บทที่ 18 ถ่อยใส่น้อง
“เร็วพรีม ฝนเทลงมาแล้ว”
เสียงตาต้าตะโกนแข่งกับเสียงฝนที่จู่ๆ ก็กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
พรีมรีบคว้าย่ามคู่ใจ ร่างบางวิ่งกระหืดกระหอบตามแรงดึงของเพื่อน ผ้าใบคู่เก่งย่ำลงบนพื้นของตลาดที่เดิมทีก็ฉ่ำแฉะอยู่ก่อนแล้ว พอโดนฝนกลายเป็นเจิ่งนองกระเซ็นเปื้อนชายเสื้อข้างหลัง ทั้งที่สิบนาทีก่อนหน้านี้เธอกับเพื่อนยังนั่งหัวเราะร่าอยู่กับหม้อไฟอยู่เลย
พวกเธอเพิ่งจะจัดการกับหม้อไฟร้อนๆ รสจัดจ้านที่ต้มจนควันหอมฉุย ตามด้วยโรตีแป้งนุ่มชุ่มนมเสร็จ บรรยากาศตอนนั้นเต็มไปด้วยความสุขและความสบายใจ นอกจากอาหารจะอร่อยแล้วเธอยังได้อยู่กับเพื่อนสนิท
“ก็เพิ่งจะตกแมะ...แต่ดูแกสิเปียกเป็นลูกหมาเลย”
“ลูกหมาสองตัวสินะ”
คำต่อท้ายของพรีมที่มาพร้อมกับการลากสายตาของตาต้า พอเห็นสภาพของเพื่อนถึงกับหัวเราะลั่น เธอในตอนนี้เปียกปอนและผมยุ่ง ส่วนอีกคนไม่ต่างกัน
“ฮ่าๆๆ”
“คุ้มไหมเนี่ย ออกมาไม่ดูพยากรณ์กัน”
“โห โบราณมาก...พรีมนี่มันสมัยไหนแล้ว ถึงพยากรณ์จะบอกเวลาที่ตก แต่เราเชื่อระบบพายุได้จริงดิ ”
ร่างเล็กเบ้ปาก ไม่ได้ฟังที่เพื่อนพูดเท่าไหร่ เธอกำลังวุ่นวายอยู่กับการปัดป่ายขี้ดินติดเสื้อ และบิดชายเสื้อรีดน้ำออกมา
“คงต้องยืนอยู่นี่สักพัก รอฝนซาก่อน”
“อือ รถจอดอยู่ไกลด้วยแหละ”
พรีมพยักหน้าใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดไปตามกรอบหน้าหวานที่มีหยาดน้ำเกาะติด สายตาก็กวาดมองไปยังพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งตอนนี้กำลังวุ่นวายสุดๆ แน่นอนว่าปัญหาของพวกเธอดูเล็กไปเลย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนฝนซา ร่างเล็กสองคนก็เริ่มคิดหาทางเดินออกจากจุดนั้นไปยังลานจอดรถที่ค่อนข้างไกล เพื่อกลับบ้าน
“เป็นไงล่ะ หม้อไฟโรตี”
“ก็คุ้มแหละน่า ได้กินจนเกือบหมดกว่ามันจะตก”
“อือ เดี๋ยวแชร์กันนะ ฉันโอนให้”
“ไม่เอา..ฉันเป็นคนชวนแก เดี๋ยวเลี้ยงเอง”
“ครั้งก่อนแกก็เลี้ยงไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวครั้งนี้ฉันเลี้ยงดีกว่า”
“เลี้ยง? ตอนไหน.. หมูทะใช่มะ?”
“ใช่..”
“แกเหอะ...”
“หืม?”
“แกเป็นคนเลี้ยงจ้า อะไร อายุแค่นี้ ทำเป็นลืม”
.
ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำจนยอดตึกรอบตัวกลายเป็นภาพเบลอ สัญญาณไฟจราจรตรงสี่แยกแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม รถยนต์คันเล็กของตาต้าจอดสนิทเป็นคันแรกของแถว เสียงที่ปัดน้ำฝนทำงานดังครืดคราดสลับกับเสียงเพลงสากลเบาๆ ที่เปิดคลอเพื่อทำลายความเงียบ
บรึ๋น...บรึ๋น....
จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามต่ำทว่าทรงพลัง ดังทะลุผ่านความเงียบนั้นเข้ามาในห้องผู้โดยสาร ก่อนเห็นเป็นรถบิ๊กไบค์ดำทมิฬแล่นมาจอดเทียบด้านข้างฝั่งที่พรีมนั่งอยู่ ร่างสูงในชุดเสื้อหนังเปียกชุ่มขยับถอยหลังเล็กน้อย เพื่อที่จะใช้ขาข้างที่ถนัดประคองรถเอาไว้ ขณะเดียวกันละอองน้ำเกาะพราวบนหมวกกันน็อกเต็มใบ
พรีมที่กำลังนั่งสางผมผิงกับลมแอร์ ชะงักไปในทันทีเมื่อหางตาเหลือบไปเห็น ก่อนลากสายตาไปมองเต็มๆ จังหวะนั้นหัวใจของเธอทำงานผิดปกติไปชั่วขณะ ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นปราดเข้ามาในสมอง พลางได้สติก็ตอนได้ยินเสียงของตาต้า
“โห...แม่ง คนไรวะโคตรเท่ แกดูดิ”
คราวนี้เธอหันไปมองเต็มๆ ได้โอกาสพินิจพิเคราะห์ ถึงไม่เห็นโครงหน้าคมคายและสันกรามแกร่งเพราะหมวกปิดอยู่ แต่แววตาที่เด็ดเดี่ยวขณะจ้องมองไฟแดงอย่างไม่วอกแวกนั้นกลับทำให้เธอจำได้แม่น สายตาที่จดจำได้ตั้งแต่แรกเห็นแบบนั้นคงมีแค่เขาคนเดียว
ส่วนนอร์ธไม่ได้หันมองรอบกาย ความกดดันจากภารกิจใหญ่ที่ได้รับมาทำเขาจมดิ่งอยู่กับความคิด ทว่าไฟที่กำลังจะเปลี่ยนสีเป็นชนวนปลุกให้เขาตื่น มือหนาบีบแฮนด์รถแน่น สายตาคมกริบจ้องมองราวกับนับถอยหลัง เมื่อไฟเปลี่ยนสี ล้อหน้าของรถก็กระตุกขึ้นทะยานไปทันที
บรึ๋นนนน..
“มองอะไรขนาดนั้นพรีม? มองอย่างกับจะกินเข้าไปทั้งตัว” ส่วนอีกฝั่ง เสียงตาต้าที่รับหน้าที่เป็นสารถีเป็นผู้ปลุก “หล่อล่ะสิ บิ๊กไบค์คันเบ้อเริ่มเลย แต่ท่าทางคนขี่ดุชะมัด น่ากลัวมากกว่าน่ามองอีกนะฉันว่า”
“บะ บ้า”
.
.
หลังจากตาต้าส่งเธอลงที่ห้องพักที่เก่า หลังจากออกรถและหายไปกับเส้นถนนที่มืด เธอก็รีบจ้ำอ้าวกลับมายังผับตามเดิมทันที เนื่องจากยังไม่พร้อมจะเล่าให้ฟัง
แสงไฟนีออนระยิบระยับของสถานที่บันเทิงยามค่ำคืนไม่ได้ช่วยให้ซอยเปลี่ยวซอยนี้สว่างขึ้น พรีมกำชับสายสะพายย่ามและเร่งฝีเท้า ท่ามกลางความหวาดระแวงและกลิ่นอายอับชื้นจากรอยฝน
แต่แล้ว..
จังหวะเดินมาถึงช่วงโค้งก่อนจะผ่านประตูด้านหลัง สายตาคู่สวยปะทะเข้ากับเงาร่างใหญ่ของใครคนหนึ่ง
“อ๊ะ!”
เธอสะดุ้งโหยง
“......”
ก่อนพบว่าเป็นเจ้าของผับ ยืนพิงกำแพงอยู่ในมุมมืด ที่แสงไฟส่องมาไม่ถึง แสงสีแดงวาบจากปลายมวนบุหรี่สว่างขึ้นวูบหนึ่งตอนเขาดูด เผยให้เห็นโครงหน้าคมคายกับสายตาคู่เดิม ทำพรีมชะงักเท้า ก้อนเนื้อตรงกลางอกเต้นรัวด้วยความประหม่า
“เฮียนอร์ธ..”
เธอกำลังจะอ้าปากทักทายตามมารยาทของพนักงาน ทว่าคนในมุมมืดกลับขยับตัวก้าวออกมาขวาง แล้ว..
ฟู่...
พ่นควันมือสองใส่หน้าของเธอ
