บทที่ 4 ร่องรอยของอดีต 2
บทที่ 4 ร่องรอยของอดีต 2
หมอเหอกลับมาถึงหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยาม เขาตรวจอาจื้อแล้วกล่าวว่า การห้ามเลือดและดามขาทำได้ถูกต้องทุกขั้น หากช้ากว่านี้ คนเจ็บอาจเสียเลือดจนเกินเยียวยา
ข่าวแพร่ไปถึงเรือนใหญ่ ฮูหยินโหวไม่ได้เอ่ยชม กลับเรียกซูเยว่ชิงไปตำหนิ
“สตรีสูงศักดิ์คุกเข่าลงกลางกองเลือด จับขาบ่าวชายต่อหน้าผู้คนมากมาย เจ้าคำนึงถึงชื่อเสียงบ้างหรือไม่”
“ขณะนั้นหากข้ามัวคำนึงถึงชายกระโปรงก่อนชีวิตคน อาจื้อคงไม่รอด”
“เขาเป็นเพียงบ่าว!”
“หากแต่เป็นคนของจวนเซียว หากเขาตายเพราะชั้นวางในคลังพังลงมา ครั้นมีผู้ใดตรวจสอบขึ้นมา ชื่อเสียงของจวนจะดีขึ้นหรือเจ้าคะ”
ซูเยว่ชิงไม่เอ่ยถึงความเมตตา ด้วยรู้ว่าแม่สามีไม่ใส่ใจ นางจึงเลือกกล่าวด้วยภาษาที่อีกฝ่ายเข้าใจได้ดีที่สุด นั่นคือชื่อเสียงของจวน
ฮูหยินโหวเม้มริมฝีปาก ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ต่อไปห้ามรักษาผู้ใดโดยพลการ วิชาเพียงผิวเผิน หากเกิดความผิดพลาดขึ้น จวนจะต้องรับภาระแทนเจ้า”
“ข้ารับทราบเจ้าค่ะ”
“และคืนนี้ จิ้งเหิงจะพักที่เรือนชิงอวิ๋น”
ซูเยว่ชิงเงยหน้าขึ้น
ฮูหยินโหววางจอกชาลง “คืนส่งท้ายปี คู่สามีภรรยาต้องอยู่เรือนเดียวกัน อีกทั้งแต่งกันมาสองเดือนแล้ว จวนยังไร้ข่าวดี เจ้าอย่าได้ลืมหน้าที่ของตน”
น้ำเสียงนั้นราวกับเรื่องบนเตียงเป็นงานอีกชิ้นที่ลูกสะใภ้ต้องส่งมอบให้ทันตามกำหนด
ยามไฮ่ เซียวจิ้งเหิงจึงกลับมาเรือนชิงอวิ๋นจริง ๆ เขาอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์แล้วมานั่งอยู่ข้างโต๊ะ ซูเยว่ชิงกำลังตรวจรอยถลอกบนฝ่ามือจากคราวจับแผ่นไม้ นางทายาด้วยตนเอง เขามองอยู่เนิ่นนานก่อนเอ่ยถาม
“อาจื้อจะกลับมาเดินได้หรือไม่”
“หากจัดกระดูกดีและไม่เกิดไข้จากพิษบาดแผล ก็น่าจะเดินได้”
“หมอเหอเอ่ยชมเจ้า”
“ข้าเพียงทำสิ่งที่ควรทำ”
“เหตุใดจึงไม่เคยบอกข้า”
นางเงยตาขึ้น “ท่านเคยถามเรื่องใดของข้าบ้างหรือ”
เขาเงียบงันไป
เสียงประทัดนอกกำแพงดังขึ้นเป็นชุด แสงวาบลอดผ่านกระดาษหน้าต่าง ทำให้เงาคนสองคนสั่นไหว
เซียวจิ้งเหิงรินสุราให้ตนเอง “ท่านแม่คาดหวังทายาท”
“ข้าทราบ”
“คืนนี้...”
