บทที่๑...ดอกไม้งามที่กำลังจะผลิบาน (๑)
บทที่๑...ดอกไม้งามที่กำลังจะผลิบาน
การได้มาอยู่ไร่มวลบุปผาทำให้ดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาได้เบ่งบานอีกครั้ง รอยยิ้มของเธอเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อยามตื่นเช้าแล้วได้รับอากาศแสนบริสุทธิ์ หญิงสาวถูกส่งเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนชื่อดังโดยมีคุณอาสุดหล่อเป็นคนจ่ายค่าเทอม ส่วนตนก็เก็บเงินที่เหลือจากการจ่ายค่าหนี้ของบิดาเอาไว้
เหมือนเขาเป็นผู้ปกครองของเธอไปโดยปริยาย ไปรับไปส่งทุกเช้าเย็นพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้กันตลอด กลายเป็นความประทับใจที่มีต่ออีกฝ่ายจนพัฒนาความรู้สึก
สิปปกร ชยุตราเจ้าของไร่ดอกไม้ขนาดใหญ่ประจำจังหวัด รับช่วงต่อกิจการจากทางบ้านโดยลาออกจากงานที่กำลังรุ่งเรืองในเมืองหลวง โอบกอดสิ่งที่บุพการีหวงแหนแล้วพัฒนาจนกลายเป็นสถานที่โด่งดังประจำจังหวัดไปแล้ว
เขาแย่งส่วนเพื่อให้ผู้คนภายนอกเข้าชมพร้อมทั้งถ่ายรูป ยังมีร้านเครื่องดื่มไว้บริการอีกด้วย รับพนักงานเพิ่มซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ถือเป็นการสร้างงานเพื่อคนในพื้นที่จะได้ไม่ต้องออกไปทำงานข้างนอก งานเยอะสมาชิกเพิ่มก็ทำให้หัวหมุนแต่ก็ยังไม่ลืมหลานสาวที่รับมาเลี้ยง
ทุกเช้าและเย็นต้องร่วมโต๊ะอาหารเสมอ เธอบริการคุณอาด้วยเมนูสุดอร่อยจนเขาชมไม่หยุดถึงความเป็นแม่ศรีเรือนของอีกฝ่าย
ป้ามะพร้าวคือหัวหน้าแม่บ้านที่กลายเป็นแม่ทูนหัวของวราลีไปเสียแล้ว เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเหมือนแม่ลูกก็ไม่ปาน
เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก็เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยโดยที่หล่อนเลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์เพื่อจะได้มาช่วยสิปปกรทำงานในไร่ โดยเลือกเรียนใกล้บ้านที่สุดเพื่อวันหยุดจะได้เดินทางกลับไร่สะดวก เมื่อถึงเวลาต้องจากไร่มายังสถานศึกษาก็ร่ำลากันเกือบชั่วโมงกว่าจะออกเดินทาง
“ต้องตั้งใจเรียนหนังสือเข้าใจไหม” เลือกจะอยู่หอพักนอกที่สะดวกในการเดินทาง ไม่ได้รถยนต์คันใหม่แต่ก็ขอคุณอาซื้อรถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้ในการเดินทาง นอนกอดใบขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความภูมิใจอยู่หลายวัน คิดว่าช่วงว่างจะหัดขับรถยนต์แล้วค่อยไปสอบใบขับขี่รถยนต์
ขนของเข้ามาในห้องพักเรียบร้อยก็เดินลงมาส่งสิปปกรข้างล่าง ไม่เคยห่างจากเขาจึงเริ่มใจหายจนต้องคว้าชายเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้โดยที่ร่างสูงก็ไม่ได้ปัดมือบางแต่อย่างใด เลือกจะบอกเธอด้วยความหวังดี
