บทที่ ๓ มันหวานเผาข้างกองไฟ
ยามค่ำคืน
ท่ามกลางภูเขาและป่าไม้ บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดและแมลงปีกแข็งร้องประสานเสียงเป็นจังหวะ ดวงดาวบนฟ้าพร่างพราวส่องแสงระยิบระยับราวกับมณีที่โรยตัวบนผืนกำมะหยี่สีดำ ถังมั่วลี่นั่งอยู่หน้าลานบ้านพร้อมเสี่ยวอวี้ บุตรสาวตัวน้อยของนาง
ลานบ้านเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ปูด้วยดินแข็ง มีเตาถ่านที่ทำจากหินวางอยู่ตรงกลาง ใกล้ ๆ กันนั้นคือกองฟืนที่ถังมั่วลี่เพิ่งก่อขึ้นเมื่อครู่ เปลวไฟลุกโชนส่องแสงสีส้มอ่อน ๆ ไปทั่วบริเวณ
“ท่านแม่ กองไฟนี่สวยจังเลยเจ้าค่ะ! เหมือนในนิทานที่ท่านเล่าเมื่อคืนเลย” เสี่ยวอวี้พูดขึ้น พลางยกมือลูบไล้ความอบอุ่นจากเปลวไฟ
“ใช่แล้วลูก ไฟนี้ไม่เพียงแค่สวย แต่ยังให้ความอบอุ่นและแสงสว่างในยามค่ำคืน” ถังมั่วลี่ตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน นางเอื้อมมือไปหยิบมันหวานสองถึงสามหัวที่เพิ่งเก็บได้มาเมื่อวานนี้ ก่อนจะใช้มือคลุกดินบาง ๆ รอบมันหวานอย่างเชี่ยวชาญ
“ท่านแม่ ใส่ดินลงไปทำไมเจ้าคะ? แล้วแบบนี้มันจะไม่สกปรกหรือ?” เสี่ยวอวี้ถามพลางเอียงคอมอง
“ไม่หรอกจ้ะ! ดินนี้จะช่วยให้มันหวานไม่ไหม้จนเกินไปเวลาที่เรานำไปเผา เมื่อสุกดีแล้ว เราเพียงแค่ปอกเปลือกออก ข้างในก็จะหอมหวานนุ่มลิ้น และที่สำคัญมันทำให้เราอิ่มท้องนานด้วยนะ”
“โอ้!” เด็กน้อยร้องเสียงใส ตาเป็นประกายราวกับได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ
หลังจากจัดการใส่มันหวานในกองไฟเรียบร้อย สองแม่ลูกนั่งเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้น เสียงเปลวไฟแตกดังเปรี๊ยะ ๆ เป็นจังหวะ พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมันหวานเริ่มลอยฟุ้งออกมา
เสี่ยวอวี้สูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดด้วยความตื่นเต้น “ท่านแม่ ข้าหิวจนท้องร้องแล้วเจ้าค่ะ! อีกนานไหมกว่ามันจะสุก?” เด็กน้อยจ้องมันหวานในกองไฟตาเป็นประกาย
ถังมั่วลี่หัวเราะเบา ๆ “ไม่นานหรอกลูก อาหารที่ต้องรอคอยมักจะอร่อยที่สุดเสมอ”
“แต่ว่าท้องของข้าไม่อยากรอแล้ว!” เสี่ยวอวี้ยกมือกุมท้อง ทำหน้าเหมือนเด็กน้อยผู้หิวโหย
ถังมั่วลี่มองลูกสาวด้วยความเอ็นดู “เจ้าก็ลองอดทนอีกสักหน่อย คิดเสียว่าเป็นการฝึกความอดทนอย่างไรล่ะ ถ้าเจ้าฝึกได้ดี วันหนึ่งลูกก็จะกลายเป็นคนที่เข้มแข็งเหมือนแม่”
เสี่ยวอวี้ยืดตัวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ “ข้าจะอดทนเจ้าค่ะ! เพราะข้าจะเป็นผู้ช่วยที่เข้มแข็งของท่านแม่!”