“ท่านไม่ต้องอ้อมค้อม” ซูเยว่ชิงปิดตลับยา “หากท่านอยู่เพราะคำสั่งท่านแม่ ข้าก็เข้าใจ นี่เป็นหน้าที่ที่การแต่งงานวางไว้บนบ่าเราทั้งสอง”
คิ้วเขาขมวดเข้าหากัน “เจ้าพูดราวกับกำลังลงบัญชี”
“ท่านเป็นผู้บอกเองตั้งแต่คืนแรกว่าไม่อาจมอบสิ่งที่ข้าคาดหวัง ข้าเพียงไม่เรียกหน้าที่ว่าความรัก”
ถ้อยคำนั้นไม่ได้ผลักไส ไม่ได้เชื้อเชิญ มีเพียงความกระจ่างชัดที่ทำให้เขาต้องหลบตา
ซูเยว่ชิงเดินไปดับตะเกียงรอบนอก เหลือเพียงโคมข้างเตียง นางไม่ได้หวังความอ่อนโยนใด ทว่าครั้นเซียวจิ้งเหิงยื่นมือมาแตะสายคาดเอว เขากลับหยุดชะงักแล้วถามด้วยเสียงต่ำ “แผลที่มือเจ้าเจ็บหรือไม่”
“ไม่มากนัก”
เขาจึงหลีกเลี่ยงฝ่ามือข้างนั้น
เป็นความใส่ใจเพียงน้อยนิด น้อยเสียจนแทบเรียกว่าความอ่อนโยนไม่ได้ หากสำหรับคนสองคนที่มีเพียงกำแพงคั่นกลางมาตลอด มันก็ทำให้ความเงียบในคืนนั้นไม่เย็นเยียบเท่าเดิม
นอกห้อง หิมะใหม่โปรยปรายลงเหนือโคมแดง
ภายในม่านเตียง เงาสองร่างแนบใกล้กันด้วยหน้าที่ หาใช่หัวใจไม่
รุ่งเช้า เซียวจิ้งเหิงจากไปก่อนนางตื่นอีกครา
บนโต๊ะมีเพียงป้ายคำสั่งให้ห้องครัวส่งน้ำแกงบำรุงมาที่เรือนชิงอวิ๋นทุกวัน ไม่มีข้อความใดจากเขา
ซูเยว่ชิงลุกขึ้นแต่งกายตามปกติ ราวค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นเพียงหน้าหนึ่งของข้อตกลง นางไปเยี่ยมดูอาการอาจื้อ แล้วขอตรวจชั้นวางที่พังลงมา ครั้นเปิดบัญชีคลังเทียบกับหีบยา นางพบว่าไม้ชั้นถูกปลวกกัดกินมาเนิ่นนาน ทว่าเงินซ่อมคลังกลับถูกเบิกไปครบทุกฤดู
ยิ่งไปกว่านั้น ในรายการยาสมุนไพรที่ลงบัญชีว่าใช้ในเรือนใหญ่ มีหงฮวากับหนิวซีมากผิดสังเกต ทั้งสองขนานหาใช่ยาประจำตัวของฮูหยินโหวหรือหลินหว่านโหรวตามที่หมอเหอเคยจ่ายไม่
“ผู้ใดเป็นคนเบิกยาเหล่านี้” นางถามพ่อบ้านจาง
เขาตอบไม่เต็มเสียง “หลัวหมัวหมัวจัดการเรื่องยาของเรือนในขอรับ”
ซูเยว่ชิงปิดบัญชีลงช้า ๆ
ความสามารถที่นางเก็บซ่อนไว้ช่วยชีวิตคนหนึ่งไว้ได้เมื่อคืน และเปิดให้เห็นรอยรั่วอีกหลายแห่งในเช้าวันนี้
มารดาเคยสอนไว้ เมื่อถึงวันที่ต้องช่วยชีวิตตนเอง จงหยิบมันขึ้นมา
ซูเยว่ชิงยังไม่รู้ว่าวันนั้นอยู่ใกล้เพียงใด
นางรู้เพียงว่า นับแต่นี้ไป ยาทุกห่อในคลัง ทุกชื่อในบัญชี และทุกมือที่ถือกุญแจ ล้วนสมควรถูกจดจำ
