บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 กฎเหล็กของจวน 1

บทที่ 2 กฎเหล็กของจวน 1

รุ่งเช้าหลังหิมะแรก ลานหินของจวนติ้งหย่วนโหวถูกเคลือบด้วยเกล็ดขาวบางพร่างพราว โคมมงคลซึ่งแขวนเรียงตลอดแนวระเบียงยังคงแดงสด หากใต้แสงโคมเหล่านั้น เหล่าสาวใช้กลับก้มหน้ากวาดพื้นเงียบกริบ ราวความครึกครื้นเมื่อวานไม่เคยบังเกิดขึ้น

ซูเยว่ชิงตื่นก่อนระฆังยามเหม่า

ครั้นลุกจากเตียง ตั่งข้างหน้าต่างก็ว่างเปล่าเสียแล้ว ผ้าห่มถูกพับไว้เรียบร้อย เซียวจิ้งเหิงจากไปโดยไม่ทิ้งถ้อยคำใด คงเหลือเพียงถ้วยน้ำอุ่นที่เขาไม่ได้แตะต้องวางอยู่บนโต๊ะ ผิวน้ำเย็นนิ่งกระทั่งสะท้อนเงาอักษรมงคลกลับหัว

ชิงไต้เข้ามาปรนนิบัติด้วยดวงตาบวมช้ำเล็กน้อย “ซื่อจื่อออกไปฝึกกระบี่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเจ้าค่ะ”

“คนของเรือนบอกหรือ”

“เสี่ยวหงบอกเจ้าค่ะ นางยังบอกอีกว่าฮูหยินโหวรับอาหารเช้ายามเหม่า ไม่โปรดให้ผู้ใดไปช้า”

ซูเยว่ชิงพยักหน้ารับ แล้วเลือกชุดสีแดงเข้มสมกับเป็นเจ้าสาวใหม่ ทว่าไม่ประดับปิ่นมากเกินจำเป็น นางรู้ดีว่าการคำนับเช้าวันแรกไม่ใช่เพียงพิธีชงชา หากเป็นการกำหนดว่านับจากนี้ผู้ใดอยู่เหนือ ผู้ใดอยู่ใต้ และเสียงของนางมีน้ำหนักเพียงใดในเรือนหลังนี้

ก่อนออกจากห้อง ชิงไต้กระซิบรายงาน “หีบสินเดิมสามสิบสองหีบถูกส่งเข้าเรือนคลังกลาง อีกสิบหกหีบอยู่คลังตะวันตก ตราผนึกของเรายังครบถ้วน ทว่าพ่อบ้านจางไม่ยอมให้บ่าวเข้าใกล้ อ้างว่าต้องมีป้ายคำสั่งจากฮูหยินโหว”

“แล้วบัญชีเล่า”

“เขาบอกว่าจะมอบให้หลังตรวจนับเสร็จสิ้น”

“จดจำคำพูดนั้นไว้”

ซูเยว่ชิงก้าวออกจากเรือนชิงอวิ๋น ลมหนาวหอบกลิ่นสนและควันถ่านโชยเข้ามา นางเดินตามชิวเยี่ยผ่านระเบียงคดสามช่วง ข้ามสวนหินกับประตูพระจันทร์อีกหนึ่งแห่ง ตลอดทางนางไม่ได้ชื่นชมต้นเหมยหรือสระน้ำ หากจดจำจำนวนทางแยก ตำแหน่งประตูข้าง และเวรยามของบ่าวชายไว้โดยไม่แสดงออกแม้แววตา

เรือนอายุวัฒนะของฮูหยินโหวตั้งอยู่ทางทิศเหนือ เป็นเรือนใหญ่ที่สุดรองจากโถงบรรพชน บานประตูไม้ดำเปิดแง้มอยู่ ทว่าสาวใช้หน้าประตูกลับยกมือขึ้นขวางไว้

“ฮูหยินโหวยังสวดมนต์เช้าอยู่ ขอฮูหยินน้อยรอสักครู่เจ้าค่ะ”

ซูเยว่ชิงหยุดยืนใต้ชายคา “ได้”

ลมพัดกราดผ่านลานโล่ง ชายกระโปรงของนางไหวสั่นน้อย ๆ

หนึ่งเค่อผ่านไป ไม่มีผู้ใดออกมาเชิญ

สองเค่อผ่านไป ถาดชาที่ถืออยู่เริ่มเย็นชืดลง

ชิงไต้ขยับเข้ามาใกล้ “ฮูหยินน้อย ข้างนอกหนาวนัก...”

