บทที่ 1 วิวาห์ที่ไร้ความรัก 1
บทที่ 1 วิวาห์ที่ไร้ความรัก 1
ต้นฤดูหนาว รัชศกหย่งหนิงปีที่สิบสอง หิมะแรกยังมาไม่ถึง ทว่าลมเหนือกลับกรรโชกผ่านกำแพงเมืองเซิ่งจิง กวาดความเยียบเย็นแทรกไปทุกซอกถนน กระทั่งธงบนหอประตูเมืองสั่นสะบัดไม่เป็นจังหวะ ผู้คนสองฟากถนนเบียดเสียดกันอยู่ใต้ชายคา เฝ้าชมขบวนเกี้ยวเจ้าสาวสีชาดเคลื่อนผ่านตลาดตะวันออกอย่างเอิกเกริก
กลองมงคลลั่นสิบสองครา ประทัดแดงทอดยาวราวอสรพิษเพลิงเลื้อยไปตามถนนหิน เกี้ยวแปดคนหามประดับมุกกับดิ้นทองสมฐานะจวนติ้งหย่วนโหว ผู้ใดได้เห็นล้วนพากันแซ่ซ้องว่าเป็นวาสนาอันสูงส่งของคุณหนูใหญ่ตระกูลซู
มีเพียงคนในเกี้ยวเท่านั้นที่รู้ว่า วาสนานี้หนักหนาเพียงใด
ซูเยว่ชิงนั่งหลังตรงอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดง สองมือวางซ้อนบนตักตามแบบพิธี ปลายนิ้วซึ่งย้อมด้วยน้ำดอกเทียนเย็นเฉียบแม้ซุกอยู่ในแขนเสื้อบุสำลี กลิ่นกำยานมงคลอบอวลอยู่ในพื้นที่อันคับแคบ ปะปนกับกลิ่นไม้ใหม่และกลิ่นทองเหลืองจากมุมเกี้ยว กระทั่งลมหายใจของนางคล้ายถูกกักไว้กลางอก
ครั้นเกี้ยวโยกผ่านถนนหิน ความทรงจำหนึ่งก็โยกไหวตามขึ้นมา
ก่อนบิดาสิ้นใจ เขาเคยกุมมือนางไว้แน่น มือซึ่งเคยจับชีพจรคนไข้นับพันและพลิกบัญชีการค้านับหมื่นหน้า กลับสั่นระริกยิ่งกว่าใบไม้ปลายฤดูต้องลม
“เยว่เอ๋อร์ การแต่งครั้งนี้จะคุ้มครองตระกูลซูไปได้อีกหลายปี” ซูเหวินเจิ้งกล่าวทั้งที่ลมหายใจขาดเป็นห้วง “จวนเซียวต้องการเส้นทางยาและเสบียงของเรา ส่วนเราต้องการร่มเงาของจวนโหว เจ้า...อดทนสักหน่อยเถิด”
นางพยักหน้ารับ ไม่เคยเอ่ยถามว่าต้องอดทนไปนานเท่าใด
วันนี้…คำตอบกำลังรออยู่หลังบานประตูสีชาด
เสียงแม่สื่อร้องบอกให้เจ้าบ่าวเตะประตูเกี้ยวดังขึ้นจากภายนอก ผู้คนพากันหัวเราะครื้นเครง ทว่าปลายรองเท้าหนังดำที่แตะเข้ามากลับแผ่วเบา ราวเจ้าของเพียงประสงค์ให้พิธีครบถ้วนตามขนบ มือข้างหนึ่งยื่นผ่านม่านเข้ามารับปลายผ้าแพรแดงซึ่งเชื่อมคนสองคนไว้ด้วยกัน
ซูเยว่ชิงเห็นเพียงนิ้วเรียวยาว ข้อกระดูกชัดเจนสมเป็นมือบุรุษ มือคู่นั้นจับผ้าแน่นพอไม่ให้หลุดจากกัน หากแต่ไม่เคยยื่นเข้ามาประคองนางเลยสักครั้ง
นางก้าวข้ามกระถางไฟด้วยตนเอง
พิธีคำนับฟ้าดินดำเนินไปท่ามกลางเสียงอวยพรกึกก้อง เซียวจิ้งเหิงยืนอยู่เคียงกาย ร่างสูงสง่าในชุดมงคลสีแดง ท่วงท่านายทหารทำให้แผ่นหลังตรงราวคมหอก ยามคำนับบรรพชน เขาปฏิบัติครบถ้วนไม่มีขาดตก ครั้นถึงคราคำนับเจ้าสาว เขากลับเบือนสายตาไปเสียทางอื่น ก่อนหน้าผากของคนทั้งสองจะโน้มลงมาอยู่ในระดับเดียวกัน
ชั่วขณะนั้นแสนสั้น สั้นจนแขกเหรื่อเต็มโถงไม่มีผู้ใดทันสังเกต
