บทที่ 3 เงาที่ไม่เคยจาง 1
บทที่ 3 เงาที่ไม่เคยจาง 1
ปลายเดือนสิบสอง หิมะบนหลังคาจวนติ้งหย่วนโหวยังไม่ทันละลายหมดสิ้น ดอกเหมยแดงในสวนตะวันออกก็ผลิบานก่อนฤดูกาล กลีบเล็กสีชาดแต้มประดับอยู่บนกิ่งก้านสีดำขลับ ทำให้ฮูหยินโหวอารมณ์ดีถึงขั้นสั่งจัดงานเลี้ยงชมเหมย เชื้อเชิญฮูหยินและคุณหนูจากตระกูลใกล้ชิดมาร่วมงานถึงสิบกว่าจวน
นี่เป็นคำรบแรกที่ซูเยว่ชิงจะปรากฏตัวต่อหน้าสังคมเซิ่งจิงในฐานะฮูหยินน้อยแห่งจวนเซียว
ทว่าเจ้าภาพของงานกลับไม่ได้ถือกุญแจคลัง ไม่มีสิทธิ์เลือกสำรับอาหาร ทั้งไม่อาจสับเปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งแม้เพียงตัวเดียว
“ฮูหยินโหวบอกว่า ท่านเพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ ยังไม่รู้ธรรมเนียมของจวน ให้บ่าวกับหลัวหมัวหมัวจัดการก็พอเจ้าค่ะ” ชิวเยี่ยรายงานพลางช่วยติดปิ่นให้
ซูเยว่ชิงมองเงาตนเองในคันฉ่องทองแดง “เช่นนั้นเหตุใดจึงให้ข้าออกไปรับแขก”
สาวใช้ก้มหน้าต่ำลง “ฮูหยินน้อยเป็นสะใภ้เอก ย่อมต้อง...”
“ต้องรับชื่อเจ้าภาพ หากแต่ไม่ต้องมีอำนาจเจ้าภาพ”
ชิวเยี่ยไม่กล้าตอบ
ชิงไต้เลือกต่างหูมุกคู่หนึ่งมาวางลง “วันนี้ผู้คนมากหน้า ฮูหยินน้อยแต่งตัวให้เด่นกว่านี้ดีหรือไม่เจ้าคะ”
ซูเยว่ชิงส่ายหน้า นางสวมเสื้อคลุมแพรไหมสีแดงหม่นปักลายกิ่งเหมยด้วยด้ายเงิน สีสุภาพสมฐานะโดยไม่แย่งสายตาผู้ใด
“ผู้ที่อยากดูข้า ต่อให้สวมผ้ากระสอบก็ยังจ้องมอง ส่วนผู้ที่คิดเหยียบข้า ต่อให้ปักทองเต็มตัวก็ใช่ว่าจะเกรงขาม”
ครั้นไปถึงสวน แขกกลุ่มแรกก็มาถึงแล้ว เหล่าฮูหยินยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร ทว่าสายตากลับกวาดสำรวจตั้งแต่ปิ่นปักผมจรดปลายรองเท้า ข่าวคืนเข้าหอแพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมเร็วเสียยิ่งกว่าหิมะละลาย บ้างสมเพช บ้างอยากหัวเราะเยาะ และอีกหลายคนเพียงมารอดูว่าบุตรสาวพ่อค้ายาจะรักษาหน้าจวนโหวไว้ได้หรือไม่
ซูเยว่ชิงรับแขกด้วยท่วงท่าไม่รีบไม่ร้อน จดจำชื่อและลำดับอาวุโสได้ครบถ้วนแม้เพิ่งได้รับรายนามเมื่อวานนี้เอง นางรู้ว่าฮูหยินสกุลเว่ยแพ้กลิ่นกำยาน จึงให้คนเปิดม่านด้านข้างระบายอากาศ รู้ว่าคุณหนูอู๋เพิ่งหายจากไข้ จึงเปลี่ยนสุราบ๊วยเป็นชาร้อนโดยไม่เอ่ยให้ผู้ใดต้องเสียหน้า
ความละเมียดละไมเหล่านี้ทำให้เสียงซุบซิบแผ่วเบาลงทีละน้อย
กระทั่งหลินหว่านโหรวปรากฏตัว
นางสวมชุดสีแดงดอกท้อ แม้สีจะอ่อนกว่าของหญิงที่ออกเรือนแล้ว ทว่าในงานซึ่งฮูหยินน้อยเป็นเจ้าภาพ สีเช่นนี้ย่อมสะดุดตายิ่งนัก ปิ่นหยกบนมวยผมสลักเป็นรูปนกยวนยางคู่ เครื่องประดับที่หญิงสาวยังไม่ออกเรือนไม่พึงใช้ต่อหน้าคนนอก
ฮูหยินโหวกลับกวักมือเรียกอย่างเอ็นดู
“หว่านโหรว มานั่งข้างข้าสิ อากาศเย็นนัก อย่ายืนตากลมนาน”