ซูเยว่ชิงส่ายหน้าเพียงน้อย

ขณะนั้นเอง เสียงหัวเราะอ่อนหวานก็ลอดออกมาจากภายใน ตามด้วยเสียงฮูหยินโหวเอ่ยถามว่าเมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่ ผู้ตอบเป็นหญิงสาวน้ำเสียงนุ่มนวล ซูเยว่ชิงฟังไม่ถนัดทุกถ้อยคำ ทว่าชื่อ “หว่านโหรว” กลับลอยออกมาชัดเจน

ผู้ที่กำลังสวดมนต์ย่อมไม่อาจสนทนากับแขกได้

นี่คือการให้รอ

และเป็นบทเรียนแรก

เกือบครึ่งชั่วยาม บานประตูชั้นในจึงเปิดออก หลัวหมัวหมัวเดินออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ฮูหยินน้อยอย่าได้ถือโทษ ฮูหยินโหวตั้งใจสวดมนต์ขอพรให้คู่บ่าวสาว จึงล่าช้าไปบ้าง”

“ท่านแม่มีเมตตา ข้าย่อมรอได้”

คำตอบไร้รอยขุ่นเคือง หลัวหมัวหมัวจึงทอดสายตามองนางนานขึ้นกว่าเดิม ก่อนผายมือเชื้อเชิญ

ภายในเรือนอุ่นจัด เตาถ่านเงินตั้งอยู่สองมุมห้อง กลิ่นไม้จันทน์กับน้ำชาชั้นเลิศอบอวลอยู่ในอากาศ ฮูหยินโหวนั่งบนตั่งประธานในชุดแพรไหมสีม่วงเข้ม ใบหน้าขาวผ่องผ่านการบำรุงมาอย่างดี ดวงตาเรียวยาวแฝงแววเยียบเย็นแม้ริมฝีปากกำลังแย้มยิ้ม

เซียวจิ้งเหิงนั่งอยู่ทางด้านขวา เปลี่ยนเป็นชุดสีน้ำเงินสำหรับเข้าเวรราชการ ถัดไปไม่ไกลมีหญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนนั่งเยื้องต่ำลงไปครึ่งช่วง นางก้มหน้าอยู่ จึงเห็นเพียงปิ่นดอกไห่ถังที่ไหวสั่นน้อย ๆ ตามจังหวะลมหายใจ

หลินหว่านโหรว

ซูเยว่ชิงไม่ปล่อยสายตาค้างไว้ นางคุกเข่าลงบนเบาะที่สาวใช้จัดเตรียม รับถ้วยชาจากชิงไต้ แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือ

“ลูกสะใภ้คำนับท่านแม่ ขอเชิญท่านแม่ดื่มชาเจ้าค่ะ”

ฮูหยินโหวไม่ได้รับในทันที นางพินิจถ้วยชาราวกำลังตีราคาสินค้าชิ้นหนึ่ง “เมื่อวานผู้คนมากหน้า ข้ายังไม่ทันได้มองเจ้าให้ถนัดตา เงยหน้าขึ้นสิ”

ซูเยว่ชิงเงยหน้าขึ้น

“หน้าตาสะอาดสะอ้านดี” ฮูหยินโหวเอ่ย “เพียงแต่ผอมบางไปสักหน่อย สตรีที่แต่งเข้าตระกูลขุนนาง สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้กำเนิดทายาท หากร่างกายอ่อนแอเสียแล้ว ต่อให้สินเดิมหนาเพียงใดก็หาประโยชน์อันใดมิได้”

หัวเข่าของซูเยว่ชิงกดแนบพื้นแข็งอยู่ใต้เบาะบาง นางยังคงยกถ้วยชานิ่งไม่ไหวติง “ข้าจะดูแลตนเองให้ดีเจ้าค่ะ”

“เจ้ารู้ตัวก็ดี”

ฮูหยินโหวจึงรับถ้วยชาไป จิบเพียงพอแตะริมฝีปาก แล้วมอบกำไลหยกวงหนึ่งให้ตามธรรมเนียม

ครั้นซูเยว่ชิงหันไปยกชาให้เซียวจิ้งเหิงในฐานะภรรยา เขากลับรับเร็วเสียยิ่งกว่ามารดา ดื่มไปคำหนึ่งแล้ววางลง ไม่ได้มองหน้านางแม้แวบเดียว ทว่าครั้นหลินหว่านโหรวไอแผ่ว ๆ อยู่ข้างกาย เขากลับหันไปเอ่ยถามทันทีว่าอากาศในห้องร้อนเกินไปหรือไม่

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบ ก่อนลุกขึ้นคำนับซูเยว่ชิง “เมื่อคืนร่างกายข้าไม่เอาไหนเอง ทำให้พี่จิ้งเหิงต้องเสียเวลาอยู่ดูแล จนพลาดพิธีในห้องหอ พี่หญิงอย่าได้โกรธข้าเลยนะเจ้าคะ”

