บทที่ 2 กฎเหล็กของจวน 2
บทที่ 2 กฎเหล็กของจวน 2
“สาวใช้ที่ติดตามเจ้ามา ให้เหลือไว้ข้างกายเพียงคนเดียว ที่เหลือส่งไปเรือนซักล้างหรือห้องครัว คนของตระกูลเดิมมากเกินไป จะทำให้เรือนแตกออกเป็นสองฝ่าย”
ชิงไต้หน้าซีดเผือด สินเดิมที่ตระกูลซูส่งมาพร้อมบ่าวหญิงแปดคนกับแม่นมอีกหนึ่ง หากถูกแยกย้ายออกไปจนหมด รอบกายซูเยว่ชิงย่อมเหลือเพียงหูตาของจวนเซียว
“แม่นมเถียนอายุมากแล้ว ทั้งยังดูแลข้ามาแต่เยาว์วัย” ซูเยว่ชิงกล่าว “ขอให้นางพำนักอยู่เรือนข้างกับชิงไต้ได้หรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้ากลัวคนของข้าดูแลไม่ดีหรือ”
“ข้าไม่กล้า เพียงแต่แม่นมเถียนถือกุญแจหีบเสื้อผ้าส่วนตัว ทั้งรู้วิธีดูแลตำรับยาจากมารดาข้า หากส่งไปห้องครัว เกรงว่าจะเป็นการใช้คนผิดงาน”
ฮูหยินโหวแย้มยิ้มบาง “เพิ่งเข้าจวนได้วันเดียว เจ้าก็ต่อรองกับข้าเสียแล้ว”
“ข้าเพียงชี้แจงเหตุผล ส่วนคำตัดสินย่อมอยู่ที่ท่านแม่”
ถ้อยคำอ่อนน้อมจนหาช่องกล่าวหาว่าดื้อรั้นมิได้ ฮูหยินโหวจึงนิ่งอึ้งไป ก่อนโบกมือ “ให้อยู่ได้ แต่ห้ามก้าวออกจากเรือนชิงอวิ๋นโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
“อีกเรื่องหนึ่ง” ฮูหยินโหวปรายตามองหน้าท้องแบนราบของนาง “จิ้งเหิงเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของข้า จวนนี้เฝ้ารอทายาทมาเนิ่นนาน เจ้าต้องรู้หน้าที่ของตน อย่ามัวถือดีเพราะสินเดิมหนา หากครบครึ่งปีแล้วยังไร้ข่าวดี ข้าจะจัดคนที่เหมาะสมเข้าเรือนให้เขา”
เซียวจิ้งเหิงนั่งอยู่ไม่ไกล เขาได้ยินทุกถ้อยคำ ทว่าเพียงยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ไม่เอ่ยสนับสนุน และไม่ห้ามปราม
ซูเยว่ชิงหลุบตาลงต่ำ “เรื่องบุตรขึ้นอยู่กับวาสนาของคนสองคน ข้าจะดูแลร่างกายให้ดี หากแต่ไม่กล้ารับปากแทนสวรรค์”
ฝาถ้วยในมือฮูหยินโหวกระทบขอบถ้วยดังแกร๊ก “เจ้ากำลังบอกว่าหากไม่มีบุตร ความผิดไม่ได้อยู่ที่เจ้าเพียงผู้เดียว อย่างนั้นหรือ”
“ข้ากล่าวเพียงความจริงของสังขาร”
“หญิงจากตระกูลหมอนี่ช่างมีถ้อยคำมากความ”
“ท่านแม่มีคำสั่งให้ข้าดูแลเรื่องทายาท ข้าจึงไม่กล้ากล่าวเท็จ”
ฮูหยินโหวจ้องมองนางอยู่เนิ่นนาน ท้ายที่สุดจึงหัวเราะเบา ๆ อย่างไร้ความอบอุ่น “ดี ข้าจะคอยดูว่าเจ้ามีความสามารถสักเพียงใด”
