บทที่ 1 ม่ายวัยเยาว์
เสียงระฆังย่ำฆ้องจากหอระฆังหลวงดังกังวานก้อง สะท้อนฝ่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับการจากไปของโอรสสวรรค์... ทว่าสำหรับผู้ที่นั่งอยู่บนตั่งทองคำสลักลายหงส์เหนือบันไดหยกขาว เสียงนั้นกลับฟังดูคล้ายเสียงตอกฝาโลงศพของนางเองเสียมากกว่า
มหาสมุทรแห่งผ้าดิบสีขาวทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา ขุนนางนับร้อย สนมกำนัลนับพัน ต่างหมอบกราบอยู่แทบพื้นศิลา ลานกว้างหน้าพระที่นั่งไท่เหอเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นไห้ระงม ทั้งที่ออกมาจากความโศกเศร้าจริงแท้และเสียงคร่ำครวญจอมปลอมที่ถูกปั้นแต่งขึ้นเพื่อเอาตัวรอดในราชสำนัก กลิ่นธูปกำยานผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเงินกระดาษทองที่ถูกเผาไหม้ ลอยคลุ้งจนน่าสลด ควันสีเทาอมขาวม้วนตัวขึ้นสู่อากาศ บดบังแสงสว่างและทำให้บรรยากาศยิ่งดูหม่นหมอง มืดมิด ราวกับก้นบึ้งของปรโลก
ท่ามกลางความโศกเศร้าเหล่านั้น หลิวจ้าวเยว่ นั่งนิ่งงันประดุจรูปสลักหยกที่ไร้จิตวิญญาณ
ในวัยเพียงสิบเก้าหนาว สตรีที่ควรจะได้สวมกระโปรงสีสันสดใส วิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อ หรือแย้มยิ้มให้กับบุรุษที่ตนรัก กลับต้องถูกห่มทับด้วยอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาวหยาบกระด้าง ฉลองพระองค์ชุดเซียวฟู่ที่ทอจากผ้าป่านเนื้อหนาหนักอึ้งกดทับลงบนบ่าบอบบางราวกับภูเขาทั้งลูก เครื่องหัวสลักลายหงส์ประดับไข่มุกสีหม่นที่สวมอยู่บนศีรษะ แม้จะงดงามล้ำค่าเพียงใด แต่ในยามนี้มันกลับทำหน้าที่ไม่ต่างจากขื่อคาที่ล็อคคอนางไว้มิให้ขยับเขยื้อน
นางคือ 'ไทเฮา'... มารดาแห่งแผ่นดิน ตำแหน่งที่สูงส่งที่สุดในวังหลัง ทว่ากลับเป็นจุดที่หนาวเหน็บที่สุดในแผ่นดิน
ความเย็นเยียบจากพนักพิงหยกซึมซาบผ่านเนื้อผ้าเข้าสู่เกลียวกระดูก จ้าวเยว่หลุบตาลงมองมือของตนเองที่ประสานอยู่บนตัก ปลายนิ้วของนางเย็นเฉียบและซีดเผือด นางไม่ได้ร่ำไห้ ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวร่วงหล่นเพื่อไว้อาลัยแด่ฮ่องเต้องค์ก่อน ชายชราคราวปู่ที่นางแทบไม่เคยได้พูดคุยด้วยเกินสามประโยค ชายผู้ที่ดึงนางมาจากอ้อมอกครอบครัวเพียงเพื่อใช้เป็นหมากเชื่อมโยงอำนาจทางการเมือง การสวรรคตของเขาไม่ได้นำพาความโศกเศร้ามาสู่นาง แต่มันนำพาความหวาดกลัวอันลึกล้ำมาแทนที่
นางตระหนักดีว่า บัดนี้กรงนกทำด้วยไม้ได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว แต่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาครอบนางไว้แทน คือกรงหยกที่แข็งแกร่งและไร้ทางออกยิ่งกว่าเดิม นางถูกฝังทั้งเป็นไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของอดีตฮ่องเต้
"ฝ่าบาทเสด็จ..."
