บทที่ 4 ร่องรอยของอดีต 1
บทที่ 4 ร่องรอยของอดีต 1
คืนส่งท้ายปีเก่า ลมหนาวเหนือเซิ่งจิงสงบลงชั่วคราว แสงโคมจากทุกเรือนสะท้อนพื้นหิมะจนท้องฟ้าเหนือกำแพงเมืองแดงเรื่อ เสียงประทัดดังกึกก้องต่อเนื่องมาตั้งแต่หัวค่ำ กลบทั้งเสียงหัวเราะของผู้คนในโถง และเสียงทอดถอนใจของผู้ที่ไม่มีใครได้ยิน
จวนติ้งหย่วนโหวตั้งโต๊ะบูชาบรรพชนมาตั้งแต่ยามเซิน
ซูเยว่ชิงสวมชุดพิธีหนักอึ้งหลายชั้น ยืนเคียงเซียวจิ้งเหิงอยู่เบื้องหน้าแผ่นป้ายวิญญาณ ธูปในมือคนทั้งสองส่งควันลอยขึ้นพร้อมกัน ทว่าเงาบนผนังกลับทอดแยกห่างราวคนละเส้นทาง
หลังเสร็จพิธี ฮูหยินโหวให้ทุกคนร่วมโต๊ะอาหารพร้อมหน้า หลินหว่านโหรวได้นั่งที่เดิมข้างมารดาสามี นางพร่ำเล่าเรื่องราววัยเยาว์ของเซียวจิ้งเหิงด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน บางคราเขาตอบเพียงคำเดียว บางครามุมปากคล้ายยกขึ้นน้อย ๆ
ซูเยว่ชิงกินอย่างสงบ ไม่สอดแทรกแม้คำเดียว
ตลอดสองเดือนหลังงานชมเหมย นางเรียนรู้แล้วว่าในจวนแห่งนี้ ความเงียบของเซียวจิ้งเหิงมีอยู่หลายชนิด
ยามอยู่กับมารดา เป็นความอดทน
ยามอยู่กับหลินหว่านโหรว เป็นความคุ้นเคย
ยามอยู่กับนาง เป็นกำแพง
อาหารยังไม่ทันจบมื้อ เสียงเอะอะโกลาหลก็พลันดังขึ้นจากลานด้านนอก บ่าวชายผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่า ใบหน้าซีดเผือด
“ฮูหยินโหว เกิดเรื่องที่คลังตะวันตกขอรับ ชั้นวางหีบยาล้มลงมาทับอาจื้อ ขาของเขา...เลือดออกมากเหลือเกิน!”
ฮูหยินโหวขมวดคิ้ว “คืนมงคลแท้ ๆ ยังก่อเรื่องอัปมงคล หลัวหมัวหมัว ไปตามหมอประจำจวนมา”
“คนไปตามแล้วขอรับ แต่หมอเหอออกไปฉลองปีใหม่บ้านญาติฝั่งใต้ เกรงว่าจะกลับมาไม่ทัน”
“ส่งรถม้าไปรับ”
บ่าวชายลังเล “เลือดไหลไม่หยุดเลยขอรับ เกรงว่าจะรอไม่ไหว”
ซูเยว่ชิงวางตะเกียบลง “พาข้าไปดู”
ทุกคนบนโต๊ะหันมามองเป็นตาเดียว
ฮูหยินโหวกล่าวทันควัน “เจ้าเป็นฮูหยินน้อย ไม่ใช่หมอชาวบ้าน”
“หากเลือดไหลมากถึงเพียงนั้น รอหมออีกครึ่งชั่วยามอาจสายเกินไป”
หลินหว่านโหรวใช้ผ้าเช็ดมุมปาก “ฮูหยินน้อยเคยรักษาคนมาก่อนหรือเจ้าคะ เรื่องชีวิตคน ไม่ควรลองมือเล่น”
ซูเยว่ชิงไม่แม้แต่จะมองนาง “ก็เพราะเป็นชีวิตคน จึงต้องไปเดี๋ยวนี้”
นางลุกจากโต๊ะโดยไม่รอคำอนุญาต ชิงไต้คว้าเสื้อคลุมวิ่งตามไป เซียวจิ้งเหิงมองแผ่นหลังนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางจอกสุราแล้วลุกตาม