ครั้นได้รับอนุญาตให้กลับ ซูเยว่ชิงจึงลุกขึ้นยืน หัวเข่าที่กดพื้นนานจนชาทำให้ร่างเซไปน้อยหนึ่ง ชิงไต้รีบเข้าประคอง ทว่าเซียวจิ้งเหิงซึ่งเดินอยู่เบื้องหน้ากลับไม่เหลียวหลังมาแม้สักครั้ง
พอพ้นประตูเรือนอายุวัฒนะ เขาจึงหยุดฝีเท้าลงใต้ต้นสน
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเอาชนะทุกถ้อยคำ”
ซูเยว่ชิงยืนห่างจากเขาสองก้าว “ข้าไม่ได้คิดเอาชนะ”
“หว่านโหรวไม่มีเจตนาร้าย เรื่องคำเรียกเมื่อครู่ เจ้าทำให้นางอับอายขายหน้า”
“เมื่อคืนข้าคือผู้ถูกทิ้งไว้ในห้องหอ เช้าวันนี้นางป่าวประกาศเรื่องนั้นต่อหน้าท่านแม่และบ่าวทั้งเรือน ทว่าท่านกลับเห็นว่านางเป็นฝ่ายอับอาย”
เซียวจิ้งเหิงขมวดคิ้ว “นางเพียงเอ่ยขอโทษ”
“หากท่านเชื่อเช่นนั้น ข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องอธิบายอีก”
นางยอบกายลงตามมารยาทแล้วผินหลังเดินจากไป ไม่รอให้เขาอนุญาต
ลมหอบเกล็ดหิมะจากกิ่งสนร่วงลงต้องบ่า เซียวจิ้งเหิงมองแผ่นหลังของภรรยาใหม่ ความรู้สึกขัดข้องบางอย่างก่อตัวขึ้นกลางอกโดยหาสาเหตุมิได้ เขาเคยคาดว่านางจะร่ำไห้ เรียกร้อง หรือใช้อำนาจสินเดิมกดข่มหว่านโหรว จึงก่อกำแพงเตรียมรับมือไว้เต็มที่
ทว่านางไม่ทำสิ่งใดในนั้นเลย
นางเพียงกล่าวความจริง แล้วปล่อยให้ความจริงนั้นตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเขา
กลับถึงเรือนชิงอวิ๋น ซูเยว่ชิงให้ชิงไต้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบหัวเข่า จากนั้นเปิดสมุดกฎเรือนอ่านตั้งแต่หน้าแรก นางอ่านเร็วยิ่ง ทุกสิบหน้าจะหยุดถามชิวเยี่ยถึงตำแหน่งเรือนที่ระบุไว้ในกฎ
“คลังกลางอยู่ทางทิศใด”
“หลังสวนไผ่เจ้าค่ะ”
“จากเรือนอายุวัฒนะไปโถงบรรพชนมีทางเดียวหรือ”
“ทางหลักมีทางเดียวเจ้าค่ะ แต่คนส่งฟืนใช้ประตูเล็กหลังครัว”
“ประตูนั้นปิดยามใด”
ชิวเยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ยามซวีเจ้าค่ะ”
ซูเยว่ชิงจดจำทุกสิ่งไว้ในใจ
ช่วงบ่าย นางไปขอสำเนาบัญชีสินเดิมจากพ่อบ้านจางด้วยตนเอง พ่อบ้านวัยกลางคนเชิญนางนั่งรอในห้องรับรองอยู่เกือบหนึ่งเค่อ ก่อนนำกระดาษมาให้เพียงสามแผ่น
“ข้าวของทั้งหมดตรวจรับครบถ้วนแล้วขอรับ”
ซูเยว่ชิงกวาดตาไล่ดู พบว่ารายการเขียนรวบไว้เพียง “ผ้าไหมห้าสิบพับ” ไม่ได้แยกชนิด ยาสิบหีบก็ลงไว้เพียง “สมุนไพรเบ็ดเตล็ด”
