บทที่ 5 ข่าวดีที่ไม่มีใครยินดี 1
บทที่ 5 ข่าวดีที่ไม่มีใครยินดี 1
ต้นฤดูร้อน รัชศกหย่งหนิงปีที่สิบสาม ฝนบ๊วยโปรยปรายเหนือเซิ่งจิงต่อเนื่องกันเจ็ดวัน น้ำตามรางชายคาหยดไม่ขาดสาย กลิ่นดินชื้นปนกลิ่นดอกพุดซึมเข้ามาในเรือนชิงอวิ๋น ทำให้ซูเยว่ชิงรู้สึกคลื่นไส้ตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตา
นางนั่งพิงหัวเตียง หลับตารอให้อาการนั้นผ่านพ้นไป
ตลอดหลายเดือนหลังคืนส่งท้ายปี เซียวจิ้งเหิงมาพักที่เรือนชิงอวิ๋นตามคำสั่งมารดาเพียงเดือนละไม่กี่ครั้ง เขาไม่หยาบคาย ไม่จงใจทำให้นางเจ็บช้ำ หากแต่ก็ไม่เคยอยู่ร่วมโต๊ะอาหารเช้าด้วยกันสักครั้ง ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงเปรียบดั่งสะพานที่สร้างเสร็จเพียงครึ่งเดียว พอให้เดินไปถึงกลางน้ำ ทว่าไร้ฝั่งอีกฟากไว้รองรับ
ซูเยว่ชิงเลิกคาดหวังมานานแล้ว
สิ่งผิดปกติในเช้าวันนี้จึงไม่ได้ทำให้นางนึกถึงเขาเป็นคนแรก
“ฮูหยินน้อย หน้าท่านซีดเหลือเกิน” ชิงไต้วางอ่างน้ำลงแล้วรีบเข้ามาแตะหน้าผาก “ให้บ่าวไปตามหมอเหอเถิดเจ้าค่ะ”
“ยังไม่ต้อง”
ซูเยว่ชิงยื่นข้อมือซ้ายวางลงบนหมอนใบเล็ก ใช้ปลายนิ้วขวาแตะลงบนชีพจรของตนเอง การตรวจตนย่อมไม่แม่นยำเท่าตรวจผู้อื่น อีกทั้งความหวังก็อาจลวงปลายนิ้วได้โดยง่าย นางจึงหลับตา สูดลมหายใจให้สงบนิ่ง แล้วนับซ้ำจนครบสามรอบ
ชีพจรลื่นไหลประหนึ่งไข่มุกกลิ้งอยู่ใต้ปลายนิ้ว
นางลืมตาขึ้นช้า ๆ
ชิงไต้เห็นท่าทีก็เบิกตากว้าง “หรือว่า...”
“รอบเดือนข้าคลาดไปนานเท่าใด”
“เกือบหนึ่งเดือนครึ่งเจ้าค่ะ บ่าวนึกว่าเป็นเพราะท่านตรากตรำกับบัญชีเรือน”
ซูเยว่ชิงวางมือลงบนหน้าท้องซึ่งยังแบนราบ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกให้คนภายนอกล่วงรู้ว่าชีวิตน้อย ๆ ชีวิตหนึ่งอาจกำลังหยั่งรากอยู่ภายใน
ความรู้สึกแรกหาใช่ความยินดีไม่
เป็นความหวาดกลัว
นางนึกถึงฮูหยินโหวผู้เอ่ยถามเรื่องทายาทแทบทุกสิบวัน นึกถึงหลินหว่านโหรวซึ่งยังคงเข้านอกออกในเรือนใหญ่ราวเป็นลูกสะใภ้อีกผู้หนึ่ง นึกถึงเซียวจิ้งเหิงที่หันหลังให้นางทุกคราที่เรื่องของหญิงผู้นั้นเกิดขึ้น
หากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลก เขาจะเป็นทายาทสายตรงของจวนโหว
และเป็นกำแพงที่หลินหว่านโหรวไม่มีวันก้าวข้ามได้โดยง่าย
ชิงไต้คุกเข่าลงข้างเตียง น้ำตาแห่งความปีติเอ่อคลอ “นายท่านบนสวรรค์คุ้มครอง ฮูหยินน้อยมีข่าวดีแล้ว ต่อไปฮูหยินโหวคงไม่กล้ากดขี่ท่านอีก”
ซูเยว่ชิงกุมมือนางไว้ “ยังไม่แน่นอน ไปเชิญหมอเถียนแห่งตรอกตะวันตกมาอย่างเงียบเชียบ อย่าใช้รถของจวน”
“เหตุใดจึงไม่เรียกหมอเหอเจ้าคะ”
“ข้าต้องการคำยืนยันจากคนที่ไม่ต้องรับคำสั่งจากเรือนใด”
