CHAPTER 3 ข้อเสนอ
กองทัพและเอมลิรินทร์เดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของ The Metha Empire ในช่วงสาย ตึกสูงหรูหราตั้งตระหง่านกลางเมือง
“พี่ทัพเข้าไปก่อนเลยค่ะ เพลงขอเข้าห้องน้ำก่อน” หญิงสาวหันไปบอกพี่ชาย พลางส่งแฟ้มเอกสารให้เลขาฯ ถือแทน
“พี่เข้าไปรอ” กองทัพพยักหน้า ก่อนเดินตรงไปยังห้องประชุมพร้อมเลขาคนสนิททันที
ส่วนเอมลิรินทร์เดินแยกออกมาอีกทาง เธอพยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ แต่หัวใจกลับเต้นแรงแปลกๆ ตั้งแต่มาถึงที่นี่
หญิงสาวเดินเลี้ยวตรงทางเดินหน้าห้องน้ำหญิง จังหวะเดียวกันนั้นร่างเล็กๆ พุ่งชนเธอเต็มแรงจนเกือบเสียหลักเอมลิรินทร์รีบคว้าไหล่เด็กน้อยไว้ทัน
“ขอโทษครับ!” เสียงใสดังขึ้นอย่างรีบร้อน แต่ทันทีที่เด็กชายเงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตก็เบิกกว้างทันที
“น้องซันเดย์”
“แม่ครับ เจอกันอีกแล้ว” ซันเดย์ยิ้มกว้างเมื่อพ่อไม่ได้หลอก
“มาทำอะไรตรงนี้ค่ะ” เธอย่อตัวลงเพื่อคุยกับเด็กน้อยตรงหน้า พร้อมกับยกมือลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู
“ซันมาทำงานกับพ่อ ซันอยากเจอแม่”
“พอดีน้าติดงานจ้ะ” เธอเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเอง
“แม่ไปส่งซันหน่อยนะ” ไม่รอให้ผู้ใหญ่ตอบซันเดย์จับมือแม่ แล้วพาเดินออกไปทันที
หญิงสาวไม่กล้าขัดกลัวว่าซันเดย์จะเสียใจเหมือนเมื่อคืน จึงไม่กล้าทำร้ายจิตใจอีก เธอเดินตามเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ห้องผู้บริหารระดับสูง
“น้องซันเดย์เข้าไปเลยจ้ะ”
“แม่ไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ พ่อไม่อยู่หรอก”
“น้าต้องไปทำงานจ้ะ” เธอพูดย้ำอีกรอบ แต่โล่งใจที่บอกว่าเขาคนนั้นไม่อยู่
“เข้าไปส่งซันหน่อยนะ” ซันเดย์ไม่ยอมแพ้ จนหญิงสาวยอมเดินเข้าไปด้านใน
แต่เธอต้องผิดหวังเพราะเจอเขานั่งอยู่ในห้องทำงาน จังหวะนั้นที่เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ จนต้องหลบสายตา
“พ่อครับ ผมพาแม่มาแล้ว”
“ซันเดย์ ไปพาใครเข้ามา” เขาเอ่ยเสียงเข้ม พลางก้าวเข้ามาใกล้ช้าๆ
ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าสวยตรงหน้าไม่วางตา ราวกับคนกระหายน้ำที่เฝ้าตามหามานานหลายปี แม้จะพยายามเก็บอาการแค่ไหน แต่สายตาของเขากลับเผยความโหยหาออกมาชัดเจน
“ทำไมพ่อพูดแบบนั้นนี่แม่ของซัน” เด็กน้อยขมวดคิ้วใส่พ่ออย่างไม่พอใจ
“น้องซันเดย์น้าไม่ใช่แม่ของหนูจริงๆ นะ” เธอเอ่ยขึ้นมา ไม่อยากให้ความหวัง
“แต่แม่จำซันได้แล้วนี่ เมื่อกี้แม่ยังลูบหัวซันอยู่เลย” เด็กน้อยพูดเสียงเบา
เอมลิรินทร์ชะงักไปทันทีมือเรียวค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น เพราะแม้แต่ตัวเธอเอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเผลอทำแบบนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
“น้าต้องไปทำงานแล้วนะจ๊ะ” เธอพยายามฝืนยิ้ม แม้ในใจจะหนักอึ้งอย่างประหลาด
เธอยังคงยืนยันคำเดิมเพราะยิ่งอยู่ใกล้เด็กคนนี้มากเท่าไร หัวใจของเธอก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น หญิงสาวค่อยๆ หันตัวจะเดินออกไป
