ตอนที่ 3 น้องสาวสุดที่รัก
“ทูลพระชายา คุณหนูรองมาเยี่ยมเพคะ” ซือหงไม่ชอบคุณหนูรองเลย ทุกครั้งที่นางมาที่นี่ พระชายามักก่อเรื่องและมีปัญหากับท่านอ๋องเสมอ
“ไปนำชาแดงออกมาเร็วเข้า” เจียงจื่อหลินชอบดื่มชาแดง น้องสาวสุดที่รักมาทั้งที นางต้องต้อนรับขับสู้ให้ดี
“พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง สีหน้าท่านไม่ค่อยดีนัก แผนการไม่ได้ผลหรือเจ้าคะ” เจียงจื่อหลินถลาเข้าไปหาพี่สาว ลูบเนื้อลูบตัวและถามไถ่อาการอย่างห่วงใย ท้ายประโยคเบาเสียงลงเล็กน้อยจนเกือบเป็นการกระซิบ
“ซือหงเจ้าออกไปก่อน” เจียงจื่อหลานหันไปเอ่ยกับสาวใช้ที่เพิ่งนำชามาวางไว้ ซึ่งฝ่ายนั้นพยักหน้าแล้วรีบทำตามคำสั่งผู้เป็นนาย
“ราบรื่นดี เขารับแม่นมมาแล้ว ขอบใจมากนะจื่อหลิน หากไม่ได้เจ้าข้าคงแย่” เจียงจื่อหลานเอ่ยขณะรินชายื่นให้น้องสาว
การกระทำอันโง่งมครั้งนี้ ไม่สิ..แทบจะทุกครั้ง ล้วนเป็นอุบายของน้องสาวทั้งสิ้น นางในชาติที่แล้วทั้งหูเบาและโง่งม หลงคิดว่าเจียงจื่อหลินห่วงใยตน มีแต่ความปรารถนาดีมอบให้ ช่างน่าสมเพชสิ้นดี
“เช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ องค์ชายใหญ่ฝากความห่วงใยถึงท่านด้วย” ผู้เป็นน้องยกชาขึ้นจิบ สีหน้าฉายแววผิดหวังเล็กน้อย นึกว่าเว่ยอ๋องจะใจแข็งกว่านี้เสียอีก ยอมตามใจภรรยาเช่นนี้ก็หมดสนุกกันพอดี
“ขอบใจมากนะจื่อหลิน เจ้าดีกับข้าเสมอ ฝากบอกองค์ชายใหญ่ด้วยว่าข้าไม่เป็นไร ว่าแต่พิธีปักปิ่นขององค์หญิงเหวินหรงเจ้าได้ไปกับท่านพ่อหรือไม่” เจียงจื่อหลานมองน้องสาวด้วยสายตาซาบซึ้ง ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้มไม่ถึงดวงตา
“ไปเจ้าค่ะ ข้าจะไปเจอพี่ใหญ่ที่งาน อย่าลืมแต่งกายตามที่คุยกันไว้เล่า” เจียงจื่อหลินป้องปากกระซิบข้างหูอีกฝ่าย การมีพี่สาวไร้หัวคิดเช่นนี้นับเป็นความอับอายของวงศ์ตระกูล
ตั้งแต่จำความได้บิดามักชื่นชมเจียงจื่อหลานมากกว่า เพียงเพราะว่าพี่สาวเกิดมาพร้อมรูปโฉมอันโดดเด่น ความงามของเจียงจื่อหลินห่างชั้นจากผู้เป็นพี่หลายเท่านัก ด้วยเหตุนี้นางจึงชิงชังคนตรงหน้าเรื่อยมา เมื่อสบโอกาสจึงไม่ลังเลที่จะทำทุกอย่างเพื่อดึงพี่สาวให้ต่ำลง
“ไม่ลืมแน่นอน อาภรณ์สีเลือดนกสีโปรดขององค์ชายใหญ่” เจียงจื่อหลานทวนข้อมูลที่นางได้รับจากน้องสาวอีกครั้ง ขอเพียงได้ทำลายชื่อเสียงนาง เจียงจื่อหลินทำได้ทุกอย่างโดยไม่เคยสนวิธีการสินะ
“ดีมากเจ้าค่ะ ข้าต้องรีบกลับแล้ว ขอให้พี่ใหญ่รักษาสุขภาพด้วย” สตรีอ่อนอาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน ท่าทางของนางดูอ่อนหวานไร้เดียงสา ช่างแตกแต่งกับจิตใจอันโสมมที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน
คล้อยหลังน้องสาวเจียงจื่อหลานยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นางยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี นางโดดเด่นจริงสมความตั้งใจ สามารถกลายเป็นจุดสนใจได้ ทว่าสายตาทุกคู่กลับมองมาอย่างตำหนิ ผู้คนพากันนินทาว่าชายาเว่ยอ๋องช่างไม่รู้จักกาลเทศะ ใครก็รู้ว่าองค์หญิงเหวินหรงไม่ชอบสีแดง แต่นางกลับเลือกสวมชุดสีต้องห้ามเข้าไปในงาน
