CHAPTER 4 ต้องมีเรื่องไม่ดี
หญิงสาวก้มมองเด็กน้อยที่กอดเอวเธอแน่น รอยยิ้มใสซื่อบนใบหน้ากลมทำให้หัวใจเธออ่อนยวบอย่างประหลาด ทั้งที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน แต่ซันเดย์กลับติดเธอราวกับรู้จักกันมานานแล้ว
“ทำไมหนูถึงเรียกน้าว่าแม่ล่ะ” เอมลิรินทร์เอ่ยถามเสียงเบา พลางลูบผมนุ่มของเด็กชาย
“ทำไมแม่ชอบถามแบบนั้น” ซันเดย์เงยหน้าขึ้นมองทันที ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย
เด็กน้อยคลายอ้อมกอด ก่อนรีบปีนลงจากโซฟาแล้ววิ่งตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ของธีรชล เขาเปิดลิ้นชักอย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคย ก่อนค้นหาบางอย่างอยู่พักหนึ่ง
“เจอแล้ว นี่ไง” เสียงใสดังขึ้นพร้อมรูปถ่ายใบหนึ่งที่ถูกยื่นมาตรงหน้าเธอ
เอมลิรินทร์รับรูปนั้นมาดู และในวินาทีที่สายตาเห็นภาพ หัวใจเธอเหมือนหยุดเต้น ในภาพคือหญิงสาวคนหนึ่งกำลังอุ้มทารกแรกเกิดเอาไว้แนบอก รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความสุข
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตัวชา คือผู้หญิงคนนั้นเหมือนเธอมากไม่ใช่แค่คล้าย แต่มันแทบจะเป็นคนเดียวกันปลายนิ้วเรียวเริ่มสั่น เธอมองภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมา
“แม่เงียบไปทำไม”
“น้ากลับก่อนนะ” หญิงสาวรีบลุกขึ้นทันที เธอไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อ ไม่อยากมองรูปนั้น ไม่อยากฟังคำเรียกว่าแม่จากเด็กคนนี้อีกแล้ว ทุกอย่างมันสับสนไปหมด
แต่ทันทีที่ก้าวออกไป ความปวดหนึบในศีรษะก็แล่นขึ้นมาอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าพร่าเบลอ ร่างบางเซไปด้านหลังจนทรุดลงบนโซฟาตัวเดิม
“แม่จ๋า!” ซันเดย์ร้องเสียงหลง รีบวิ่งเข้ามาจับมือเธอไว้แน่น ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความตกใจ
“แม่เป็นอะไร ฮึก แม่อย่าร้องไห้นะ”
“เกิดอะไรขึ้นซันเดย์” เสียงเข้มของธีรชลดังขึ้นพร้อมร่างสูงที่เดินเข้ามาในห้อง เขาชะงักไปทันทีเมื่อเห็นหญิงสาวนั่งซีดอยู่บนโซฟา มือหนึ่งกุมขมับเอาไว้
“แม่เป็นลม” เด็กน้อยรีบบอกพ่อ น้ำเสียงเริ่มสั่น
ธีรชลเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เขาทรุดตัวลงตรงหน้าเธอ ก่อนเอื้อมมือไปแตะหน้าผากมนเบาๆ เขาเผลอจับมือเธอไว้แน่นอย่างลืมตัว
“คุณเป็นอะไร”
“ฉันไม่เป็นอะไร” เธอรีบปัดมือเขาออกทันที แววตาที่เธอมองเขาเต็มไปด้วยความระแวงและสับสนจนชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ
“แต่คุณกำลังเป็น”
“ฉันต้องกลับบ้านแล้ว”
“เมื่อกี้แม่จะเป็นลมจริงๆ นะ พ่อรีบห้ามแม่สิ” ซันเดย์ส่ายหน้าที่พ่อทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ
“น้ากลับก่อน เอาไว้เราค่อยเจอกันอีกนะ” เธอพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่มีคำถามมากมาย เกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะสูญเสียความทรงจำไป
“แม่จะกลับมาหาซันอีกใช่มั้ย” ซันเดย์ไม่อยากให้มาจากไปอีก
“น้องซันเดย์อย่าดื้อนะ” เธอจับแก้มเด็กน้อย ก่อนจะเดินออกมาทันทีโดยไม่มองหน้าเขา
“เธอจะเล่นละครไปถึงไหนเอมลิรินทร์!” เสียงตวาดดังขึ้นจากด้านหลังทันทีที่หญิงสาวเดินออกมาจากห้องทำงาน
หญิงสาวหยุดชะงัก ก่อนหันกลับไปมองคนที่เดินตามออกมาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ร่างสูงของธีรชลเต็มไปด้วยความตึงเครียด ดวงตาคมแข็งกร้าวจนเธอเริ่มหวาดหวั่น
“คุณพูดอะไร”
“เธอไม่สงสารเด็กน้อยตาดำ ๆ บ้างเหรอ” เขาพูดเสียงเข้มก้าวเข้ามาใกล้ทีละนิด “หายไปตั้งหลายปี พอกลับมาก็ทำเหมือนไม่รู้จักลูกตัวเอง”
“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด”
“หรือว่าผัวใหม่เธอมันดีมาก” เขาเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ “ดีจนลืมผัวเก่าลืมลูกไปหมดแล้ว!”