คลังตะวันตกตั้งอยู่หลังสวนไผ่ กลิ่นสมุนไพรแห้งลอยปนกลิ่นคาวเลือดมาแต่หน้าประตู ชั้นไม้สูงล้มพาดอยู่กลางพื้น หีบใบหนึ่งแตกกระจัดกระจาย ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดนอนอยู่ใต้คานไม้ ใบหน้าขาวซีดราวแผ่นกระดาษ ขาซ้ายมีแผลฉีกยาว เลือดไหลซึมผ่านผืนผ้าที่คนงานใช้พันไว้อย่างลวก ๆ
“อย่าดึงคานพร้อมกัน!” ซูเยว่ชิงตวาดเมื่อเห็นชายสามคนกำลังจะออกแรงยก “ผู้ใดมีเชือกเส้นหนา เอามาผูกยึดชั้นด้านบนไว้ก่อน หากหีบที่เหลือร่วงลงมา คนช่วยจะถูกทับซ้ำอีก”
น้ำเสียงของนางหนักแน่นมั่นคงเสียจนเหล่าบ่าวชายทำตามโดยไม่ทันได้คิด
นางคุกเข่าลงข้างคนเจ็บ ใช้สองนิ้วแตะข้างลำคอ แล้วเอ่ยถาม “อาจื้อ ได้ยินข้าหรือไม่”
เปลือกตาชายหนุ่มขยับไหว “ขะ...ขอรับ”
“อย่าหลับ มองข้าไว้ ขาชาหรือไม่”
“ปวด...ปวดเหลือเกิน”
ยังปวด แปลว่าความรู้สึกยังไม่สูญไปทั้งหมด นางให้ชิงไต้ไปนำผ้าสะอาดจากเรือนมา ฉีกชายผ้าชั้นในของตนเป็นแถบยาว แล้วกดลงเหนือบาดแผลอย่างมั่นคง
“คนหนึ่งมากดตรงนี้แทนข้า ห้ามผ่อนมือจนกว่าข้าจะบอก”
พ่อบ้านจางย่อกายลงทำตาม มือสั่นเสียจนถูกนางจับวางตำแหน่งให้ใหม่
“เหล้าแรง น้ำร้อน มีดเล่มเล็ก และแผ่นไม้ตรงสองชิ้น” นางออกคำสั่ง “เร็ว”
เซียวจิ้งเหิงยืนอยู่ตรงประตู เขาเคยเห็นหมอสนามทำงานท่ามกลางซากศพและเสียงร่ำร้อง ทว่าไม่เคยคาดคิดว่าหญิงสาวผู้นั่งคัดกฎเรือนอย่างเงียบงันจะแปรเปลี่ยนไปทันทีที่อยู่ข้างคนเจ็บ มือของนางไม่สั่น สายตาไม่หลบเลี่ยงเลือด และทุกคำสั่งล้วนมีเหตุผลรองรับ
คานไม้ถูกยกออกอย่างระมัดระวัง ซูเยว่ชิงคลำไล่ตามแนวกระดูกขา อาจื้อร้องจนเสียงแหบพร่า
“กระดูกเคลื่อน แต่ยังไม่ทะลุผิวหนัง” นางกล่าว “ข้าจะดามไว้ก่อน รอหมอเหอกลับมาแล้วค่อยจัดกระดูกให้ละเอียดอีกที”
“ฮูหยินน้อยรู้ได้อย่างไรขอรับ” พ่อบ้านจางถาม
“หากกระดูกทะลุออกมา เจ้าคงได้เห็นแล้ว”
คำตอบราบเรียบทำให้คนรอบข้างพากันเงียบงัน นางชะล้างรอบบาดแผลด้วยน้ำต้มอุ่นผสมเหล้า ไม่เทราดลงตรง ๆ ให้คนเจ็บทรมานเกินจำเป็น จากนั้นใช้ผ้ากดห้ามเลือด วางแผ่นไม้ประกบสองข้างแล้วพันยึดไว้โดยไม่แน่นจนปลายเท้าเขียวคล้ำ
“ห้ามป้อนสุราให้เขา ให้จิบน้ำอุ่นทีละน้อย รักษาร่างกายให้อบอุ่นไว้ แต่อย่าวางเตาถ่านชิดบาดแผล” นางกำชับ “ผู้ใดไปตามหมอ ให้พกป้ายซื่อจื่อไปด้วย จะได้ผ่านถนนเร็วขึ้น”
เซียวจิ้งเหิงปลดป้ายหยกจากเอวส่งให้บ่าวทันที