ในระหว่างที่รอมันหวานสุก ถังมั่วลี่เล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ลูกสาวฟัง ทั้งเรื่องนิทาน เรื่องชีวิตของคนในหมู่บ้าน และเรื่องราวที่นางได้ยินมาเมื่อครั้งยังอยู่ในโลกก่อน
“ท่านแม่ เคยคิดหรือไม่ว่าหากเราไปอยู่ในเมืองหลวง ชีวิตจะเป็นอย่างไร?” เสี่ยวอวี้ถาม พลางเงยหน้ามองดวงดาว
ถังมั่วลี่นิ่งคิด ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่ไม่รู้หรอกว่าชีวิตในเมืองหลวงจะเป็นอย่างไร แต่แม่คิดว่าความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่หรอกลูก มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีใครอยู่ข้าง ๆ มากกว่า”
“ข้าชอบอยู่ที่นี่นะเจ้าคะ ถึงแม้จะไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่ข้าก็มีท่านแม่” เสี่ยวอวี้พูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ
คำพูดของบุตรสาวทำให้ถังมั่วลี่รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางยื่นมือไปลูบศีรษะลูกน้อยเบา ๆ “แม่ก็มีเจ้า เจ้าคือทุกสิ่งทุกอย่างของแม่นะเสี่ยวอวี้”
สองแม่ลูกพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งมันหวานสุกได้ที่กำลังดี ถังมั่วลี่จึงใช้ไม้เขี่ยมันหวานออกจากกองไฟ เปลือกดินที่ห่อมันไว้แตกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเนื้อในสีส้มสดที่ส่งกลิ่นหอมจนชวนให้น้ำลายสอ
“ท่านแม่ ขอข้าชิมก่อนนะเจ้าคะ!” เสี่ยวอวี้ยื่นมือเล็ก ๆ มาหยิบมันหวานที่ยังร้อนอยู่ ถังมั่วลี่จึงรีบเอ่ยเตือยบุตรสาวอย่างไว
“เดี๋ยวก่อนลูก มันยังร้อนอยู่ ประเดี๋ยวเจ้าจะลวกปากเอาได้” ร่างบางหัวเราะ ก่อนจะเป่าเบา ๆ ให้มันเย็นลง
เมื่อมันเย็นพอถังมั่วลี่ก็ส่งให้บุตจรสาวกิน เสี่ยวอวี้จึงกัดเข้าไปคำโต ก่อนจะหลับตาเคี้ยวอย่างเพลิดเพลิน “อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ! หวานจนเหมือนข้ากำลังกินขนมเลย!”
ถังมั่วลี่หัวเราะเสียงใส ก่อนจะหยิบมันหวานอีกหัวมาปอกเปลือกและกินบ้าง รสชาติหอมหวานและความนุ่มของมันทำให้เธอรู้สึกอิ่มเอมใจ
สองแม่ลูกนั่งกินมันหวานเผาไป หัวเราะพูดคุยกันไป ท่ามกลางกองไฟที่ค่อย ๆ มอดลง แม้ชีวิตในตอนนี้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับถังมั่วลี่ ความสุขเล็ก ๆ นี้คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
หลังจากกินเสร็จ สองแม่ลูกก็นั่งมองท้องฟ้าอยู่เงียบ ๆ ถังมั่วลี่กอดลูกสาวไว้ในอ้อมแขน นางเงยหน้ามองดวงดาวพลางคิดถึงวันข้างหน้า
“เสี่ยวอวี้ เจ้าว่าเราควรทำอะไรต่อดีในวันพรุ่งนี้?”
เด็กน้อยเงยหน้ามองแม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย “เราจะไปหาผลไม้ในป่าอีกดีไหมเจ้าคะ? หรือไม่ก็ลองจับปลาที่ลำธาร ข้าจะช่วยท่านแม่ทุกอย่างเลย!”
ถังมั่วลี่หัวเราะเบา ๆ “ดีสิ เราจะทำทุกอย่างไปด้วยกัน”
ในค่ำคืนที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดแผ่วเบา เสียงหัวเราะและความรักของสองแม่ลูกกลับดังก้องอยู่ในใจของพวกเขา ความหวังเล็ก ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจถังมั่วลี่ แม้ชีวิตจะยากลำบาก แต่นางก็พร้อมเผชิญทุกอย่างเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ให้กับบุตรสาวของนาง
“พรุ่งนี้จะเป็นวันใหม่ที่สดใสของเรา” ร่างบางพึมพำเบา ๆ ก่อนจะลูบศีรษะบุตรสาวที่หลับอยู่ในอ้อมกอดนาง