“ผ้าไหมแต่ละชนิดราคาต่างกัน สมุนไพรบางขนานก็มีอายุเก็บไม่เท่ากัน เหตุใดจึงไม่ลงรายละเอียด”
พ่อบ้านจางยิ้ม “เรือนคลังจวนโหวใช้บัญชีเยี่ยงนี้มาหลายปีแล้ว ฮูหยินน้อยไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ”
“ตราผนึกหีบเปิดแล้วหรือยัง”
“ก็ต้องเปิดตรวจของขอรับ”
“ผู้ใดอยู่ร่วมตรวจ”
“คนของเรือนคลังขอรับ”
“คนของข้าไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยเลยหรือ”
รอยยิ้มของเขาจางลง “ฮูหยินโหวเป็นผู้ดูแลเรือน ย่อมไม่มีสิ่งใดสูญหายไปได้”
ซูเยว่ชิงพับกระดาษสามแผ่นอย่างเรียบร้อย “ข้าไม่ได้กล่าวหาว่าของหาย เพียงต้องการให้บัญชีตรงกัน ในเมื่อพ่อบ้านเห็นว่าแบบแผนเดิมดีอยู่แล้ว ข้าจะส่งบัญชีฉบับเต็มของตระกูลซูมาให้ท่านคัดแนบไว้ พรุ่งนี้ยามเฉิน ข้าจะมาร่วมตรวจหีบที่ยังไม่ได้เปิดด้วยตนเอง”
“เรื่องนี้...”
“สินเดิมตามกฎหมายยังคงเป็นทรัพย์ของข้า แม้ฝากเก็บไว้ในคลังจวน” นางแย้มยิ้มน้อย ๆ “หากท่านเห็นว่าข้าจำข้อกฎหมายผิดไป เราเชิญผู้ดูแลทะเบียนจากที่ว่าการมาชี้แจงก็ย่อมได้”
พ่อบ้านจางไม่กล้าปฏิเสธอีก
ขากลับ นางไม่ใช้เส้นทางเดิม หากขอให้ชิวเยี่ยพาเดินอ้อมสวนไผ่ อ้างว่าต้องการทำความรู้จักจวน ระหว่างกำแพงคลังกับครัวมีตรอกแคบสายหนึ่ง บ่าวส่งฟืนกำลังเข็นรถผ่านประตูไม้เก่าคร่ำ ใต้กำแพงด้านข้างมีรางระบายน้ำกว้างกว่าปกติ ปากรางถูกตะแกรงเหล็กปิดครอบไว้ สนิมกัดกินตรงบานพับจนเห็นเป็นรอยแดงเข้ม
ซูเยว่ชิงกวาดตามองเพียงครั้งเดียวแล้วเดินผ่านเลยไป
ยามเย็น นางคัดกฎเรือนหน้าแรกด้วยลายมือบรรจง จากนั้นเปิดสมุดเปล่าอีกเล่ม วาดแผนผังจวนขึ้นจากความทรงจำ เส้นหมึกค่อย ๆ ลากเชื่อมเรือนชิงอวิ๋นเข้ากับสวนไผ่ คลังกลาง ห้องครัว ประตูฟืน และโถงบรรพชน
ชิงไต้มองอยู่ข้าง ๆ “ฮูหยินน้อย เหตุใดจึงต้องจดจำเส้นทางละเอียดถึงเพียงนี้เจ้าคะ”
ปลายพู่กันหยุดค้างอยู่เหนือรางระบายน้ำที่นางวาดไว้
“คนอยู่บ้านใหม่ ย่อมต้องรู้ว่าประตูเปิดไปทางใด”
นางแต้มหมึกเป็นจุดเล็กลงตรงบานพับขึ้นสนิม แล้วพลิกสมุดกฎเรือนมาวางทับแผนผังไว้
ภายนอก หิมะเริ่มโปรยหนักกว่าเก่า กลบรอยเท้าบนลานหินไปทีละรอย
ทว่าเส้นทางในความทรงจำของซูเยว่ชิงกลับยิ่งกระจ่างชัดขึ้นทุกขณะ