ครั้นทุกสิ่งสงบลง ซูเยว่ชิงจึงรู้สึกตัวว่าชายกระโปรงเปื้อนเลือดไปทั้งผืน มือเย็นเฉียบจนปลายนิ้วแทบไร้ความรู้สึก นางลุกขึ้นเร็วเกินไป ภาพเบื้องหน้าพลันมืดวูบ ร่างเอนไปน้อยหนึ่ง
มือข้างหนึ่งจับข้อศอกนางไว้
เซียวจิ้งเหิงประคองเพียงชั่วครู่ ครั้นนางยืนได้มั่นคง เขาก็ปล่อยมือทันที “เจ้าร่ำเรียนวิชาแพทย์มาจากที่ใด”
“จากบิดา”
“ข่าวที่สืบมาก่อนแต่งบอกเพียงว่าเจ้ารู้งานบัญชีกับงานเรือน”
ซูเยว่ชิงใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดออกจากมือ “ท่านสืบเรื่องข้าด้วยหรือ”
เขาชะงักไปน้อยหนึ่ง “เป็นธรรมเนียมระหว่างสองตระกูล”
“เช่นนั้นธรรมเนียมก็คงเห็นได้เฉพาะสิ่งที่ผู้คนยินดีให้เห็น”
คำตอบนั้นพานางหวนย้อนกลับไปยังเรือนยาหลังบ้านตระกูลซูเมื่อสิบปีก่อน
ครานั้นซูเยว่ชิงอายุสิบสอง นั่งอยู่บนม้านั่งที่สูงยังไม่ถึงขอบโต๊ะ บิดาวางสมุนไพรสามขนานลงตรงหน้า แล้วใช้ผ้าผูกปิดตานาง
“กลิ่นแรกคือสิ่งใด”
“ตังกุยเจ้าค่ะ”
“เพราะเหตุใด”
“หวานฉุน ปลายกลิ่นอุ่น และชิ้นรากมีน้ำมันติดปลายนิ้ว”
“กลิ่นที่สอง”
“หวงฉี”
“กลิ่นที่สาม”
เด็กหญิงสูดดมอีกครั้งแล้วส่ายหน้า “ถูกอบกำมะถันมา กลิ่นเดิมเสียไปแล้วเจ้าค่ะ”
ซูเหวินเจิ้งหัวเราะลั่น เขาแก้ผ้าปิดตาออกแล้ววางลูกคิดลงตรงหน้านาง “จงจำไว้ คนขายยาที่รู้แต่ตำรับอาจถูกโกงด้วยของปลอม หมอที่รู้แต่ชีพจรอาจฆ่าคนด้วยยาที่มาจากบัญชีสกปรก เจ้าต้องเรียนรู้ทั้งสองทาง”
“แต่ท่านอาบอกว่า สตรีรู้มากจะออกเรือนยาก”
รอยยิ้มบนใบหน้าบิดาจางหาย เขาลูบศีรษะนางเบา ๆ “เช่นนั้นก็จงรู้ให้มาก แล้วเลือกให้ดีว่าเมื่อใดควรให้ผู้อื่นเห็น”
มารดาซึ่งกำลังคัดตำรับอยู่ข้างหน้าต่างกล่าวเสริม “ความสามารถไม่ใช่เครื่องประดับ อย่าสวมออกไปอวดให้ผู้ใดชม หากแต่เมื่อถึงวันที่ต้องช่วยชีวิตตนเอง จงหยิบมันขึ้นมา อย่าได้ลังเล”
คำสอนนั้นติดตามซูเยว่ชิงมาโดยตลอด
ก่อนบิดาสิ้นบุญ ตระกูลซูจำต้องเชื่อมสัมพันธ์กับจวนโหว เหล่าผู้ใหญ่จึงตัดรายละเอียดเรื่องที่นางตรวจยาและคุมบัญชีออกจากหนังสือแนะนำเสียสิ้น บอกเพียงว่าคุณหนูใหญ่สุภาพเรียบร้อย เชี่ยวชาญงานปักและการดูแลเรือน ด้วยสตรีที่เก่งการค้าเกินไปย่อมทำให้ครอบครัวสามีระแวง ส่วนสตรีที่รู้เรื่องยา หากมีผู้ใดในเรือนล้มป่วยขึ้นมา ย่อมถูกกล่าวหาได้ง่ายที่สุด
วันนี้ นางเพิ่งก้าวออกจากเงานั้นต่อหน้าคนทั้งจวนเซียว