หลังจากที่ทนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว เว่ยอ๋องจึงพาพระชายากลับหลังงานเริ่มไม่ถึงชั่วยาม เขาโมโหมากและตำหนินางเสียยกใหญ่ เพราะมีธุระด่วนจึงต้องรุดเข้าวังไปก่อน หากรู้ว่านางจะแต่งกายเช่นนี้มาประจานตัวเอง เว่ยอ๋องไม่วันอนุญาตให้เจียงจื่อหลานตามไปเด็ดขาด
จะว่าไปเพราะความโง่เขลา นางจึงสร้างปัญหาให้เว่ยอ๋องไม่น้อย ใครใช้ให้เขายอมเอาตัวมาผูกติดกับนางเล่า เอาเป็นว่าเห็นแก่ที่เขาเป็นบิดาที่ดี อบรมอี้เหวินด้วยความรัก นางจะหยุดสร้างปัญหาชั่วคราว แม้ในใจจะยังแค้นเคืองที่ต้องตายด้วยคมดาบเขาก็เถอะ
“ทูลเว่ยอ๋อง ท่านชายน้อยร้องไห้ไม่หยุดเลยเพคะ” แม่นมจนปัญญาจึงตัดสินใจมาหาเว่ยอ๋อง ในอ้อมแขนมีทารกอ้วนกลมแผดเสียงจ้าตลอดเวลา
“ไม่สบายหรือเปล่า” เว่ยอ๋องวางมือจากเอกสารกองโต ลุกขึ้นไปหาบุตรชายในทันที สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“บ่าวให้ท่านหมอตรวจดูแล้ว ท่านชายมิได้เจ็บป่วยตรงไหนเพคะ” แม่นมเองก็มีสีหน้าไม่ต่างจากผู้เป็นนาย
“เช่นนั้นเป็นเพราะเหตุใดเล่า” เว่ยอ๋องคล้ายจะชราลงไปหลายปี ลำพังแค่ภรรยาก็ทำเขาปวดหัวไม่เว้นวัน อี้เหวินยังจะร้องไห้ไม่หยุดอีก ตัวเขาแม้จะเป็นบิดาแต่กลับไม่รู้จะกล่อมบุตรชายอย่างไร
“ท่านชายน้อยเอ่อ..คงคิดถึงพระมารดา ถ้าอย่างไรบ่าวว่าส่งท่านชายไปหาพระชายาดีหรือไม่เพคะ” แม่นมเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก นางพอรู้สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างท่านอ๋องกับพระชายาอยู่บ้าง ทว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้คงไม่ดีแน่
“ไม่ เจ้าเป็นแม่นมนี่ หากไร้ความสามารถก็เก็บข้าวของออกไปเสีย ข้าจะได้จ้างแม่นมคนใหม่” เว่ยอ๋องปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด ให้เขาพาอี้เหวินกลับไปให้แม่ใจยักษ์ทำร้ายน่ะหรือ ไม่มีทางเด็ดขาด
“แต่ท่านชายร้องไห้จนเสียงแหบแห้งแล้วเพคะ ขอท่านอ๋องไตร่ตรองด้วยเถิด” นางเชื่อว่าพระชายามิได้มีเจตนาจะทำอย่างที่พูด หากไม่ยอมให้นมท่านชายจริง มีหรือทารกในอ้อมแขนนางจะอ้วนกลมได้ถึงเพียงนี้
“ส่งเหวินเอ๋อร์มาให้ข้า” เว่ยอ๋องคว้าบุตรชายผู้น่าสงสารมากอดไว้แนบอก ท่าทางของเขาดูเงอะงะไม่ชำนาญ แต่กระนั้นก็ยังพยายามอย่างสุดความสามารถ ในเมื่อวังเว่ยอ๋องมีแต่คนไร้ประโยชน์ เขาก็จะดูแลอี้เหวินด้วยเอง
“ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมไม่อยากก้าวก่ายการตัดสินใจของพระองค์ ทว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าท่านชายน้อยจะมีอันตรายพ่ะย่ะค่ะ” สวีกงกงที่ยืนฟังอย่างเงียบๆมาตลอดตัดสินใจเอ่ยขึ้น แม้พระชายาจะไร้เหตุผลและค่อนข้างเอาแต่ใจ แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นมารดาของท่านชายน้อย เชื่อว่าด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ย่อมไม่มีวันทำร้ายลูกของตัวเอง
เว่ยอ๋องมองใบหน้างดงามในอ้อมแขน เสียงสะอึกสะอื้นคล้ายคมมีดนับหมื่นค่อยๆกรีดหัวใจเขาอย่างช้าๆ แม้จะชิงชังผู้เป็นมารดา ทว่าเขาไม่สามารถทนเห็นบุตรชายทรมานได้อีกต่อไป
“ก็ได้ ข้าจะอุ้มเหวินเอ๋อร์ไปส่งที่ตำหนักเยว่เลี่ยงเอง”
