บทที่ 1 วิวาห์ที่ไร้ความรัก 2
บทที่ 1 วิวาห์ที่ไร้ความรัก 2
แสงเทียนสีแดงสาดต้องใบหน้าซึ่งแต่งแต้มมาอย่างประณีต คิ้วเรียวโค้งดั่งวาด ดวงตาสงบนิ่งดุจน้ำในสระลึก ไม่มีหยาดน้ำตา ไม่มีความตื่นตระหนกดังที่สาวใช้ทั้งสองหวั่นเกรง มีเพียงรอยกดจากมงกุฎหงส์บนหน้าผากซึ่งแดงช้ำ บอกให้รู้ว่านางแบกรับน้ำหนักนั้นมาตลอดทั้งวัน
ชิงไต้หันกลับมา ดวงตาแดงก่ำ “ฮูหยินน้อย ผ้าคลุมหน้าต้องให้เจ้าบ่าวเป็นผู้เปิดจึงจะเป็นมงคล ท่าน...”
“หากเขาไม่มา ข้าควรนั่งเฝ้าให้เทียนไหม้จนถึงรุ่งเช้ากระนั้นหรือ”
น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่น ทว่ากลับบาดลึกยิ่งกว่าคำตัดพ้อใด
นางถอดมงกุฎหงส์ออกช้า ๆ ปิ่นทองแต่ละอันถูกวางเรียงลงบนโต๊ะโดยไม่มีเสียงกระทบ จากนั้นจึงย่างเท้าไปยังโต๊ะอาหาร ยกฝาครอบขึ้น อาหารมงคลเย็นชืดไปหมดแล้ว ไขมันบนเป็ดย่างจับตัวขาวแข็ง บะหมี่ยืนยาวเกาะกันเป็นก้อน
“นำไปอุ่นเสียใหม่ ข้ากับเจ้าจะกินเอง”
“แต่นี่เป็นอาหารสำหรับคู่บ่าวสาว...”
“อาหารมีไว้ให้คนกิน ไม่ได้มีไว้เฝ้ารอผู้ที่ไม่คิดกลับมา”
ชิงไต้สูดจมูก รีบยกถาดออกไป
สาวใช้ของจวนเซียวอีกสองคนยืนเก้กังไม่รู้จะวางตัวอย่างไร ซูเยว่ชิงเหลือบมองเพียงครั้งเดียว “พวกเจ้าชื่ออะไร”
คนที่อาวุโสกว่าชิงตอบก่อน “บ่าวชื่อชิวเยี่ยเจ้าค่ะ ส่วนนางชื่อเสี่ยวหง พวกบ่าวได้รับคำสั่งให้มาปรนนิบัติฮูหยินน้อย”
“ผู้ใดเป็นคนสั่ง”
“หลัวหมัวหมัวข้างกายฮูหยินโหวเจ้าค่ะ”
“ข้าวของจากตระกูลซูที่ขนมาวันนี้ เก็บไว้ที่ใด”
ชิวเยี่ยชะงักไปชั่วอึดใจ “เรือนคลังรับไปลงบัญชีแล้วเจ้าค่ะ”
“ผู้ใดเป็นคนตรวจนับหีบ”
“พ่อบ้านจางกับคนของเรือนคลังเจ้าค่ะ”
“บัญชีสินเดิมเล่า อยู่ที่ผู้ใด”
“น่าจะ...อยู่กับพ่อบ้านจางเจ้าค่ะ”
ซูเยว่ชิงพยักหน้ารับ ไม่ซักไซ้ต่อ
ก่อนออกเรือน บิดาเคยกำชับนางไว้ว่า ยามเข้าไปอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น สิ่งแรกที่ต้องรู้ไม่ใช่ผู้ใดยิ้มให้ หากเป็นผู้ใดถือกุญแจ ผู้ใดกุมบัญชี และผู้ใดมีสิทธิ์เอ่ยปากแทนเจ้านาย
ค่ำคืนแรกยังไม่ทันล่วงพ้น คนของจวนเซียวก็รับสินเดิมไปโดยไม่ส่งมอบสำเนาบัญชีให้นาง ซ้ำยังจัดสาวใช้จากเรือนใหญ่เข้ามาประกบติด นี่ไม่ใช่ความเลินเล่อ
เป็นการบอกให้นางรู้ว่า ในจวนแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นของนาง
แม้แต่สามี
ชิงไต้กลับมาพร้อมโจ๊กข้าวขาวและกับข้าวอุ่นร้อนใหม่ ซูเยว่ชิงกินได้เพียงครึ่งถ้วย ความอ่อนล้าทำให้ลำคอฝืดจนกลืนแทบไม่ลง ทว่าเมื่อเห็นชิงไต้ยังคงยืนก้มหน้านิ่ง นางจึงคีบเนื้อวางลงในชามส่งให้อีกฝ่าย
“นั่งลงกินเถิด”
“บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ”