“ฮึก แม่อย่าทิ้งซันไปเลยนะ” ซันเดย์รีบวิ่งเข้ามากอดขาเธอไว้แน่นทันทีเสียงร้องไห้ดังลั่นทางเดิน เด็กน้อยกอดเธอแน่นจนตัวสั่น
“ซันจะเป็นเด็กดี ฮือ แม่อย่าไป…”
“น้องซันเดย์” หญิงสาวถึงกับชะงักหัวใจเหมือนถูกบีบจนเจ็บ เธอรีบย่อตัวลงด้วยความตกใจ มือเรียวลูบหลังเล็กๆ เพื่อปลอบ
แต่ยิ่งปลอบเด็กน้อยก็ยิ่งร้องหนักกว่าเดิม ธีรชลยืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ก่อนสุดท้ายจะเบือนหน้าหนี เขาไม่อยากเห็นภาพนั้น ไม่อยากเห็นลูกชายร้องไห้อ้อนวอนหาแม่ ทั้งที่อีกฝ่ายพยายามผลักไสอย่างชัดเจน
มือใหญ่กำแน่นอยู่ข้างลำตัวเส้นเลือดขึ้นชัดจนเลียมที่ยืนอยู่ไกลๆ ยังไม่กล้าเข้าใกล้ผ่านไปพักใหญ่ ธีรชลจึงพูดขึ้นเสียงเรียบ
“ถ้าไม่เป็นการรบกวนฝากคุณดูแลลูกชายผมด้วย อย่าคิดปฏิเสธเลยบางทีผมจะพิจารณาโครงการที่หัวหิน ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่คุณ”
“คะ?” เธอเงยหน้าจ้องเขาเหมือนเป็นคำถาม
“ผมพูดชัดเจนทุกคำ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น
ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวนิ่งไป เธอรู้ดีว่าโครงการนั้นสำคัญกับพี่ชายมากแค่ไหน หญิงสาวเม้มปากแน่นเธอควรโกรธที่ถูกกดดัน แต่พอได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆ ของซันเดย์ หัวใจกลับอ่อนยวบอีกครั้ง เด็กน้อยเงยหน้ามองเธอทั้งน้ำตา
“แม่อยู่กับซันนะ”
เสียงนั้นเบาจนแทบขาดใจ และสุดท้ายเอมลิรินทร์ก็เผลอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยน
ธีรชลเดินเข้ามาด้วยสีหน้าสุขุมในชุดสูทสีเข้ม รังสีความน่าเกรงขาม ทำให้บรรยากาศทั้งห้องเงียบลงทันที ผู้บริหารและทีมงานที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วต่างลุกขึ้นยืนเพื่อทำความเคารพ
“สวัสดีครับคุณธีรชล”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย ก่อนเดินไปนั่งหัวโต๊ะอย่างสงบนิ่ง แต่สายตาคมกลับเหลือบไปมองกองทัพที่ดูเหมือนกำลังมองหาใครบางคนอยู่ตลอดเวลา
“คุณมองหาอะไรเหรอ” น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงแรงกดดันอย่างชัดเจน
“เอมลิรินทร์อยู่ไหน” กองทัพชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบตรงๆ
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของธีรชลก็เข้มขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงนิ่ง เขาเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“ผมให้อยู่กับลูกชายผม คุณมีปัญหาอะไรมั้ย”
คำถามนั้นเหมือนการกดดันกลายๆ มากกว่าการถามจริงๆ กองทัพเม้มปากแน่น ไม่เข้าใจทำไมครั้งนี้อีกฝ่ายถึงทำเหมือนไม่ชอบหน้าเขา
“ไม่มีครับ”
ธีรชลมองอีกฝ่ายเงียบๆ ราวกับอ่านความคิดออกทั้งหมด ก่อนจะค่อยๆ เปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า
“คุณมีอะไรจะถามเกี่ยวกับโครงการ” น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบเหมือนเดิม แต่ลึกๆ แล้วในหัวกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย
“คุณสั่งระงับทำไมครับ” กองทัพเข้าเรื่องทันที
“เหล็กที่นำเข้ามาคุณได้ตรวจสอบดีไหม แล้วจำนวนเงินที่ใช้ไปคุณเคยรู้อะไรหรือเปล่า ผมไม่อยากร่วมงานกับคนที่ไม่มีไหวพริบ”
นอกจากเรื่องส่วนตัวแล้ว แน่นอนว่าเรื่องนี้เขารับไม่ได้เช่นกัน หากโครงการสร้างเสร็จวันข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นมา มันไม่คุ้มที่เขาจะต้องเสียชื่อเสียง
“ผม...” กองทัพชะงักไปเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากการตรวจสอบที่ไม่รอบคอบพอ
“พ่อคุณสร้างทุกอย่างมาอย่างดี คุณควรรีบเรียนรู้” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่กลับกดดันจนทั้งห้องเงียบสนิท
“ผมจะจำไว้”
“ผมสั่งระงับชั่วคราวเพื่อตรวจสอบผู้รับเหมา หากมีความคืบหน้าจะแจ้งไปอีกครั้ง”
คำพูดนั้นทำให้กองทัพถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ตัดความร่วมมือโดยสมบูรณ์ เพราะนี่คือผลงานชิ้นที่ราคาแพงที่สุดของกองทัพ
“คุณมองหน้าผมทำไม” กองทัพรู้สึกกดดันจากสายตาที่เขามองมา
“คุณแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่” เขาถามนิ่งๆ รอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
“ครับ? นี่เรื่องที่จะประชุมเหรอ” กองทัพมองไปรอบๆ ซึ่งไม่ได้มีแค่พวกเขาตามลำพัง ยังมีกรรมการผู้บริหารอีกหลายคน
“แต่ผมคุ้นเคยกับผู้ช่วยของคุณมากเลยนะ”
“ครับ”
กองทัพตอบกลับอย่างอึดอัด เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมน้ำเสียงเรียบนิ่งของอีกฝ่ายถึงให้ความรู้สึกกดดันจนน่าหวั่นเกรง มือหนาจึงยกขึ้นคลายเนกไทออกเล็กน้อย ก่อนฝืนยิ้มตอบกลับไป
“ผมพูดเล่นครับ” เขาหัวเราะเบาๆ พยายามทำให้บรรยากาศในห้องประชุมผ่อนคลายลง หลังถูกสายตาคมของอีกฝ่ายกดดันอยู่ตลอดเวลา
“เรื่องที่คุณพูดมาผมจะไปตรวจสอบอีกครั้ง”
“คุณควรเด็ดขาดให้มากกว่า การขึ้นมาบนที่สูงยิ่งต้องแข็งแกร่ง”
หลังจบการประชุม กองทัพเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขายกมือคลายกระดุมสูทเล็กน้อยราวกับเพิ่งผ่านแรงกดดันมหาศาลมา
“ไปตามน้องเพลงมา” เขาหันไปสั่งเลขาเสียงเข้ม เพราะตั้งใจจะพาน้องสาวกลับทันที
“ผมลืมคุยกับคุณอีกเรื่อง”
เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นจากด้านหลังกองทัพหันกลับไปมองทันที ก่อนพบธีรชลเดินตามออกมาช้าๆ สีหน้าสุขุมเช่นเดิม
“เรื่องอะไรครับ”
“ให้ผู้ช่วยของคุณมาเรียนรู้งานกับผม” ธีรชลหยุดยืนตรงหน้าอีกฝ่าย
“ทำไมผมต้องทำแบบนั้น” คำพูดนั้นทำให้กองทัพชะงัก
“มือใหม่กันทั้งคู่มีแต่จะพากันลำบาก หรือคุณกลัวอะไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งเหมือนกำลังพูดเรื่องงานทั่วไป แต่สายตากลับจริงจังจนยากจะปฏิเสธ
“แต่น้องเพลง...”
“ถือว่าผมช่วยคุณแล้วนะ”
ธีรชลพูดแทรกขึ้นทันที ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อหญิงสาวอย่างสนิทสนม
มือของเขาค่อยๆ กำแน่นอยู่ข้างลำตัว เส้นกรามขึ้นชัดเล็กน้อย เขาไม่ชอบเลย ไม่ชอบที่ผู้ชายคนอื่นเรียกชื่อเธอแบบนั้น
“ผมจะถามน้อง เอ่อ ถามผู้ช่วยผมก่อน”
“ผมไม่ชอบความผิดหวัง” เขาทิ้งท้ายก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องทำงาน
