บทที่ 6 แผนการเริ่มก่อตัว 1
บทที่ 6 แผนการเริ่มก่อตัว 1
กลางเดือนหก ความร้อนแผ่คลุมเหนือกำแพงเมืองเซิ่งจิง กระทั่งจักจั่นบนต้นหลิวยังร้องแหบเบาลงในยามบ่าย แมกไม้ในจวนติ้งหย่วนโหวเขียวครึ้มแน่นขนัด ทว่าเรือนชิงอวิ๋นกลับต้องปิดหน้าต่างเกือบทุกบาน เพราะฮูหยินโหวสั่งไว้ว่าลมร้อนจะกระทบครรภ์
ซูเยว่ชิงตั้งครรภ์ล่วงเข้าเดือนที่ห้า
หน้าท้องที่เคยแบนราบโค้งนูนขึ้นใต้อาภรณ์หลวม เด็กในครรภ์เริ่มเคลื่อนไหวเมื่อสามวันก่อน ครั้งแรกแผ่วเบาราวปลาน้อยสะบัดหางอยู่ใต้ผิวน้ำ นางนั่งนิ่งอยู่เนิ่นนาน ใช้ฝ่ามือประคองตรงจุดนั้นไว้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบอกเล่าแก่ผู้ใด
นับแต่รู้ว่ามีชีวิตนี้อยู่ ความหวาดกลัวของนางก็ก่อรูปร่างชัดขึ้นทุกวัน
อาหารทุกมื้อถูกตรวจ กลิ่นทุกชนิดถูกแยกแยะ ยาบำรุงที่เรือนใหญ่ส่งมา นางให้ชิงไต้ลงวันที่และเก็บตัวอย่างไว้ก่อนดื่มทุกครา แม่นมเจียงนำเรื่องเหล่านี้ไปรายงานฮูหยินโหว จึงเกิดคำตำหนิว่าลูกสะใภ้อวดวิชาไม่เว้นแต่ละวัน
“หญิงมีครรภ์ต้องวางใจผู้ใหญ่ จึงจะมีวาสนาเจ้าค่ะ” แม่นมเจียงกล่าวพลางวางน้ำแกงเม็ดบัวลง “ฮูหยินน้อยระแวงแม้กระทั่งอาหารจากท่านแม่ เด็กจะพลอยรับความหวาดกลัวไปด้วยนะเจ้าคะ”
ซูเยว่ชิงตักน้ำแกงขึ้นดม “ผู้ใดสอนคำนี้แก่เจ้า”
“คนเฒ่าคนแก่กล่าวกันมาเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นคนเฒ่าคนแก่บอกเจ้าหรือไม่ว่า เม็ดบัวถ้วยนี้เหตุใดจึงมีกลิ่นยางสน”
แม่นมเจียงหน้าตึง “บ่าวไม่ได้กลิ่นเจ้าค่ะ”
นางใช้ช้อนเขี่ยก้นถ้วย พบเกล็ดใสเล็ก ๆ ติดอยู่ “ห้องครัวใช้ชามที่เพิ่งลงรักใหม่แล้วล้างไม่สะอาด นำกลับไปเปลี่ยนเสีย หากข้ากินแล้วคลื่นไส้ขึ้นมา เจ้าย่อมได้รายงานอีกว่าข้าเลือกอาหาร”
แม่นมเจียงไม่อาจเถียงคำ ได้แต่ยกถาดออกไป
ชิงไต้ปิดประตูแล้วทอดถอนใจ “พวกเขาคอยจับผิดทุกลมหายใจ เหตุใดซื่อจื่อจึงยังไม่กลับจากตรวจค่ายเสียทีเจ้าคะ”
เซียวจิ้งเหิงออกไปตรวจค่ายทหารชานเมืองเกือบหนึ่งเดือนเต็ม จดหมายที่ส่งถึงจวนมีเพียงรายงานถึงฮูหยินโหว ไม่เคยมีสักฉบับที่ส่งถึงเรือนชิงอวิ๋น
ซูเยว่ชิงลูบหน้าท้อง “ต่อให้เขากลับมา สิ่งใดจะเปลี่ยนไปหรือ”
ชิงไต้พูดไม่ออก
เสียงกระดิ่งเล็กดังขึ้นจากหน้าประตู ไม่นานชิวเยี่ยก็เข้ามารายงานว่าฮูหยินโหวเชิญนักพรตจากอารามฉางหมิงมาดูฮวงจุ้ยของจวน และมีคำสั่งให้ฮูหยินน้อยไปพบ
ในโถงเรือนอายุวัฒนะ นักพรตเคราขาวนั่งอยู่หน้าแผนผังจวน เขาวางเข็มทิศลงบนโต๊ะ พึมพำถึงเรื่องทิศมังกรและธาตุทั้งห้า หลินหว่านโหรวนั่งอยู่ข้างฮูหยินโหว มือถือลูกประคำ ริมฝีปากแย้มยิ้มปลอบประโลม
“มาแล้วหรือ” ฮูหยินโหวกวักมือเรียก “ท่านนักพรตตรวจพบว่าเรือนชิงอวิ๋นหันรับไอพิฆาตจากทิศตะวันออก ไม่เหมาะกับหญิงมีครรภ์ เจ้าต้องย้ายไปอยู่เรือนสงบใจใกล้โถงบรรพชนเสียสักระยะ”
ซูเยว่ชิงทอดตามองแผนผัง
เรือนสงบใจตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไกลจากเรือนพักของเซียวจิ้งเหิง ชิดกำแพงชั้นในและโถงบรรพชน ตามปกติใช้เป็นที่ให้สตรีในตระกูลจำศีลหรือกักบริเวณ ผู้คนสัญจรผ่านน้อย อากาศอับชื้นด้วยติดสระร้าง
“เรือนหลังนั้นปิดตายมาหลายปี เกรงว่าต้องซ่อมแซมมากเจ้าค่ะ”
นักพรตลูบเครา “ความสงบช่วยบำรุงเลี้ยงครรภ์ ไอผู้คนอันพลุกพล่านในเรือนชิงอวิ๋นกลับรบกวนดาวทายาท”
“เรือนชิงอวิ๋นตั้งอยู่คู่จวนมาแต่รุ่นก่อน เหตุใดไอพิฆาตจึงเพิ่งปรากฏเอาตอนที่ข้ามีครรภ์”
ฮูหยินโหวหน้าเย็นชา “เจ้ากังขาในตัวท่านนักพรตหรือ”
“ข้ากังขาในเรื่องเวลาเจ้าค่ะ”
หลินหว่านโหรวเอ่ยเสียงนุ่มนวล “ฮูหยินน้อยคงไม่ทราบ ฮวงจุ้ยแปรเปลี่ยนไปตามปี เดือน และดวงชะตาของคน ท่านป้าทำทุกสิ่งก็เพื่อลูกของท่านแท้ ๆ”
“คุณหนูหลินศึกษาวิชาฮวงจุ้ยมาด้วยหรือ”
“ข้าเพียงรับฟังจากผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นขอเรียนถามท่านนักพรต” ซูเยว่ชิงหันไป “วันเดือนปีเกิดของข้าคือเมื่อใด”
ปลายนิ้วที่ลูบเคราหยุดชะงัก
ฮูหยินโหวขมวดคิ้ว “เกี่ยวข้องอันใดกัน”
“ท่านนักพรตกล่าวว่าทิศของเรือนขัดกับชะตาข้า หากไม่รู้แม้แต่วันเกิด จะคำนวณดวงชะตาได้อย่างไรเจ้าคะ”
นักพรตอ้าปากค้าง ก่อนตอบอ้อมแอ้มว่าใช้ชะตาของจวนประกอบกับช่วงตั้งครรภ์ หาจำเป็นต้องรู้ดวงเจ้าตัวไม่
ซูเยว่ชิงแย้มยิ้มจาง “น่าสนใจยิ่งนัก”
“พอ!” ฮูหยินโหวตบที่วางแขนดังสนั่น “ต่อให้ไม่เชื่อเรื่องดวงชะตา เจ้าก็สมควรย้าย เพราะเรือนสงบใจกว้างขวางกว่า ข้าตัดสินแล้ว ภายในสามวันให้ย้ายไป”
นางไม่ได้เชิญมาเพื่อปรึกษาหารือ เพียงใช้คำทำนายเป็นผ้าคลุมห่อคำสั่งไว้เท่านั้น