“เป็นบ้าอะไรของคุณ!” เธอส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ฉันไม่เคยมีลูก”
“ไม่เคยมีลูก? เธอพูดออกมาได้ยังไง” คำพูดนั้นเหมือนยิ่งจุดไฟในตัวชายหนุ่ม
“ฉันจำไม่ได้!”
“หรือจริงๆ ไม่อยากจำเธอรักมันมากหรือไง!” ธีรชลตะคอกกลับเสียงดังจนเธอสะดุ้ง
“คุณหยุดพูดสักที!”
“ตอบมาสิ! ผู้ชายคนนั้นมันให้อะไรเธอ ถึงได้ยอมทิ้งลูกตัวเอง!” เขากระชากแขนเธอไว้แน่นจนหญิงสาวนิ่วหน้า
“ปล่อยนะ!” เธอพยายามดึงแขนกลับ หัวใจสั่นไปหมดทั้งความกลัวและความสับสน “ฉันไม่รู้จักคุณด้วยซ้ำ!”
ประโยคนั้นทำให้มือใหญ่ชะงัก ดวงตาคมที่เต็มไปด้วยโทสะเมื่อครู่สั่นไหวทันที เอมลิรินทร์หอบหายใจแรง น้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมองเธอด้วยสายตาเจ็บปวดขนาดนั้น ราวกับเธอเป็นคนทำลายชีวิตเขา
“เธอว่าอะไรนะ” เขาไม่อยากเชื่อ เพราะสายตาที่เธอมองเขาเมื่อสักครู่คือความว่างเปล่า
“ฉันไม่รู้จักคุณ” และก็ไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ ตื่นมาก็เจอแค่หน้าพ่อกับพี่ชายตัวเอง
“เธอนี่มันตอแหลเก่งจริงๆ ฉันให้โอกาสเธอเลือกถ้ากลับมาหาฉัน ฉันจะปล่อยไอ้กองทัพไป”
น้ำเสียงเย็นเยียบนั้นทำให้เอมลิรินทร์นิ่งค้าง ดวงตาคู่สวยสั่นไหวอย่างไม่เข้าใจ ขณะที่ธีรชลยืนจ้องเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว ราวกับความอดทนทั้งหมดถูกเผาทิ้งไปจนหมดแล้ว
“เกี่ยวอะไรกับเขา”
“ฉันอยากทำลายมันไง ฉันให้เธอกลับไปคิดแล้วกัน”
“คุณมันบ้าไปแล้ว!”