เสียงขันทีหน้าพระที่นั่งขานรับดึงสติของจ้าวเยว่ให้กลับมาสู่ความเป็นจริง ร่างสูงใหญ่ในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ขลิบดิ้นเงินลายมังกรห้าเล็บ ก้าวเดินขึ้นบันไดหยกมาอย่างเนิบนาบ ทว่าหนักแน่น ทุกย่างก้าวของ 'ฮ่องเต้องค์ใหม่' เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษผู้กุมชะตาฟ้าดิน
เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ฮ่องเต้องค์ใหม่ผู้มีศักดิ์เป็น 'โอรสเลี้ยง' ของนาง ทว่าอายุอานามกลับไล่เลี่ยกันจนน่ากระอักกระอ่วน
เขาประสานมือคำนับนางตามธรรมเนียม แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น สบประสานสายตากับนางผ่านม่านไข่มุกที่ระย้าลงมาปรกลงบนหน้าผาก จ้าวเยว่ก็รู้สึกได้ถึงความหนาวสะท้านที่แล่นปราดไปตามไขสันหลัง
สายตาของเขาไม่ใช่สายตาของบุตรที่มองมารดา ไม่ใช่สายตาของขุนนางที่มองผู้สูงศักดิ์ แต่มันคือสายตาของนักล่าที่กำลังทอดมอง 'เหยื่อ' อันโอชะที่ถูกต้อนให้จนมุม นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นซ่อนเร้นความปรารถนาอันดำมืดและไฟราคะที่ลุกโชนอย่างเงียบงัน มันเป็นสายตาที่ลูบไล้ไปตามเรือนร่างของนางอย่างจาบจ้วง ทะลุทะลวงผ่านผืนผ้าหยาบกระด้าง ราวกับกำลังปอกลอกอาภรณ์ของนางออกทีละชิ้นกลางลานกว้างแห่งนี้
จ้าวเยว่เผลอกลั้นหายใจ นางพยายามเชิดคอขึ้นเพื่อรักษาท่าทีของมารดาแห่งแผ่นดิน ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น ฮ่องเต้องค์ใหม่ทรงอำนาจล้นฟ้า บัดนี้ไม่มีใครปกป้องนางได้อีกแล้ว ตำหนักไทเฮาที่นางต้องพำนักนับจากนี้ จะต่างอะไรกับแท่นประหารที่รอคอยเวลา
ทว่า... ท่ามกลางความกดดันที่บีบรัดจนแทบขาดใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่มืดมนและสายตาอันตรายของมังกรหนุ่ม สายตาของจ้าวเยว่ก็เหลือบไปเห็นร่างคุ้นตาที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ถัดจากฮ่องเต้ลงไปเพียงไม่กี่ขั้นบันได
'องค์ชายอี้เฉิน'... พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ใหม่
บุรุษผู้อยู่ในชุดไว้ทุกข์สีขาวเช่นเดียวกัน ทว่าบรรยากาศรอบกายเขากลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หากฮ่องเต้คือพายุหิมะที่เกรี้ยวกราดและพร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง องค์ชายอี้เฉินก็คือสายธารน้ำอุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง แม้ใบหน้าคมคายของเขาจะเรียบตึงและเศร้าหมอง แต่เมื่อเขาลอบช้อนสายตาขึ้นมองนาง... โลกทั้งใบของจ้าวเยว่ก็คล้ายจะหยุดหมุน
นัยน์ตาของอี้เฉินเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกสะกดกลั้น ความโหยหาที่ถูกจองจำ และความรักที่ไม่อาจเปล่งเสียง เป็นสายตาของบุรุษที่มองสตรีที่ตนรักสุดหัวใจ แต่กลับต้องเห็นนางถูกพันธนาการอยู่บนบัลลังก์ที่เขามิอาจเอื้อมมือไปสัมผัส
ระหว่างพวกเขาทั้งสอง มีเพียงความเงียบงันและอดีตที่ซ่อนเร้น ก่อนที่นางจะถูกราชโองการสายฟ้าแลบเรียกตัวเข้าวัง พวกเขาเคยพานพบ เคยร้อยเรียงความรู้สึกที่มีต่อกันในวันเทศกาลหยวนเซียว ทว่าชะตาฟ้ากลับเล่นตลก ชายที่นางมอบหัวใจให้คือองค์ชาย แต่ชายที่นางต้องมอบชีวิตและเรือนร่างให้ในนามคือพระบิดาของเขา และบัดนี้ ผู้ที่ถือครองกุญแจกรงของนางกลับกลายเป็นพระเชษฐาของเขา
แม้จะอยู่ห่างไกล แม้จะไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใด แต่เพียงแค่สบตากัน จ้าวเยว่ก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่กำลังแข็งตายของนาง สายตาของอี้เฉินราวกับกำลังกระซิบบอกนางว่า 'ข้าอยู่นี่... ข้ายังอยู่ตรงนี้'
มันเป็นความอบอุ่นเพียงหยดเดียวในดินแดนที่หนาวเหน็บ เป็นฟืนชิ้นสุดท้ายที่หล่อเลี้ยงชีวิตนางให้ยังคงหยัดยืนอยู่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นความอบอุ่นที่อันตรายที่สุด เพราะในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีความผิดใดจะร้ายแรงไปกว่า 'ความรักที่ผิดที่ผิดเวลา'
ฮ่องเต้องค์ใหม่หรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายจะจับจังหวะการสบตาอันแสนสั้นแต่มหาศาลด้วยความหมายนั้นได้ เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง บังทัศนวิสัยระหว่างจ้าวเยว่และอี้เฉินจนมิด เงาดำของฮ่องเต้ทาบทับลงบนร่างของไทเฮาวัยเยาว์อย่างสมบูรณ์แบบ
"อากาศหนาวเย็นนัก ลมฝนก็แรงขึ้นเรื่อยๆ..."
เสียงทุ้มต่ำของฮ่องเต้ดังขึ้นใกล้จนจ้าวเยว่ได้กลิ่นอำพันทะเลผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
"เสด็จแม่... โปรดรักษาสุขภาพด้วย ลูกจะ 'ดูแล' ท่านเป็นอย่างดี... นับจากนี้และตลอดไป"
คำว่า 'ดูแล' ถูกเน้นเสียงหนักหน่วง ราวกับโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่ถูกล่ามลงบนข้อเท้าของนาง จ้าวเยว่หลุบตาลง ซ่อนความหวาดกลัวและหยาดน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมา นางรับรู้ได้ในเสี้ยววินาทีนั้นว่า สงครามแย่งชิงอำนาจอาจจบลงแล้วด้วยการขึ้นครองราชย์ของเขา แต่สงครามเพื่อแย่งชิงร่างกายและจิตวิญญาณของนาง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
