บทที่ 2 รอยยิ้มที่หยาบคาย - 1
สามเดือนล่วงเลยนับจากวันแห่งความสูญเสีย บัดนี้ราชสำนักได้ผลัดเปลี่ยนแผ่นฟ้าใหม่ แถบผ้าดิบสีขาวที่เคยประดับประดาทั่ววังหลวงถูกปลดออก แทนที่ด้วยธงทิวสีแดงชาดและสีทองอร่ามที่สะบัดพลิ้วล้อสายลม
ณ ท้องพระโรงไท่เหออันยิ่งใหญ่ตระการตา พิธีบรมราชาภิเษกถูกจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ เสียงแตรเขาสัตว์และกลองศึกย่ำรัวดังกึกก้องกัมปนาท สะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงสรวงสวรรค์ ขุนนางบุ๋นบู๊นับร้อยพันในชุดเต็มยศต่างคุกเข่าหมอบกราบอยู่แทบลานหยกขาว ศีรษะจดพื้นดินอย่างศิโรราบ
"ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี!"
เสียงตะโกนกึกก้องประสานกันดังคลื่นยักษ์ที่ถาโถมซัดสาด บ่งบอกถึงการยอมจำนนต่อผู้เป็นเจ้านายเหนือหัวคนใหม่ บนจุดสูงสุดของบันไดมังกรเก้าขั้น ร่างสูงสง่าในฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรห้าเล็บทะยานเมฆยืนตระหง่านอยู่
‘เซี่ยเหยียน’ ฮ่องเต้องค์ใหม่แห่งต้าฉู่ กวาดสายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวมองลงมายังข้าแผ่นดินเบื้องล่าง มงกุฎสิบสองระย้าที่สวมอยู่บนศีรษะขยับไหวเล็กน้อยตามจังหวะการเคลื่อนไหว ทว่าใบหน้าหล่อเหลาที่ซ่อนอยู่หลังม่านไข่มุกนั้นกลับเรียบเฉย เยือกเย็น และอ่านไม่ออก รังสีอำมหิตและกลิ่นอายแห่งอำนาจเบ็ดเสร็จแผ่ซ่านออกจากร่างของเขา ราวกับพญามังกรที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลและพร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าสบพระเนตร ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง แผ่นดินนี้... บัดนี้ได้ตกอยู่ในกำมือของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว อำนาจที่สามารถชี้เป็นชี้ตาย สามารถพลิกคว่ำแผ่นฟ้า หรือเนรมิตทุกสิ่งที่ปรารถนาได้เพียงพลิกฝ่ามือ
ทว่า ท่ามกลางเสียงสรรเสริญที่ดังกระหึ่ม สิ่งเดียวที่อยู่ในห้วงความคิดของโอรสสวรรค์ กลับไม่ใช่ฎีกาบ้านเมืองหรือแผนการขยายอาณาเขต หากแต่เป็นภาพใบหน้างดงามที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ชุดไว้ทุกข์ในวันนั้น... ใบหน้าของสตรีที่เขาได้แต่มองมาตลอด แต่บัดนี้... นางอยู่ในกำมือของเขาแล้ว
ณ ตำหนักฉือหนิง
หลิวจ้าวเยว่ นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้หง่อมู่สลักลายหงส์ อาภรณ์ที่นางสวมใส่ในวันนี้คือชุดเต็มยศของ 'ไทเฮา' ผ้าไหมเนื้อดีสีดำขลิบแดงปักลายหงส์สยายปีกดูวิจิตรบรรจง เครื่องหัวทองคำประดับทับทิมหยดน้ำ หนักอึ้งกดทับอยู่บนศีรษะ ทว่าความงามอันล้ำค่าเหล่านี้กลับไม่สามารถปกปิดความซีดเซียวบนใบหน้าของนางได้เลย
เสียงมหรสพและเสียงไชโยโห่ร้องจากท้องพระโรงหน้าแว่วมาตามสายลม แม้จะอยู่ไกลลิบแต่นางก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของอำนาจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน จ้าวเยว่กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนข้อขาว นางพยายามบอกตัวเองว่าฐานะ 'มารดาของแผ่นดิน' คือเกราะคุ้มภัยที่แข็งแกร่งที่สุด กฎมณเฑียรบาลและจารีตประเพณีคือเส้นแบ่งเขตแดนที่ไม่มีบุรุษใดกล้าล่วงละเมิด แม้แต่ฮ่องเต้ก็ตาม
"ฝ่าบาทเสด็จ..."