“ใช่” เขาก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องถอยหลัง “ฉันบ้าเพราะเธอ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงอย่างหวาดหวั่น เธอไม่เข้าใจว่าผู้ชายคนนี้เกลียดกองทัพเรื่องอะไร แต่แววตาของเขาในตอนนี้น่ากลัวจนเธอเริ่มมือเย็น
“เขาไปทำอะไรให้คุณ”
“มันแย่งของของฉัน” ดวงตาเขาแข็งกร้าวเจ็บปวดไม่น้อยยามที่นึกถึงเรื่องในอดีต
หญิงสาวรีบผลักเขาออก ก่อนวิ่งหนีไปจากตรงนั้น หัวใจเต้นระรัวด้วยความสับสน หรือผู้ชายคนนี้จะเป็นคนในอดีตที่เธอลืมไป แต่คนอย่างเขาไม่น่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตเธอได้เลย
ชายหนุ่มรีบยกมือเช็ดน้ำตา กลัวว่าจะมีใครเห็นด้านอ่อนแอของตัวเอง เขากำหมัดแน่น ความอัดอั้นตีวนอยู่ในอก ผู้หญิงคนหนึ่งจะกล้าทิ้งลูกของตัวเองได้ยังไง
“พ่อร้องไห้ทำไม”
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นทำให้เขาชะงัก ซันเดย์ยืนอยู่ตรงประตู ดวงตากลมโตมองเขานิ่งๆ ราวกับจับได้ทุกอย่าง เขารีบฝืนยิ้มทันที
“มาแอบดูพ่อเหรอ”
“พ่อต้องไปง้อแม่นะ ซันอยากอยู่กับแม่” เด็กน้อยเดินเข้ามาใกล้ ก่อนเงยหน้ามองเขา
“ตัวแค่นี้ รู้แล้วเหรอว่าง้อคืออะไร” ชายหนุ่มหลุดหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ในใจยังหนักอึ้ง เขาก้มลงอุ้มลูกชายขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“ก็เวลาพ่อง้อซัน พ่อชอบซื้อของเล่น”
คำตอบนั้นทำให้เขายิ้มออกมาจริงๆ เป็นครั้งแรกของวัน แต่รอยยิ้มก็จางลงเมื่อคิดถึงสายตาหวาดกลัวของเอมลิรินทร์
“แม่ลืมพวกเราจริงๆ เหรอพ่อ”
“แม่เขาไม่ลืมลูกหรอก”
“ซันว่าไม่ใช่” ซันเดย์ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนเอามือเล็กจับแก้มพ่อไว้
“ทำไมคิดแบบนั้น”
“ถ้าแม่ไม่รักพวกเรา แม่จะร้องไห้ทำไมตอนเห็นรูปซัน” เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินวัย “ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับแม่แน่ๆ”
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักไปทันที แม้แต่เด็กยังมองออก แต่เขากลับปล่อยให้อารมณ์โกรธบดบังทุกอย่างเสียหมด
“แต่แม่เขามีครอบครัวใหม่แล้ว”
“อะไรคือครอบครัวใหม่เหรอ” ซันเดย์งุนงงไม่เข้าใจ
“เราอย่าไปยุ่งเลยดีกว่า”
“จะไม่ยุ่งได้ยังไงนั่นแม่ของซัน ลุงกองทัพหน้าเหมือนแม่จะตาย” เด็กน้อยเริ่มประท้วงด้วยกันดิ้น เขาจำคำพูดของแม่ได้ดีตอนที่อยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ลูกรู้ได้ยังไง” เขาขมวดคิ้วเพราะมั่นใจว่าลูกไม่รู้จักกองทัพ
“แม่ให้ดูรูปว่าคุณลุงกองทัพใจดีมากๆ แม่บอกด้วยว่ามีพี่ชายคนเดียว ส่วนคุณตาเสียไปแล้ว”
เขานิ่งเมื่อได้ยินแบบนั้นเอมลิรินทร์เป็นเด็กกำพร้าจะมีพี่ชายโผล่มาจากไหน ตอนที่เขารู้จักเธอแรกๆ หญิงสาวไม่มีญาติที่ไหนเลยด้วยซ้ำ
“ลูกฟังไม่ผิดใช่ไหม”
“ซันจำได้แม่นเลย”
เขาแทบทรุดทุกอย่างเริ่มสับสนไปหมด ถ้าเธอไม่ได้แกล้งลืมเขา แล้วเรื่องที่เธอหนีไปกับผู้ชายคนนั้นล่ะ มันคืออะไรกันแน่