ทว่าซูเยว่ชิงสังเกต
หลังเสร็จพิธี นางถูกพาตัวมายังเรือนชิงอวิ๋น ห้องหอประดับโคมคู่ อักษรมงคลปิดเต็มฝาผนัง ถั่วลิสง พุทรา เมล็ดบัว และลำไยเรียงรายอยู่บนผ้าปูเตียงสีแดง เหล่าสะใภ้กับญาติหญิงล้อมวงหยอกเย้าอยู่พักใหญ่ แล้วจึงทยอยแยกย้ายไปร่วมวงสุรามงคลที่โถงหน้า
บานประตูปิดลง ความครึกครื้นทั้งปวงถูกกั้นไว้ภายนอก
ซูเยว่ชิงนั่งอยู่ที่ขอบเตียงดังเดิม ผ้าคลุมหน้าบดบังทุกสิ่งจนเหลือเพียงสีแดงพร่าเลือน นางได้ยินเสียงไส้เทียนแตกดังเปรี๊ยะ ได้ยินเสียงฝีเท้าสาวใช้เข้าออก กระทั่งเสียงท้องของชิงไต้ซึ่งร้องเบา ๆ แล้วเจ้าตัวรีบกลั้นลมหายใจด้วยความอับอาย นางก็ยังได้ยิน
“คุณหนู...” ชิงไต้ลดเสียงลง “ท่านไม่ได้แตะต้องอาหารมาตั้งแต่เช้า ให้บ่าวหยิบขนมสักชิ้นดีหรือไม่เจ้าคะ”
“วันนี้ต้องเรียกข้าว่าฮูหยินน้อยแล้ว”
เป็นคำเตือนที่อ่อนโยน หากแต่หาความยินดีเจือปนอยู่ในน้ำเสียงนั้นมิได้
ชิงไต้เม้มริมฝีปาก “เจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย”
“รออีกสักหน่อยเถิด”
เจ้าบ่าวต้องกลับมาเปิดผ้าคลุมหน้า ดื่มสุรามงคลร่วมถ้วย แล้วกินบะหมี่ยืนยาวคู่กับเจ้าสาว นั่นเป็นธรรมเนียมขั้นพื้นฐานที่สุด ต่อให้วิวาห์ครั้งนี้ไร้ซึ่งความรัก เซียวจิ้งเหิงก็ควรกลับมา อย่างน้อยก็เพื่อรักษาหน้าของสองตระกูล
ซูเยว่ชิงคิดเช่นนั้นในยามหัวค่ำ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เสียงสุราที่โถงหน้าแผ่วลง
สองชั่วยามผ่านไป สาวใช้เฝ้าประตูเริ่มสับเปลี่ยนเวรยาม
ครั้นเงาเทียนมงคลหดสั้นลงเกือบครึ่ง บานประตูก็ยังคงปิดสนิท
ชิงไต้สุดจะทนไหว นางย่างเท้าออกไปกระซิบถามสาวใช้ของจวนเซียวซึ่งยืนอยู่ด้านนอก อีกฝ่ายตอบอ้อมแอ้มอยู่หลายคำ ครั้นถูกซักซ้ำจึงหลุดปากออกมาประโยคหนึ่ง
“ซื่อจื่อดื่มสุรามากไป คุณหนูหลินเป็นห่วง จึง...จึงเชิญไปพักที่เรือนฉางชุนเจ้าค่ะ”
ภายในห้องหอพลันเงียบกริบ
ชิงไต้ผลักบานประตูเปิดกว้าง “วันนี้เป็นคืนเข้าหอของนายท่านกับฮูหยินน้อย ต่อให้เมามายหนักหนาเพียงใดก็ควรกลับเรือนชิงอวิ๋น เหตุใดคุณหนูหลินจึงมีสิทธิ์พาตัวเขาไป”
สาวใช้ผู้นั้นหน้าซีดเผือด รีบก้มศีรษะต่ำ “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวเพียงได้ยินคนที่โถงหน้าบอกต่อกันมา”
“แล้วไม่มีผู้ใดไปเรียนเชิญกลับมาหรือ”
“ฮูหยินโหวสั่งว่า ซื่อจื่อร่างกายไม่สบาย อย่าได้รบกวนเขา”
คำว่าอย่าได้รบกวนหล่นลงกลางห้องหอราวหยาดน้ำแข็ง
ซูเยว่ชิงยกมือขึ้นจับชายผ้าคลุมหน้า นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงมันออกด้วยมือของนางเอง
