บทที่ 3 ในมุมมืด - 1
รัตติกาลโรยตัวปกคลุมวังหลวงอย่างเงียบงัน เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวบดบังแสงจันทร์จนสิ้นหยาดหยด ตำหนักฉือหนิงที่เคยสว่างไสวด้วยแสงเทียนนับร้อย บัดนี้เหลือเพียงความมืดสลัวและกลิ่นอายแห่งความหวาดหวั่นที่ยังคงลอยอวลอยู่แทบทุกอณูอากาศ
หลิวจ้าวเยว่นั่งทรุดตัวอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางปลดปล่อยเรือนผมสีหมึกให้สยายลงมาปรกแผ่นหลัง บรรจงถอดเครื่องประดับศีรษะและอาภรณ์หงส์ที่หนักอึ้งออกทีละชิ้น ราวกับกำลังลอกคราบความกดดันที่รัดรึงสติปัญญาจนแทบขาดใจทิ้งไป เมื่อเหลือเพียงซับในสีขาวบางเบา นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูบริเวณริมฝีปากและลำคออย่างรุนแรง... ถูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผิวเนื้อขาวผ่องขึ้นรอยแดงเถือก
นางปรารถนาจะลบรอยสัมผัส ลบกลิ่นสุราและอำพันทะเลของ ‘มังกรคลั่ง’ ผู้นั้นออกไปให้หมดสิ้น ทว่ายิ่งเช็ด ความรู้สึกสะอิดสะเอียนและหวาดกลัวก็ยิ่งฝังรากลึก นางเพิ่งตระหนักว่ากรงทองแห่งนี้แคบลงทุกที และนางกำลังจะหมดอากาศหายใจ
"ไทเฮาเพคะ... ทรงเตรียมตัวเถิด" เสียงกระซิบแผ่วเบาของ 'ชุ่ยหลิว' นางกำนัลคนสนิทเพียงผู้เดียวที่ไว้ใจได้ ดังขึ้นพร้อมกับเสื้อคลุมสีเข้มที่ถูกนำมาคลุมทับเรือนร่างบอบบาง
จ้าวเยว่พยักหน้า นางดึงผ้าขึ้นปิดบังใบหน้า กลืนก้อนสะอื้นลงคอ ก่อนจะก้าวเดินออกไปทางประตูลับด้านหลังตำหนัก ฝีเท้าของนางแผ่วเบาราวกับวิญญาณ ลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาวและซับซ้อน มุ่งหน้าสู่อุทยานไผ่หยกที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายวังหลัง สถานที่ที่ถูกทิ้งร้างและไร้ผู้คนสัญจรในยามวิกาล
ยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงของวังหลวงก็ยิ่งเลือนหาย แทนที่ด้วยเสียงเสียดสีของกอไผ่ที่ลู่ตามลมหนาว บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว ทว่าสำหรับจ้าวเยว่ ความมืดมิดในอุทยานแห่งนี้กลับเป็นดั่งอ้อมกอดที่ปลอดภัยที่สุด เพราะนางรู้ดีว่า... มีใครบางคนกำลังรอนางอยู่
ที่ศาลาริมสระน้ำเร้นลับกลางป่าไผ่ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเข้มยืนหลอมรวมอยู่กับเงามืด เมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบา ร่างนั้นก็ขยับตัวก้าวออกมาจากหลังม่านราตรี แม้จะมองเห็นเพียงเลือนราง แต่กลิ่นหอมของหมึกบดผสมกับกลิ่นไม้หอมอ่อนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ ก็ทำให้กำแพงความเข้มแข็งของจ้าวเยว่พังทลายลงในพริบตา
"เยว่เอ๋อร์..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิเอื้อนเอ่ย นามเดิมที่ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกขานหลุดออกจากริมฝีปากของ ‘องค์ชายอี้เฉิน’ มันไม่ได้เจือด้วยอำนาจการครอบครองดั่งเช่นที่ฮ่องเต้ตรัส แต่มันเต็มไปด้วยความรัก ความทะนุถนอม และความร้าวรานที่ถูกกักขังมาเนิ่นนาน
เพียงแค่ได้ยินเสียงนั้น ร่างบางที่สั่นเทาก็โผเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างลืมตัว จ้าวเยว่ซุกใบหน้าลงกับแผงอกของเขา สองแขนตวัดกอดเอวสอบแน่นราวกับคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้ชิ้นสุดท้ายไว้ได้ น้ำตาที่พยายามกักเก็บมาตลอดทั้งวัน... น้ำตาที่ไม่อาจหลั่งต่อหน้าความตายของอดีตฮ่องเต้ หรือต่อหน้าความคุกคามของฮ่องเต้องค์ใหม่... บัดนี้ได้พรั่งพรูออกมาจนเปียกชุ่มเสื้อคลุมของเขา
อี้เฉินชะงักไปชั่วครู่ หัวใจของเขาปวดหนึบเมื่อรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะท้านและเสียงสะอื้นที่ไร้คำพูดของสตรีในอ้อมกอด วงแขนแกร่งกระชับกอดนางแน่นขึ้น ฝ่ามือหนาลูบไล้เรือนผมที่สยายเต็มแผ่นหลังอย่างปลอบประโลม
"เกิดอันใดขึ้น... ข้าอยู่นี่แล้ว เยว่เอ๋อร์ ข้าอยู่นี่..."