ชิงไต้เห็นแววตานางแล้วก็ไม่ซักถามต่อ
หมอเถียนที่เชิญมาเป็นสหายเก่าแก่ของบิดา เขาชราเกินกว่าจะรับตำแหน่งในสำนักแพทย์หลวง จึงเปิดร้านเล็ก ๆ อยู่ในตรอกตะวันตก ยามเข้าจวน เขาปลอมตัวเป็นคนส่งตำรับยาจากเจียงหนานและใช้ประตูข้าง
ชายชราวางผ้าบางลงบนข้อมือซูเยว่ชิง ตรวจจับชีพจรอยู่เนิ่นนานก่อนลูบเคราสีขาว
“ชีพจรมงคล อายุครรภ์ราวสองเดือน ยังอ่อนอยู่นัก ต้องระวังการลื่นล้มและความตรากตรำ”
ชิงไต้ยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นเสียงร้องด้วยความยินดี
ซูเยว่ชิงถาม “ชีพจรมั่นคงดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ยังมีอาการพร่องอยู่เล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องหนักหนา ข้าจะเขียนรายการอาหารบำรุงให้ ยาไม่จำเป็นหากกินได้นอนหลับ” หมอเถียนมองนางผ่านคิ้วขาว “แต่สีหน้าเจ้าไม่เหมือนคนเพิ่งได้รับข่าวดีเลยนะ”
“อาจารย์อา หากเป็นท่าน จะเก็บงำข่าวนี้ไว้ได้นานสักเพียงใด”
“ในจวนหลังใหญ่ สาวใช้ซักผ้ารู้รอบเดือนของเจ้านายเร็วเสียยิ่งกว่าหมอ” เขาทอดถอนใจ “ปิดได้ไม่เกินสองสามวัน”
“เช่นนั้นข้าต้องเป็นฝ่ายบอกเสียเอง”
หมอเถียนเก็บหมอนรองชีพจร ก่อนลากลับได้มอบถุงสมุนไพรใบเล็กให้นาง “ในนี้มีเพียงเปลือกส้มแห้งกับใบจื่อซู ใช้ดมยามคลื่นไส้ จงจำไว้ ยาบำรุงหาใช่ยิ่งมากยิ่งดีไม่ โดยเฉพาะของที่ไม่รู้ว่ามือผู้ใดปรุง”
คำเตือนนั้นตรงกับสิ่งที่นางคิดไว้ทุกประการ
ยามบ่าย เซียวจิ้งเหิงกลับจากกองพิทักษ์เร็วกว่าปกติ อาภรณ์เปียกฝนตรงหัวไหล่ ซูเยว่ชิงให้คนจัดเตรียมน้ำร้อน แล้วเชิญเขานั่งในห้องรับรอง
“เจ้ามีเรื่องสิ่งใด” เขาถาม
นางรอจนสาวใช้ถอยออกไปจนหมดจึงเอ่ย “หมอตรวจแล้ว ข้าตั้งครรภ์ได้ราวสองเดือน”
มือที่กำลังเปิดฝาถ้วยชาของเขาหยุดค้าง
ความเงียบทอดยาวเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซูเยว่ชิงมองเห็นความตื่นตะลึงฉายผ่านแววตา ก่อนมันจะถูกเก็บงำกลับไปหลังใบหน้าอันเคร่งขรึม
“แน่ใจแล้วหรือ”
“หมอเถียนแห่งตรอกตะวันตกเป็นผู้ตรวจ”
“เหตุใดไม่เรียกหมอประจำจวน”
“ข้าต้องการความแน่ใจก่อนแจ้งให้ทุกคนทราบ”
เซียวจิ้งเหิงวางถ้วยชาลง สายตาเลื่อนไปยังหน้าท้องของนางโดยไม่รู้ตัว เพียงชั่วพริบตา แววบางอย่างคล้ายความยินดีก็ผุดพราย เขาเคยนำทหารบุกฝ่าห่าธนูโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ทว่าข่าวของชีวิตน้อย ๆ กลับทำให้ถ้อยคำของเขาหายไปสิ้น
“เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง”
นี่เป็นคำรบแรกในรอบหลายเดือนที่เขาเอ่ยถามถึงร่างกายนาง ก่อนจะพูดถึงกฎเรือนหรือหลินหว่านโหรว
“คลื่นไส้ เหนื่อยง่าย แต่ยังไม่มีสิ่งใดน่าห่วง”