ซูเยว่ชิงรู้ดีว่าขืนแข็งข้อ ณ ที่นี้ย่อมไร้ประโยชน์ จึงคำนับรับ “ข้ารับทราบเจ้าค่ะ เพียงขอให้ซ่อมหลังคา เปิดหน้าต่างไล่ความชื้น และให้ชิงไต้กับแม่นมเถียนติดตามไปด้วย ส่วนแม่นมเจียงให้พักอยู่เรือนเดิมได้”
“แม่นมเจียงมีหน้าที่ดูแลครรภ์”
“เรือนสงบใจต้องการความสงบไม่ใช่หรือเจ้าคะ ผู้คนยิ่งน้อยก็ยิ่งตรงตามคำท่านนักพรต”
ถ้อยคำของอีกฝ่ายถูกย้อนกลับมาใช้ ฮูหยินโหวจึงไม่อาจปฏิเสธโดยไม่หักหน้าตนเอง นางจำต้องอนุญาตอย่างเสียไม่ได้
หลินหว่านโหรวลุกขึ้นมาประคองซูเยว่ชิง “ทางเดินลื่น ข้าช่วยพยุงนะเจ้าคะ”
ซูเยว่ชิงหลบมืออย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติ “ขอบใจ ข้าเดินเองได้”
ขณะเดินสวนกัน นางได้กลิ่นหงฮวาจาง ๆ ลอยมาจากแขนเสื้อหลินหว่านโหรว หาใช่กลิ่นเครื่องหอมไม่ หากเป็นกลิ่นซึ่งติดมาจากห่อยาแห้ง
“คุณหนูหลินไม่สบายตรงใดหรือ” นางเอ่ยถาม
อีกฝ่ายชะงักงัน “เหตุใดจึงถามเช่นนั้นเจ้าคะ”
“ข้าได้กลิ่นยา”
หลินหว่านโหรวยกแขนเสื้อขึ้นดม แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน “สาวใช้คงเพิ่งจัดตู้ยาที่เรือน ข้าไม่ทันระวังตัว”
“หงฮวาใช้กระจายเลือดคั่ง กลิ่นติดผ้าอยู่นาน ระวังอย่าให้ปนเปื้อนอาหารเล่า”
สีหน้าของหลัวหมัวหมัวซึ่งยืนอยู่ด้านข้างแปรเปลี่ยนไปเพียงชั่วพริบตา
ซูเยว่ชิงเห็น ทว่าทำราวกับไม่เห็น
การย้ายเรือนเริ่มขึ้นในวันถัดมา บ่าวไพร่ขนหีบเสื้อผ้าผ่านสวนไผ่มุ่งไปทางตะวันตก ชิงไต้ตรวจตราหน้าต่างทุกบาน พบว่ากลอนบานหนึ่งผุกร่อนจนดึงหลุดออกได้ ส่วนกำแพงหลังเรือนอยู่ห่างจากรางระบายน้ำเก่าที่ซูเยว่ชิงเคยทำเครื่องหมายไว้ในแผนผังเพียงไม่ไกล
“ฮูหยินน้อย หากคิดในทางดี ที่นี่ห่างไกลหูตาคนของเรือนใหญ่ เราจะทำสิ่งใดก็สะดวกขึ้นเจ้าค่ะ” ชิงไต้กล่าว
“แต่ก็ห่างไกลคนช่วยเหลือด้วยเช่นกัน”
ในสายตาคนทั่วไป เรือนสงบใจมีประตูเข้าออกเพียงทางเดียว ด้านหลังชิดกำแพงสูง ด้านซ้ายเป็นสระร้าง ด้านขวาเป็นทางไปโถงบรรพชน ยามค่ำคืนแทบไร้ผู้คนสัญจร หากประตูหน้าถูกปิดตาย ผู้ที่อยู่ภายในย่อมกลายเป็นนกในกรงขัง
ซูเยว่ชิงให้ชิงไต้แอบเก็บกลอนหน้าต่างอันเก่าไว้ ไม่ยอมให้ช่างเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แล้วไปตรวจรางระบายน้ำใต้กำแพง พบว่าตะแกรงเหล็กส่วนหนึ่งเชื่อมต่อกับรางหลังครัวจริงดังคาด
นางไม่ได้คิดหลบหนีในเวลานั้น
เพียงแต่คนที่ถูกย้ายที่ด้วยคำลวง ย่อมต้องรู้ว่าตนมีทางออกอยู่กี่ทาง