เขากระซิบชิดเรือนผม กลิ่นหอมจางๆ จากตัวนางที่เขาโหยหามาตลอดบัดนี้อยู่ใกล้เพียงปลายจมูก ทว่ากลิ่นนั้นกลับเจือไปด้วยความหวาดกลัวที่เขาสัมผัสได้
จ้าวเยว่เงยหน้าขึ้นมองเขาผ่านม่านน้ำตา แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาตามช่องว่างของใบไผ่ เผยให้เห็นดวงหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความห่วงใย นางส่ายหน้าช้าๆ ไม่อยากเอ่ยถึงสัมผัสอันน่ารังเกียจของเซี่ยเหยียนให้น้ำใสตรงหน้าต้องขุ่นมัว ทว่าสายตาอันเฉียบคมของอี้เฉินกลับสังเกตเห็นบางสิ่ง
ปลายนิ้วของเขาแตะเบาๆ ลงบนรอยแดงช้ำที่ปลายคางและริมฝีปากของนาง นัยน์ตาที่เคยอ่อนโยนขององค์ชายพลันวูบไหวและแข็งกร้าวขึ้นในเสี้ยววินาที รังสีความเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจนจ้าวเยว่สัมผัสได้ เขาไม่ใช่คนโง่ เขาอยู่ในราชสำนักมาตั้งแต่เกิด เหตุใดจะไม่รู้ว่ารอยรุนแรงเช่นนี้เกิดจากสิ่งใด และมีเพียงผู้เดียวในวังหลวงที่กล้ากระทำกอปรกับมีอำนาจล่วงเกินไทเฮาได้
"เสด็จพี่... รังแกเจ้าใช่หรือไม่?"
น้ำเสียงของอี้เฉินแหบพร่าและสั่นสะท้านไปด้วยความโกรธแค้นที่อัดอั้น สันกรามของเขาขบเข้าหากันจนนูนเด่น ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กายเมื่อรู้ว่าตนเองไร้ซึ่งอำนาจที่จะปกป้องสตรีที่รักจากเงื้อมมือของพระเชษฐา
"อย่าพูดถึงเขา..."
จ้าวเยว่รีบยกมือขึ้นปิดริมฝีปากของชายหนุ่ม ส่ายหน้าอย่างเว้าวอน
"อี้เฉิน... ข้ากลัวเหลือเกิน ในวังนี้ข้าไม่มีใครอีกแล้ว ข้าเหมือนนกที่รอวันถูกฉีกทึ้ง..."
คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในหัวใจของอี้เฉิน ความรู้สึกผิดและความรักอันท่วมท้นตีรวนกันจนพังทลายสติสัมปชัญญะที่พึงมี เขาดึงมือของนางออก ก่อนจะประคองใบหน้างดงามนั้นไว้ด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยไล้หยาดน้ำตาออกจากหางตาของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังปัดเป่าฝุ่นละอองออกจากหยกชิ้นงามที่สุดในโลก