“พรุ่งนี้ให้หมอเหอมาตรวจซ้ำ งานบัญชีในเรือนพักไว้ก่อน”
“ข้าจัดการไหว”
“อย่าฝืน” เขากล่าว แล้วราวกับรู้ตัวว่าน้ำเสียงอ่อนโยนลง จึงเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง “ข้าจะไปแจ้งท่านแม่”
“ข้าอยากไปด้วย”
เขาขมวดคิ้ว “ฝนตกอยู่”
“เรื่องในครรภ์เป็นเรื่องของข้า ข้าควรอยู่ในที่นั้นยามท่านแม่รับทราบ”
เซียวจิ้งเหิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดจึงพยักหน้า
ระหว่างทางไปเรือนอายุวัฒนะ ฝนซาลงเหลือเพียงละอองบาง เขาถือร่มคันเดียวร่วมกับนางตามธรรมเนียม พื้นที่ใต้ร่มอันคับแคบทำให้แขนเสื้อแตะต้องกันเป็นครั้งคราว ซูเยว่ชิงไม่ได้รู้สึกอบอุ่นแต่อย่างใด หากสังเกตว่าทุกคราที่พื้นลื่น เขาจะผ่อนฝีเท้าลงโดยไม่เอ่ยปาก
บางที เขาอาจยินดีที่จะมีบุตรจริง ๆ
ความคิดนั้นทำให้หัวใจนางผ่อนคลายลงได้เพียงน้อยนิด ก่อนเสียงพิณจากเรือนฉางชุนจะลอยแว่วมาตามสายลม
เซียวจิ้งเหิงชะงักฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
เพียงครึ่งก้าวเท่านั้น ทว่าซูเยว่ชิงเห็นถนัดตา
นางเดินต่อไป เขาจึงก้าวตามมา
ฮูหยินโหวกำลังฟังหลินหว่านโหรวอ่านบทสวดอยู่พอดี ครั้นได้ยินข่าว นางก็ลุกพรวดขึ้นทันที รอยยิ้มแย้มกว้างยิ่งกว่าทุกคราที่เคยมอบให้ลูกสะใภ้
“จริงหรือ หมอว่าอย่างไรบ้าง เด็กแข็งแรงดีหรือไม่”
“อายุครรภ์ยังอ่อนอยู่ หมอให้พักผ่อนมาก ๆ เจ้าค่ะ”
“สวรรค์ทรงคุ้มครองจวนเซียวเสียที” ฮูหยินโหวกุมมือบุตรชายแน่น หาได้กุมมือนางไม่ “จิ้งเหิง เจ้าได้ยินหรือไม่ ตระกูลเรากำลังจะมีทายาท”
เซียวจิ้งเหิงพยักหน้า “ขอรับ”
หลินหว่านโหรวซึ่งยืนถือชามยาสมุนไพรอยู่ข้างตั่ง มือสั่นเสียจนช้อนกระทบขอบชามดังกริ๊ก ใบหน้าซีดเผือดลงเร็วเสียยิ่งกว่าคนป่วยจริง
“น่ายินดียิ่งนักเจ้าค่ะ” นางฝืนแย้มยิ้ม “ฮูหยินน้อยช่างมีวาสนา”
ฮูหยินโหวหันไปสั่งหลัวหมัวหมัว “ไปเปิดคลังนำโสมร้อยปีออกมา ให้ห้องครัวตุ๋นทุกวัน ส่งแม่นมเจียงกับสาวใช้อีกสองคนไปประจำเรือนชิงอวิ๋น นับแต่นี้อาหารทุกถ้วย ยาทุกห่อ ต้องผ่านมือข้าก่อน”
ซูเยว่ชิงเอ่ยขึ้นทันที “หมอเถียนบอกว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้โสมเจ้าค่ะ”
“หมอข้างนอกจะรู้ดีไปกว่าหมอประจำจวนได้อย่างไร” ฮูหยินโหวปรายตามอง “เจ้าเพิ่งตั้งครรภ์ อย่ามาอวดวิชาแพทย์กับเรื่องทายาทของตระกูล”
“โสมมีฤทธิ์แรง หากร่างกายไม่เหมาะสม...”
“ข้าคลอดจิ้งเหิงและเลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ เจ้ายังจะต้องสอนข้าเรื่องดูแลหญิงมีครรภ์อีกหรือ”
เซียวจิ้งเหิงเห็นบรรยากาศตึงเครียดจึงเอ่ย “ให้หมอเหอตรวจพรุ่งนี้ แล้วจึงค่อยกำหนดอาหารบำรุงเถิดขอรับ”