ที่ว่างข้างฮูหยินโหวแต่เดิมควรเป็นตำแหน่งของลูกสะใภ้ ซูเยว่ชิงจึงถูกจัดให้เลื่อนไปนั่งถัดออกไปอีกหนึ่งที่ ส่วนเซียวจิ้งเหิงซึ่งเพิ่งกลับจากกองพิทักษ์ถูกเชิญให้นั่งฝั่งตรงข้าม ครั้นเขาเห็นหลินหว่านโหรว ใบหน้าที่เคร่งขรึมมาตลอดก็ผ่อนอ่อนลงน้อยหนึ่ง
สิ่งนั้นน้อยนิดเหลือเกิน
ทว่าสตรีทั้งสวนล้วนมองเห็น
“ปิ่นของคุณหนูหลินงดงามยิ่งนัก” คุณหนูผู้หนึ่งเอ่ยยิ้ม ๆ “นกยวนยางคู่นี้คงมีผู้มอบให้กระมัง”
หลินหว่านโหรวหน้าแดงระเรื่อ นางยกมือแตะปิ่นราวเพิ่งนึกได้ว่ากำลังสวมอยู่
“เป็นของเก่าเจ้าค่ะ หลายปีก่อนพี่จิ้งเหิงนำกลับมาจากชายแดน เห็นว่าข้าชอบนกน้ำจึงมอบให้ไว้ ไม่ได้มีความหมายอื่นใด”
เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ดังขึ้นรอบโต๊ะ ไม่ได้มีความหมายอื่นใด กลับเป็นคำแก้ตัวที่ยิ่งขับเน้นความหมายให้กระจ่างชัด
ฮูหยินโหวแย้มยิ้ม “เด็กสองคนนี้เติบโตมาด้วยกัน จิ้งเหิงตามใจนางจนเคยตัวเสียแล้ว”
ฮูหยินสกุลอู๋ปรายตามองซูเยว่ชิง “ความผูกพันแต่วัยเยาว์นั้นหาได้ยากยิ่งจริง ๆ ฮูหยินน้อยเซียวคงใจกว้าง ไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้”
ชาร้อนในมือซูเยว่ชิงส่งไอลอยเป็นสาย นางวางถ้วยลงก่อนเอ่ยตอบ
“ความผูกพันอันบริสุทธิ์ย่อมควรค่าแก่การถนอมรักษา หากแต่ความผูกพันใดต้องอาศัยความใจกว้างของภรรยาผู้อื่นจึงดำรงอยู่ได้ เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว”
รอยยิ้มหลายดวงชะงักค้าง
หลินหว่านโหรวรีบถอดปิ่นออกจากมวยผม “ฮูหยินน้อยอย่าได้เข้าใจผิด ข้าเพียงหยิบผิดเพราะรีบร้อน”
“ข้ายังไม่ได้กล่าวเลยว่าเข้าใจสิ่งใดผิด”
ยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งเหมือนยอมรับ หลินหว่านโหรวจึงเม้มริมฝีปาก ขอบตาแดงเรื่อ
เซียวจิ้งเหิงมองมายังซูเยว่ชิง “วันนี้เป็นงานของท่านแม่ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำให้บรรยากาศเสีย”
เขากล่าวไม่ดังนัก ทว่าคนรอบข้างล้วนได้ยินถ้วนทั่ว
ซูเยว่ชิงยังไม่ทันเอ่ยตอบ ฮูหยินโหวก็หัวเราะกลบเกลื่อน “ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น เพียงหยอกเย้ากันไม่กี่คำ เยว่ชิงเพิ่งเข้าบ้านจึงยังเกร็งอยู่ วันหน้าสนิทสนมกันย่อมดีขึ้นเอง”
งานเลี้ยงดำเนินต่อด้วยการประชันบทกวีชมเหมย หลินหว่านโหรวดีดพิณหนึ่งเพลง เสียงสายพิณอ่อนหวานเสียจนแขกเหรื่อเอ่ยชมไม่ขาดปาก นางเปรยว่าทำนองนี้เซียวจิ้งเหิงเคยประพันธ์ให้ก่อนออกศึก สีหน้าของหลายคนจึงยิ่งแฝงนัยลึกซึ้ง
ซูเยว่ชิงนั่งฟังโดยไม่เปลี่ยนท่าที นางไม่ได้ชำนาญพิณเทียบเท่าหลินหว่านโหรว ไม่เคยมีบุรุษใดประพันธ์เพลงให้ ทั้งไม่มีเรื่องราววัยเยาว์ไว้เล่าขานต่อหน้าผู้คน ทว่าสิ่งที่ทำให้ความเยียบเย็นซึมลึกอยู่กลางอกหาใช่ความหึงหวงไม่ หากเป็นการที่คนทั้งสวนพร้อมใจกันเห็นว่า ความทรงจำของหญิงอื่นควรมีที่นั่งสูงส่งกว่าสถานะของผู้เป็นภรรยา
