บทที่ ๒ เข้าป่าเก็บผักผลไม้ 2
ในขณะสองแม่ลูกกำลังเดินกลับทางเดิม เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นมาจากอีกฝั่งของป่า ถังมั่วลี่หยุดชะงัก นางรีบคว้ามือของบุตรสาวมากุมไว้แน่น ดวงตาจับจ้องไปยังทิศทางของเสียง
“ใครน่ะ?” นางเอ่ยถามเสียงเข้ม
ชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีเทาเดินออกมาจากพุ่มไม้ ใบหน้าคมคายของเขาดูสงบนิ่ง แต่แววตาแฝงความลึกลับ เขาถือถุงสมุนไพรอยู่ในมือ
“ข้าขอโทษที่ทำให้พวกท่านตกใจ ข้าเป็นหมอที่มาหาสมุนไพรในป่านี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ถังมั่วลี่คลายความระวังตัวลงเล็กน้อย แต่ยังคงระมัดระวัง
“หมอหรือ? เช่นนั้นท่านมาหาสมุนไพรชนิดใด?”
ชายหนุ่มยิ้มบาง “สมุนไพรแก้พิษงู ข้ารับฟังมาว่าในป่านี้มีต้นหญ้าขมที่หาได้ยาก”
“หญ้าขมหรือ?” ถังมั่วลี่พึมพำ ก่อนจะหันไปมองลูกสาว “เสี่ยวอวี้ เจ้าจำได้หรือไม่ ต้นที่เราพบเมื่อเช้านี้ตรงลำธาร อาจจะเป็นต้นนั้น”
เด็กน้อยพยักหน้าเร็ว “เจ้าค่ะ ท่านแม่ เราเจออยู่ไม่ไกลจากที่นี่!”
ชายหนุ่มดูสนใจขึ้นมาทันที “พวกท่านพบจริงหรือ? ข้าจะเป็นหนี้บุญคุณอย่างยิ่งหากพวกท่านช่วยนำทาง”
ถังมั่วลี่นิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ได้สิ เราจะพาท่านไป แต่ต้องรีบกลับก่อนค่ำ”
หลังจากพาชายหนุ่มไปยังลำธารที่พบสมุนไพร ทั้งสามคนก็ช่วยกันเก็บหญ้าขมมาได้จำนวนหนึ่ง ชายหนุ่มขอบคุณสองแม่ลูกไม่ขาดปาก ก่อนจะยื่นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่เขาเก็บไว้ให้
“นี่คือโสมป่า แม้จะเป็นโสมอายุน้อย แต่สามารถนำไปต้มเป็นซุป จะช่วยบำรุงร่างกายได้ดี ข้าให้เป็นการตอบแทน”
ถังมั่วลี่ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมรับด้วยความสุภาพ “ขอบคุณท่านหมอ”
“ข้าแซ่หลิน เรียกข้าว่าหลินฟู่ก็ได้ หากพวกท่านต้องการความช่วยเหลือเกี่ยวกับสมุนไพร หรือเรื่องใด ๆ สามารถมาหาข้าได้ที่หมู่บ้านข้างล่าง”
หลังจากร่ำลากันเรียบร้อย สองแม่ลูกเดินกลับบ้านพร้อมรอยยิ้มและตะกร้าที่เต็มไปด้วยมันหวานและสมุนไพร ความเหนื่อยล้าจางหายไปกับความสุขที่ได้แบ่งปันกันในวันนี้
“ท่านแม่ วันนี้สนุกมากเลยเจ้าค่ะ! พรุ่งนี้เรามาเข้าป่าอีกได้ไหม?”
ถังมั่วลี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจับมือเสี่ยวอวี้แน่น “ได้สิลูกรัก แต่เจ้าต้องฟังแม่อย่างเคร่งครัดเหมือนวันนี้ เข้าใจไหม?”
“เจ้าค่ะ! เสี่ยวอวี้จะเป็นผู้ช่วยที่เก่งที่สุดของท่านแม่! และเชื่อฟังท่านแม่อย่างเคร่งครัด”
เสียงหัวเราะใสของเด็กน้อยดังก้องไปทั่วทางเดินเล็กๆ ที่ปูด้วยใบไม้ร่วง สองแม่ลูกเดินเคียงข้างกัน ท่ามกลางบรรยากาศสงบและแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ค่อยๆ หายลับไปหลังภูเขา
เมื่อกลับถึงบ้าน ถังมั่วลี่จัดการนำมันหวานไปล้างและต้มบนเตาถ่านเล็ก ๆ ที่มีแสงไฟสลัว ๆ เสี่ยวอวี้ที่นั่งมองใกล้ ๆ พลางจ้องดูมารดาของนางด้วยรอยยิ้มและสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก
“ท่านแม่ ท่านทำให้มันหวานกลายเป็นของวิเศษได้จริง ๆ ข้าหิวแล้ว!” เสี่ยวอวี้พูดพลางสูดกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากหม้อ
ถังมั่วลี่หัวเราะ “แค่ต้มมันหวานธรรมดา ยังเรียกว่าวิเศษอีกหรือ?”
“สำหรับข้ามันวิเศษที่สุดในโลกเลยเจ้าค่ะ!”
เมื่อมันหวานสุกได้ที่กำลังดี ถังมั่วลี่ตักออกมาวางบนจานไม้ เสี่ยวอวี้รีบคว้าชิ้นหนึ่งมาเป่าลมเบา ๆ ก่อนจะกัดคำโต
“ระวังร้อนจนลวกปากเล่า เสี่ยวอวี้”
“เจ้าค่ะท่านแม่ แต่ว่านะ... นี่มันอร่อยมากเลย! หวานนุ่มเหมือนน้ำผึ้ง!”
ถังมั่วลี่มองลูกสาวที่กินด้วยความเอร็ดอร่อย ใจเธอรู้สึกอบอุ่น แม้ชีวิตในตอนนี้จะยากลำบาก แต่เพียงแค่เห็นลูกมีความสุข นางก็รู้สึกว่าโลกนี้ก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไปนัก
“ลูกของแม่ช่างพูดเก่งเสียจริง” ถังมั่วลี่พูดด้วยรอยยิ้ม “กินเยอะ ๆ นะ พรุ่งนี้เราจะมีแรงไปหาของป่าเพิ่ม”
“เจ้าค่ะ! ข้าจะกินให้หมดทุกคำ!”
หลังมื้ออาหารเล็ก ๆ สองแม่ลูกนั่งพิงกันอยู่บนฟูกเก่า ๆ ใต้แสงตะเกียง เสี่ยวอวี้เริ่มง่วงและหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขนของมารดา ถังมั่วลี่มองบุตรสาวที่หลับสนิท ร่างบางเอื้อมมือไปลูบแก้มเล็กนั้นเบา ๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“ชีวิตใหม่นี้…ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม แม่สัญญาว่าจะปกป้องเจ้าและเลี้ยงดูเจ้าให้ดีที่สุด เสี่ยวอวี้ของแม่”
ลมเย็นยามค่ำคืนพัดเข้ามาทางหน้าต่างเล็ก ๆ ดวงดาวบนฟ้าส่องแสงระยิบระยับ นางหลับตาลงด้วยความมุ่งมั่น แม้ว่าวันข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่นางก็มั่นใจว่านางและลูกจะผ่านมันไปด้วยกัน
“เด็กดีของแม่”