“เข้าใจค่ะ” ผงกศีรษะขึ้นลงเชื่องช้า นึกเศร้าที่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะต้องจากกัน
เธอรู้ว่าตัวเองเป็นเด็กแก่แดดที่แอบชอบคุณอาเพียงข้างเดียว แม้จะเรียกเขาว่าอาแต่ความจริงอายุของเราสองคนก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก ยังไม่ถึงรอบด้วยซ้ำแต่เพราะตามศักดิ์ก็ต้องเรียกเช่นนั้นไปก่อน เอาไว้วันข้างหน้าเปลี่ยนสถานะเมื่อไหร่
สัญญาเลยว่าจะไม่ยอมเป็นแค่หลานสาวแน่นอน
“ไม่ดื้อไม่ซน ห้ามมีรักในวัยเรียนแต่ถ้าชอบใครก็พามาทำความรู้จักอาด้วย ให้อาช่วยดูว่าเขาเป็นคนดีเหมาะสมกับหลานสาวของอาหรือเปล่า” ยกมือวางบนกระหม่อมบางพร้อมกำชับเสียงเด็ดขาด อยู่ไกลหูไกลตาก็นึกเป็นห่วงกลัวบรรดาพวกเจ้าชู้จะเข้าหาหลานสาว จึงต้องย้ำกับเธอบ่อยหน่อยแล้วเจ้าตัวก็รับปากเป็นมั่นเหมาะ
เขาได้ยินอย่างนั้นจึงเบาใจ “รับทราบค่ะ” ดวงตากลมมองเขาเหมือนมีสิ่งใดจะพูดมากกว่านั้น เธอเงยหน้าเพื่อสบตาคนที่สูงกว่า เพราะตัวเองค่อนข้างตัวเล็กสูงเพียงแค่ไหล่ของชายหนุ่ม จะให้ดื่มนมเพิ่มส่วนสูงก็ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว
“แต่หนูไม่รักใครหรอก ตั้งใจเรียนไปช่วยอาเทียนที่ไร่ดีกว่า” หมายความตามที่พูดแต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เขาหรี่ตามองหล่อนก่อนจะผละมือออกจากกลุ่มผมสวย ความอบอุ่นจึงหายไปจนเธอนึกอยากคว้ามือเขามากุมไว้แต่รู้ว่าไม่เหมาะสม จึงเลือกจะยืนนิ่งเหมือนเดิมแล้วเงยหน้ามองเขาจนปวดคอไปหมด
ไม่รู้ทำไมคุณอาของหล่อนจึงสูงนัก หรือผิดที่เธอเตี้ยเกินไปก็ไม่รู้เหมือนกัน...
ถ้าขยับออกห่างอีกหน่อยคงมองได้สบายโดยไม่ปวดคอ แต่เธอก็อยากใกล้ชิดกับเขามากกว่า จึงเลือกจะยืนใกล้อีกฝ่ายไม่ถอยห่าง แววตาอบอุ่นที่หลอมละลายหัวใจเย็นราวถูกแช่แข็งของเธอได้ ความปรารถนาเดียวของวราลีในตอนนี้จึงขอเพียงได้อยู่กับเขาตราบนานเท่านาน
“ตอนนี้ก็พูดได้สิ เอาไว้เปิดเทอมเจอเพื่อนใหม่เจอคนหลากหลายคงลืมอาไปแล้วล่ะ น่าน้อยใจเหมือนกันนะ” ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่มุมปากกลับยิ้มกรุ่มกริ่มเหมือนต้องการแซวหลานสาวมากกว่า ต่างจากเธอที่กลัวว่าเขาจะคิดจริงจึงได้รีบอ้อนทันที
“ไม่ลืมมมม หนูไม่ลืมอาเทียนแน่นอนค่ะ จะโทรหาอาเทียนทุกวัน รายงานเช้าเย็นไม่มีขาด อาเทียนไว้ใจได้เลยว่าหนูจะไม่นอกลู่นอกทาง จะตั้งใจเรียนเพื่อไปช่วยงานที่ไร่ให้ได้” เข้ามาเกาะแขนชายหนุ่มพร้อมยิ้มหวานเพื่อเป็นคำสัญญา เขาเห็นอย่างนั้นก็เอ็นดูหล่อนมากกว่าเดิม
นึกใจหายเหมือนกันที่หญิงสาวต้องมาเรียนไกลบ้าน ถ้ามหาวิทยาลัยเปิดใกล้บ้านก็คงดี แต่ให้วราลีออกมาเผชิญโลกภายนอกบ้าง อยู่กับบิดาก็ถูกประคบประหงมราวไข่ในหิน พอมาอยู่กับเขาก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ชายหนุ่มมอบความรักให้เธอเต็มเปี่ยม