ครั้นจบเพลง สาวใช้เริ่มยกชารอบใหม่ ถาดหนึ่งเคลื่อนผ่านด้านหลังซูเยว่ชิงตรงไปยังหลินหว่านโหรว ชิงไต้ถอยหลบให้ตามมารยาท ทันใดนั้นหลินหว่านโหรวกลับร้องเสียงหลง ถ้วยชาในมือพลิกคว่ำ น้ำร้อนสาดรดลงบนแขนเสื้อสีชมพู
“คุณหนู!” เหล่าสาวใช้กรูกันเข้าไป
เซียวจิ้งเหิงลุกพรวดขึ้น ก้าวข้ามโต๊ะมาจับข้อมือหลินหว่านโหรว “ลวกตรงใด”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” นางส่ายหน้า น้ำตาคลอหน่วย “เมื่อครู่คนด้านหลังคงชนสาวใช้ส่งชา ข้าไม่ทันระวังตัวเอง”
สาวใช้ส่งชาทรุดคุกเข่าลงทันที “เป็น...เป็นแม่นางชิงไต้เจ้าค่ะ นางถอยมาชนบ่าว”
ทุกสายตาหันไปยังชิงไต้
“บ่าวไม่ได้ชน!” ชิงไต้หน้าซีดเผือด “บ่าวยืนห่างออกมาตั้งก้าวหนึ่ง”
หลัวหมัวหมัวตวาดกราด “ต่อหน้าแขกยังกล้าเถียงคำ คนของตระกูลซูไร้กฎเกณฑ์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
เซียวจิ้งเหิงหันมามองผู้เป็นภรรยา แววตาเย็นเยียบลง “นี่หรือคือสาวใช้ที่เจ้าขอเก็บไว้ข้างกาย”
ซูเยว่ชิงไม่ได้รีบร้อนแก้ตัว นางลุกขึ้นยืน ย่างเท้าไปยังจุดที่ถ้วยชาแตกกระจาย ชายกระโปรงหลินหว่านโหรวเปียกชาเพียงเล็กน้อย ทว่าน้ำส่วนใหญ่กลับกระเซ็นไปทางขวา บนพื้นหินมีรอยรองเท้าของสาวใช้ส่งชาตั้งตรงมั่นคง ส่วนชิงไต้ยืนอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางซ้าย
นางก้มลงหยิบเศษใบเหมยเปียกชาขึ้นจากพื้น แล้วทอดสายตามองถาด
“ชิงไต้ มือเจ้าเปียกหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะ”
“ชายแขนเสื้อเล่า”
ชิงไต้ยกแขนขึ้น ทั้งสองข้างแห้งสนิท
ซูเยว่ชิงจึงหันไปยังสาวใช้ส่งชา “เจ้าบอกว่านางชนเจ้าจากด้านหลัง หากเป็นเช่นนั้นจริง ตัวเจ้าย่อมพุ่งไปข้างหน้า ชายแขนเสื้อของนางซึ่งอยู่ใกล้ถาด ย่อมต้องถูกน้ำชาหรืออย่างน้อยก็ก้นถ้วยแตะต้อง ทว่ากลับไร้ร่องรอยใด”
สาวใช้เริ่มสั่นเทา “บ่าว...บ่าวตกใจ จึงจำได้ไม่ถนัด”
“ถาดในมือเจ้าไม่เอียง ถ้วยใบอื่นยังตั้งอยู่ครบ มีเพียงถ้วยของคุณหนูหลินใบเดียวที่พลิกคว่ำ แปลว่าหาใช่แรงชนกระทบทั้งถาดไม่”
หลินหว่านโหรวกุมแขนตนเองไว้ “ฮูหยินน้อยหมายความว่าข้าจงใจลวกตัวเองกระนั้นหรือ”
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมาพอดีจังหวะ
เซียวจิ้งเหิงขยับกายบังนางไว้ครึ่งก้าว “พอได้แล้ว”
ซูเยว่ชิงมองเขา “ข้ายังไม่ได้กล่าวเช่นนั้น ข้ากำลังซักถามสาวใช้ผู้กล่าวหาคนของข้า”
“หว่านโหรวกำลังบาดเจ็บ เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ค่อยสอบสวนภายหลังก็ได้”
“เมื่อครู่ท่านถามข้าว่า นี่หรือคือสาวใช้ที่ขอเก็บไว้ข้างกาย ท่านตัดสินนางต่อหน้าคนทั้งสวนไปแล้ว ครั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อกล่าวหา กลับกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเสียได้”
กรามของเขาขบแน่น “เจ้าอยากให้เป็นเรื่องใหญ่โตไปเพื่อสิ่งใด”