นางเอ่ยขออภัย ทว่าทุกถ้อยคำกลับเป็นการป่าวประกาศว่าคืนวิวาห์ เซียวจิ้งเหิงอยู่เคียงข้างผู้ใด

ชิงไต้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังกำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

ซูเยว่ชิงมองหลินหว่านโหรวเต็มตาเป็นคำรบแรก ใบหน้ารูปไข่ของอีกฝ่ายซีดเซียวอยู่น้อย ๆ ดวงตากลมโตเคลือบไอชื้น ประหนึ่งพร้อมหลั่งน้ำตาทันทีหากได้รับถ้อยคำหนักแม้เพียงครึ่งคำ

“คุณหนูหลินร่างกายไม่แข็งแรง ความเจ็บป่วยไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดเลือกได้ ข้าจะโกรธเจ้าได้อย่างไร”

หลินหว่านโหรวคล้ายโล่งอก “พี่หญิงช่างใจกว้างยิ่งนัก”

“หากแต่คำเรียกพี่หญิงนั้นเห็นทีจะไม่เหมาะ” ซูเยว่ชิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้ายังไม่ได้เข้าตระกูลเซียว ทั้งอายุเราสองคนก็ยังไม่เคยเทียบกัน เรียกข้าว่าฮูหยินน้อยตามผู้อื่นเถิด จะได้ไม่มีผู้ใดเข้าใจฐานะของเจ้าผิดไป”

รอยยิ้มบนใบหน้าหลินหว่านโหรวแข็งค้างไปชั่วพริบตา

เซียวจิ้งเหิงวางถ้วยชาลงเสียงดังเกินจำเป็น “เพียงคำเรียกคำเดียว เจ้าถึงกับต้องถือสาเชียวหรือ”

“ข้าเพียงเกรงว่าจะทำให้ชื่อเสียงคุณหนูหลินมัวหมอง” ซูเยว่ชิงหันไปสบตาเขา “หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือนเรียกภรรยาของบุรุษอื่นว่าพี่หญิงต่อหน้าผู้คนมากมาย ความหมายตีความได้หลายทาง ท่านปกป้องนางนัก ก็ยิ่งควรระวังเรื่องนี้มากกว่าข้า”

ทั้งห้องเงียบกริบ

ฮูหยินโหวเหลือบมองลูกสะใภ้ แววตาซึ่งเคยเห็นนางเป็นเพียงหญิงจากตระกูลพ่อค้าเพิ่มความระแวดระวังขึ้นมาอีกชั้น นางเคาะปลายเล็บลงบนฝาถ้วยชา “เอาเถิด หว่านโหรวอยู่ในบ้านนี้มานาน ปากจึงเคยชิน เยว่ชิงเพิ่งเข้ามาใหม่ ย่อมยังไม่รู้ความสัมพันธ์ของพวกเรา ต่อไปค่อย ๆ ปรับเข้าหากัน”

คำว่า “คนในบ้าน” ถูกเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ส่วนภรรยาที่ผ่านพิธีถูกต้องกลับกลายเป็นผู้ “เพิ่งเข้ามาใหม่”

ซูเยว่ชิงรับฟัง ไม่โต้แย้งแม้สักคำ

หลังอาหารเช้า หลินหว่านโหรวขอตัวกลับด้วยอาการเวียนศีรษะ เซียวจิ้งเหิงลุกไปส่งถึงหน้าประตูด้วยตนเอง ครั้นเขากลับมานั่ง ฮูหยินโหวจึงให้หลัวหมัวหมัวนำสมุดเล่มหนามาวางลงตรงหน้าลูกสะใภ้

“นี่คือกฎเรือนเซียว เจ้านำกลับไปคัดสามจบ ภายในเจ็ดวันต้องท่องจำให้ได้ทั้งหมด”

ซูเยว่ชิงเปิดออกดู ตัวอักษรเขียนแน่นขนัดหลายสิบหน้ากระดาษ ตั้งแต่เวลาตื่นนอน การแต่งกาย วิธีรับรองแขก กระทั่งจำนวนครั้งที่สะใภ้ต้องคำนับแม่สามีในวันเทศกาล

“เรือนของเราไม่ใช่ร้านค้า จะคิดทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้” ฮูหยินโหวกล่าว “ยามเหม่าเจ้าต้องมารับคำสั่งที่นี่ กลางวันตรวจตราอาหาร ยามเย็นรายงานเรื่องราวในเรือน ส่วนกุญแจคลังและบัญชี ข้าจะให้หลัวหมัวหมัวดูแลไปพลางก่อน เจ้ามาจากบ้านพ่อค้า ข้าเกรงว่านิสัยคิดกำไรขาดทุนจะติดตัวเข้ามาในจวน”

“เจ้าค่ะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel