้ามาโดยใช้ท่อนแขนแกร่งข้างหนึ่งค้ำยันจงใจกักขังกัน เธอที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายหนูติดจั่นเช่นนี้ ถ้าไม่ถามคำถามนี้จะให้ตั้งคำถามไหน
เขาต่างหากที่ทำมึน ตอบไม่ตรงคำถามของเธอ
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เดินเข้าประตูหน้า ห้ามใช้ประตูหลัง”
ดวงตาคู่สวยไหววูบ มาพร้อมกับหัวใจที่สั่นคลอน เมื่อมองเข้าไปในตาคู่เย็นชานั้นแล้วพบบางอย่างที่ไม่ดี
“ทำไมคะ?”
เขาโน้มตัวลงมาอีก คราวนี้ปลายจมูกประชิดแก้มเนียน รับรู้ได้ถึงสัมผัสที่บางเบา แม้ไม่ได้แตะกันเต็มๆ แต่เพียงแค่นั้นก็รู้แล้วว่าเขาจงใจจะแทะโลม
ดมกลิ่นอายของเธอเข้าไปเต็มปอด
“เพราะที่ตรงนี้มันเป็นที่ของฉัน”
พูดจบก็เดินออกไปเลย ทิ้งให้คนฟังยืนตัวแข็งทื่ออยู่คนเดียว
เธอมองแผ่นหลังกว้างที่ขยับห่างไปไกลด้วยความเร็ว ก่อนจะค่อยๆเล็กลงพร้อมกับมือข้างหนึ่งที่กำเอาไว้โผล่ชูขึ้นมาแค่สามนิ้ว คือหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง โบกขึ้นลงขณะเดินซึ่งไม่รู้ว่าความหมายนั้นหมายความว่ายังไง แต่เธอเห็นแล้วรู้สึกยำเกรงไม่น้อย อาจด้วยท่าทางที่นิ่งสงบแต่ยีกวนนั้นของเขา ที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย
“หวงแม้กระทั่งที่เนี่ยนะ..”
พรีมพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเดินไปในทางเดียวกันกับที่เขาเดิน
.
แกร็ก!
ทันทีที่ประตูปิด ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง พรีมก็เลือกที่จะเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟามากกว่าพาตัวเองไปอาบน้ำ ทั้งที่มันควรจะทำเช่นนั้น เพราะเธอโดนฝนมา เสี่ยงต่อการไม่สบาย มือบางผสานกันแล้วค่อยๆบีบ ความเครียด ปนความอ้างว้างคลอเคลียหมุนเวียนทั้งในหัวและอกแทบจะอ้วก ยิ่งคิดถึงอนาคตอันใกล้แบบจิตนาการให้ร้ายที่สุด ในท้องของเธอก็เหมือนจะปั่นป่วนตีกันยุ่งไปหมด
“พัชร..นายอยู่ไหนกันแน่”
หญิงสาวพึมพำเสียงสั่น พลันซบหน้าลงกับฝ่ามือ
แต่แล้ว...
จังหวะนั้นกลับมีสายเข้ามาพอดี เป็นสายของคนที่เธอกำลังคิดถึงอยู่ในตอนนี้นั่นเอง ร่างเล็กรีบคว้ามันมาถือไว้ แต่แทนจะกดรับสายด้วยความเร็วเหนือแสงให้คุ้มกับตอนที่เห็นและดีใจ กลับถือค้างไว้อยู่อย่างนั้น กว่าจะกดปุ่มมาแนบหูใช้เวลานานพอควร เนื่องจากเธอกังวลว่าคนในสายจะนำพาเรื่องที่ชวนให้ใจเต้นแรงมาให้อีก
ซึ่ง..มันก็เป็นอย่างนั้น
“พัชร”
(พรีม เป็นไงบ้าง)
เสียงปลายสายเบาหวิว ราวกับว่ากำลังกระซิบกระซาบ แอบใครสักคนคุย คนตัวเล็กได้ยินคิ้วบางขมวดเข้าหากันทันที
“สบายดี..แล้วพัชร หายไปไหนเหรอ เกิดอะไรกันแน่”
ครั้งนี้..เธออยากจะรู้สิ่งที่ถามออกไปจริงๆ จึงเลือกที่จะไม่อ้อมค้อม ทว่าปลายสายกลับเงียบอีก เหมือนกับทุกๆครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้หญิงสาวจะไม่ยอม เธอจะต้องรู้ให้จงได้
“พัชร...”
(พรีม.. หาเงินให้พัชรหน่อยได้ไหม)
หากแต่ว่าเธอไม่ทันได้พูดจบ ปลายสายก็พูดแทรกเธอเสียก่อน
“อะ อะไรนะ”
จากน้ำเสียงที่เบาหวิวอยู่แล้ว ยิ่งแหบแห้งเข้าไปอีก เมื่อได้ยินคำขอจากพี่ชาย เธอผู้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแฝดพี่ถึงกับนั่งตัวชา ลำพังแค่ใช้หนี้สองคนนั้นเพื่อกลับไปอยู่ห้องเก่าก็ว่าลำบากแล้ว นี่มีเงินก้อนใหม่เข้ามาอีกจะต้องทำอย่างไร อีกอย่างพัชรไม่เคยขอเงินเธอ มีแต่หาให้เธอใช้ด้วยซ้ำ แล้วตอนนี้...
“พัชร..ขอถามได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