“ในห้องนี้มีเพียงเราสองคน หากเจ้าหิวจนเป็นลมไป คืนนี้ข้าคงต้องเป็นฝ่ายดูแลเจ้าแทน”
ชิงไต้จำต้องนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก กินไปเช็ดน้ำตาไป พลางบ่นงึมงำ “ชื่อเสียงซื่อจื่อเซียวเลื่องลือกันทั่วว่าเป็นบุรุษเด็ดขาด รักษาคำพูดหนักแน่นดั่งขุนเขา บ่าวไม่นึกเลยว่าเขาจะทำกับฮูหยินน้อยได้ถึงเพียงนี้”
“เขาอาจรักษาคำพูดเฉพาะกับคนที่เขาเห็นว่าสมควร”
“ท่านเป็นภรรยาเอกที่ผ่านพิธีถูกต้องครบถ้วน”
ซูเยว่ชิงทอดสายตามองเทียนคู่บนโต๊ะ “ตำแหน่งกับคุณค่าในสายตาคน ไม่เคยเป็นสิ่งเดียวกัน”
เรื่องของหลินหว่านโหรว นางพอรับรู้มาบ้างก่อนแต่งเข้ามา
บุตรสาวอดีตรองเจ้ากรมคลัง ตระกูลหลินเคยรุ่งเรืองเฟื่องฟู ก่อนผู้เป็นบิดาจะพัวพันคดีเก็บภาษีเกินกำหนด ทรัพย์สินถูกริบไปส่วนหนึ่ง ชื่อเสียงตกต่ำ ฮูหยินโหวเห็นแก่สัมพันธ์เก่าจึงรับหลินหว่านโหรวเข้ามาพำนักในจวน ชาวเซิ่งจิงต่างรู้กันทั่วว่านางกับเซียวจิ้งเหิงคือคู่รักวัยเยาว์
หากตระกูลหลินไม่ประสบเภทภัย ผู้ที่นั่งอยู่ในห้องหอค่ำคืนนี้ย่อมไม่ใช่ซูเยว่ชิง
นางไม่เคยโกรธที่บุรุษผู้หนึ่งมีคนในใจมาก่อนพบตน หากแต่ในเมื่อเขายอมรับวิวาห์ครั้งนี้ รับผลประโยชน์จากสินเดิมและเส้นทางเสบียงของตระกูลซูไปแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ควรให้เกียรติผู้ที่ต้องแบกรับข้อตกลงนี้ร่วมกัน
กระทั่งสิ่งนั้น เขาก็ยังไม่คิดหยิบยื่นให้
ยามดึกคืบคลานผ่านไป หิมะเม็ดละเอียดเริ่มโปรยปรายอยู่ด้านนอก สาวใช้ดับโคมตามระเบียงลงทีละดวง คงเหลือเพียงห้องหอซึ่งยังเรืองแสงสีแดงอยู่กลางเรือนอันเงียบงัน
ซูเยว่ชิงล้างเครื่องประทินโฉมออกจนหมด เปลี่ยนเป็นชุดนอนสีขาวสะอาด แล้วนั่งลงอ่านบัญชีสินเดิมฉบับที่ชิงไต้แอบซ่อนไว้ในหีบเสื้อผ้า ปลายนิ้วไล่ไปตามรายการทีละบรรทัด ยาสมุนไพรสิบหีบ แพรไหมห้าสิบพับ เงินแท่ง เครื่องประดับ และโฉนดร้านค้าสองแห่งในเจียงหนาน
บิดาไม่ได้ส่งนางมาอย่างมือเปล่า
สิ่งเหล่านี้คือเกราะชั้นสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้บุตรสาว
“พรุ่งนี้เช้า เจ้าจงตื่นก่อนคนของจวนสักครึ่งชั่วยาม” นางกำชับชิงไต้ “ไปดูให้เห็นกับตาว่าหีบใดถูกส่งเข้าเรือนคลัง หีบใดยังตกค้างอยู่ลานหลัง จดจำตราผนึกทุกหีบให้ขึ้นใจ อย่าแตะต้อง และอย่ามีปากเสียงกับผู้ใด”
ชิงไต้เงยหน้าขึ้น “ฮูหยินน้อยคิดว่าพวกเขาจะกล้ายักยอกหรือเจ้าคะ”
“ยังไม่รู้”
“เช่นนั้นเหตุใด...”
“เพราะคนที่ไม่รู้ว่าตนเหลือสิ่งใดอยู่ในมือ ย่อมถูกฉกฉวยไปได้ง่ายที่สุด”
นางพับบัญชีเก็บไว้ใต้หมอน แล้วให้ทุกคนออกจากห้องไป เหลือเพียงตนกับเสียงลมเสียดสีบานหน้าต่าง