เสียงขันทีหน้าตำหนักขานยาวทำลายความเงียบงันในตำหนักฉือหนิง จ้าวเยว่สะดุ้งสุดตัว หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบและเริ่มเต้นระรัว นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าให้ราบเรียบและเคร่งขรึมสมฐานะไทเฮา
บานประตูไม้แกะสลักถูกผลักออก ร่างสูงใหญ่ในชุดมังกรทองก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา กลิ่นอำพันทะเลผสมผสานกับกลิ่นสุราหมักชั้นดีโชยมากระทบจมูก บ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านงานเลี้ยงเฉลิมฉลองมาหมาดๆ เซี่ยเหยียนโบกมือเพียงครั้งเดียว นางกำนัลและขันทีนับสิบชีวิตในตำหนักก็รีบก้มหน้าถอยร่นออกไปอย่างรู้ความ รวดเร็วและเงียบเชียบราวกับฝูงมดที่หนีน้ำท่วม
บานประตูถูกปิดลง... ทิ้งให้ภายในห้องกว้างใหญ่เหลือเพียงเขากับนาง
"ถวายบังคมเสด็จแม่..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้น เซี่ยเหยียนประสานมือโค้งคำนับนางอย่างชดช้อยและถูกต้องตามธรรมเนียมทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนมุมปากกลับทำให้จ้าวเยว่รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่รอยยิ้มของบุตรชายที่เคารพมารดา แต่เป็นรอยยิ้มของนักบุญที่ซ่อนคมดาบไว้เบื้องหลัง เป็นรอยยิ้มของพรานป่าที่กำลังเดินเข้ามาหาลูกกวางที่ติดกับดัก
"ฝ่าบาทเพิ่งผ่านพิธีราชาภิเษกอันเหน็ดเหนื่อย เหตุใดจึงไม่พักผ่อนที่ตำหนักกานชิงเล่า งานบ้านเมืองยังรอท่านอยู่อีกมาก"
จ้าวเยว่พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น นางตอบกลับด้วยถ้อยคำที่เป็นทางการและรักษาระยะห่างอย่างชัดเจน
"งานบ้านเมืองสำคัญก็จริง ทว่า... การมาแสดงความกตัญญูต่อ 'มารดา' ย่อมเป็นสิ่งที่โอรสสวรรค์พึงกระทำเป็นอันดับแรก มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ"
เซี่ยเหยียนกล่าวพลางก้าวเดินเข้ามาใกล้ เขาก้าวช้าๆ แต่มั่นคง ทุกย่างก้าวราวกับจงใจเหยียบย่ำลงบนจังหวะหัวใจของนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเขายืนอยู่ชิดขอบตั่งที่นางนั่งอยู่
ความสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงเทียนในตำหนักจนเกิดเป็นเงาดำทาบทับลงบนร่างของนาง จ้าวเยว่ต้องเงยหน้าขึ้นเพื่อมองเขา นางพบว่าสายตาของเซี่ยเหยียนในยามนี้เปลี่ยนไปจากวันงานศพโดยสิ้นเชิง มันไม่ได้ซ่อนเร้นหรืออดกลั้นอีกต่อไป นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นจับจ้องมาที่นางอย่างเปิดเผย ลุกโชนด้วยไฟปรารถนาอันข้นคลั่กและแรงตัณหาที่หิวโหย
