บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 เงาที่ไม่เคยจาง 2

บทที่ 3 เงาที่ไม่เคยจาง 2

“เพื่อให้คนที่ไม่ได้กระทำ ไม่ต้องรับโทษ”

คำตอบเรียบง่ายเสียจนไม่มีผู้ใดหัวเราะออก

ฮูหยินโหวเห็นแขกเริ่มส่งสายตาให้กันไปมา จึงออกคำสั่งเสียงแข็ง “นำสาวใช้ส่งชาไปสอบสวน หว่านโหรวเข้าเรือนไปทายา ส่วนชิงไต้ให้คุมตัวไว้ก่อน รอให้เรื่องกระจ่าง”

“ท่านแม่” ซูเยว่ชิงหันไป “หากคุมตัวชิงไต้ ก็ควรคุมตัวสาวใช้อีกผู้หนึ่งอย่างเท่าเทียมกัน”

“เจ้ากำลังสอนข้าปกครองเรือนหรือ”

“ข้าเพียงขอให้ท่านแม่รักษาความเที่ยงธรรมไว้ต่อหน้าแขกเจ้าค่ะ”

คำว่า “ต่อหน้าแขก” ทำให้ฮูหยินโหวไม่อาจบิดเบือนจนออกนอกหน้า นางจำต้องพยักหน้าให้หลัวหมัวหมัวคุมตัวสาวใช้ทั้งสองแยกจากกัน

เซียวจิ้งเหิงพาหลินหว่านโหรวออกจากสวนด้วยตนเอง วงแขนประคองบ่านางอย่างทะนุถนอม ระหว่างเดินผ่านซูเยว่ชิง เขาไม่ได้หยุดฝีเท้า ไม่เอ่ยถามแม้สักคำว่าผู้เป็นภรรยาจะจัดการงานที่เหลืออย่างไร

เงาสองร่างเคลื่อนคล้อยออกไปเคียงกัน ทิ้งนางไว้ท่ามกลางสายตาแขกทั้งสวน

เสียงกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินลอยมาจากโต๊ะด้านหลัง

“ฮูหยินน้อยเป็นฝ่ายถูก หากแต่บุรุษไม่เข้าข้าง ต่อให้ถูกก็กลายเป็นผิด”

อีกเสียงหนึ่งตอบ “ในเรือนหลังใหญ่ ความจริงไม่สำคัญเท่ากับว่าผู้ใดเต็มใจจะเชื่อ”

ซูเยว่ชิงได้ยิน นางกลับไปยังที่นั่ง ยกถ้วยชาใหม่ขึ้น แล้วเอ่ยกับแขกด้วยรอยยิ้มจาง “ทำให้ทุกท่านต้องเสียอารมณ์ไปแล้ว ดอกเหมยกำลังงามเต็มที่ อย่าให้ชาเพียงถ้วยเดียวทำลายทั้งสวนเลยเจ้าค่ะ”

นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เชิญฮูหยินเว่ยเป็นผู้ตัดสินบทกวี และให้คนยกขนมร้อนเข้ามาแทนที่ ไม่นานเสียงสนทนาก็หวนคืนมา ทว่าสายตาที่มองนางเปลี่ยนไปเสียแล้ว บางคนยังคงสมเพช หากบางคนเริ่มประจักษ์ว่าบุตรสาวตระกูลซูหาใช่ลูกพลับสุกนิ่มให้บีบเล่นได้ง่าย ๆ ไม่

หลังแขกกลับไปจนหมด ท้องฟ้าก็มืดสนิท ฮูหยินโหวเรียกซูเยว่ชิงไปตำหนิที่เรือนอายุวัฒนะ

“วันแรกที่เจ้ารับแขกก็ทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะจวนเรา”

“ผู้คนหัวเราะเพราะข้าถามหาความจริง หรือเพราะซื่อจื่อทอดทิ้งเจ้าภาพไปส่งหญิงอื่นต่อหน้าแขกเจ้าคะ”

“เจ้า!” ฮูหยินโหวตบโต๊ะดังสนั่น “หว่านโหรวถูกน้ำร้อนลวก แขนแดงไปทั้งแถบ จิ้งเหิงเพียงเป็นห่วงน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกัน”

“สาวใช้ส่งชายอมรับแล้วหรือยังเจ้าคะ”

หลัวหมัวหมัวตอบแทน “นางบอกว่ามืออ่อนไปเอง ไม่ได้ถูกชิงไต้ชน”

“เช่นนั้นชิงไต้ก็บริสุทธิ์”

“ถึงไม่ได้ชนจริง นางก็เถียงเสียงดังต่อหน้าแขก สมควรถูกโบยสักสิบไม้ให้รู้จักกฎ”

ซูเยว่ชิงเงยหน้าขึ้น “หากคนบริสุทธิ์ถูกกล่าวหาแล้วยังต้องห้ามปฏิเสธ กฎข้อนี้ก็หาได้สอนมารยาทไม่ หากสอนให้คนยอมรับความผิดแทนผู้อื่น”

ฮูหยินโหวหายใจแรงจนอกสะท้าน “เจ้าคิดว่ามีสินเดิมหนาแล้ว ข้าจะทำสิ่งใดเจ้าไม่ได้กระนั้นหรือ”

“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น” นางตอบ “เพียงแต่ชิงไต้เป็นบ่าวติดตามสินเดิม การลงโทษถึงเนื้อหนังต้องแจ้งเหตุให้กระจ่าง ข้าจะรับนางกลับไปอบรมสั่งสอนเอง หากนางกระทำผิดซ้ำ ข้าจะเป็นผู้ลงทัณฑ์ด้วยมือตนเอง”

แม่สามีกับลูกสะใภ้ประสานสายตากันกลางแสงตะเกียง

ท้ายที่สุด ฮูหยินโหวก็ไม่อาจโบยคนที่พยานเพิ่งยอมรับต่อหน้าแขกทั้งเมืองว่าไม่ได้กระทำ นางจึงสั่งกักบริเวณชิงไต้สามวันและตัดเบี้ยหวัดหนึ่งเดือน ซูเยว่ชิงน้อมรับคำสั่งโดยไม่โต้แย้งต่อ ด้วยรู้ดีว่าการรักษาคนไว้ได้สำคัญยิ่งกว่าการเอาชนะทุกกระทง

ครั้นกลับถึงเรือนชิงอวิ๋น ชิงไต้คุกเข่ารออยู่ก่อนแล้ว นางสะอื้นไห้ “บ่าวทำให้ฮูหยินน้อยต้องลำบาก”

“เจ้าทำผิดอยู่เรื่องหนึ่ง”

ชิงไต้ชะงักงัน

“ยามถูกกล่าวหา เจ้าตะโกนโต้ทันที ทำให้ผู้คนใช้กิริยาของเจ้าตัดสินแทนข้อเท็จจริง” ซูเยว่ชิงดึงนางให้ลุกขึ้น “คราวหน้าอย่ารีบร้อน จงมองมือ มองถาด มองพื้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยเอ่ยปาก สิ่งที่ตาเห็นย่อมหนักแน่นกว่าเสียงที่ดัง”

“บ่าวจะจดจำไว้เจ้าค่ะ”

กลางดึก เซียวจิ้งเหิงกลับมา เขาไม่ได้เอ่ยถามถึงงานชมเหมย หากกล่าวขึ้นทันทีว่า “หว่านโหรวข้อมือพองเป็นแผล หมอบอกว่าอาจทิ้งรอยไว้”

ซูเยว่ชิงกำลังถอดปิ่น นางมองเงาของเขาผ่านคันฉ่อง “ข้าจะส่งยาทาแผลไปให้”

“นางไม่ต้องการสิ่งของจากเจ้า”

“เช่นนั้นท่านบอกข้าเพื่อสิ่งใด”

เขานิ่งอึ้งไป ก่อนกล่าว “วันหน้าอย่าต้อนนางจนมุมต่อหน้าคนมาก”

มือที่กำลังวางปิ่นหยุดชะงักลง “เซียวจิ้งเหิง”

นี่เป็นคำรบแรกที่นางเรียกขานชื่อเขาเต็มปาก เขาเงยตาขึ้น

“วันนี้สาวใช้ของนางกล่าวหาคนของข้า ท่านปักใจเชื่อทันที ครั้นหลักฐานไม่ตรงกัน ท่านกลับขอให้ข้าเงียบเสียง ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า หากข้าไม่มีตาไว้ดู ไม่มีปากไว้ถาม คนที่ถูกโบยจนพิการในวันนี้อาจเป็นชิงไต้”

“ไม่มีผู้ใดคิดทำถึงเพียงนั้น”

“การที่สุดท้ายทำไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าไม่เคยคิด”

“เจ้าระแวงผู้คนมากเกินไป”

ซูเยว่ชิงหันกลับมาสบตาเขาตรง ๆ “ส่วนท่านก็ไว้ใจบางคนมากเกินไป”

ระหว่างคนทั้งสองมีโต๊ะเล็กคั่นกลาง บนโต๊ะวางปิ่นดอกเหมยที่ฮูหยินโหวมอบให้นางในฐานะเจ้าภาพ กับถ้วยชาซึ่งไม่มีผู้ใดแตะต้อง

เซียวจิ้งเหิงจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วผินกายออกจากห้องไป

เสียงประตูปิดลงไม่ดังนัก ทว่าสายลมที่เล็ดลอดเข้ามากลับพัดเปลวตะเกียงเอนวูบไหว

ชิงไต้เอ่ยถามแผ่วเบา “คืนนี้ซื่อจื่อจะไปที่ใดเจ้าคะ”

ไม่ต้องถามก็รู้

ซูเยว่ชิงหยิบปิ่นดอกเหมยเก็บลงกล่อง “ดับไฟเถิด”

ด้านนอก รอยเท้าของเซียวจิ้งเหิงทอดยาวผ่านพื้นหิมะมุ่งไปทางเรือนฉางชุน ไม่มีรอยใดเลยที่หันย้อนกลับมา

ส่วนในเรือนชิงอวิ๋น เงาของสตรีผู้เป็นภรรยาค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมแสงตะเกียง

เงาของคนรักเก่ากลับยังทอดยาวคั่นอยู่ระหว่างเตียงสองฟาก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel