บทที่ ๒ เข้าป่าเก็บผักผลไม้ 1
แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ของเช้าวันใหม่สาดลอดผ่านใบไผ่ที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ สายลมเย็นพัดโชย กลิ่นหอมสดชื่นของดินหลังฝนตกเมื่อคืนยังคงกรุ่นอยู่ในอากาศ ถังมั่วลี่สะพายตะกร้าสานไว้บนหลัง ในมือถือเสียมอันเล็กที่หยิบยืมจากเพื่อนบ้าน ข้างกายของนางคือเสี่ยวอวี้ บุตรสาวตัวน้อยที่สะพายตะกร้าขนาดเล็กกว่ามารดา ใบหน้าเล็กของเด็กหญิงเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส
“ท่านแม่! ป่านี้ดูงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ!” เสี่ยวอวี้เอ่ยพลางกระโดดเหยาะ ๆ ตามหลังผู้เป็นมารดา
“ใช่แล้วลูกรัก ป่าหลังหมู่บ้านเรานี้มีของดีมากมาย แต่เราก็ต้องระวังตัวด้วยนะ” ถังมั่วลี่ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงความหนักแน่น
“ระวังตัว? ทำไมเจ้าคะ? มีเสือหรือไม่?” เด็กน้อยถามตาโต
“ไม่มีเสือหรอก แต่อาจมีงูหรือสัตว์เล็ก ๆ ที่เป็นอันตราย ถ้าเจออะไรแปลก ๆ เจ้าต้องบอกแม่ทันที เข้าใจไหม?”
เสี่ยวอวี้ยืดตัวขึ้นอย่างภูมิใจ “เจ้าค่ะ! ข้าจะเป็นผู้ช่วยของท่านแม่เอง!”
พูดจบสองแม่ลูกก็มุ่งหน้าเดินเข้าป่า พร้อมกับรอยยิ้มสดใสของบุตรสาว
หลังจากเดินลัดเลาะผ่านพุ่มไม้และต้นไผ่ไปไม่นาน สองแม่ลูกก็หยุดลงเมื่อเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีเถาวัลย์เลื้อยพันรอบอยู่ ถังมั่วลี่สังเกตเห็นดินบริเวณโคนต้นนั้นนูนขึ้นมาอย่างผิดปกติ เธอยิ้มกว้างอย่างกลั้นไม่อยู่ ให้ตายเถอะ เข้าป่ามาครั้งแรกก็โชคดีเลย นับว่าสวรรค์ยังมิได้ทอดทิ้งพวกนางสองแม่ลูก
“เสี่ยวอวี้ มาดูนี่เร็วเข้า! นี่คือต้นมันหวาน”
เด็กน้อยวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น เธอก้มลงมองตามมือแม่ที่ชี้ไปที่โคนต้น
“ต้นมันหวานหรือเจ้าคะ? แล้วเราจะเอามันอย่างไรดี?”
“เราต้องขุดดินตรงนี้ออกก่อน ดูเหมือนว่ามันหวานต้นนี้จะมีหัวใหญ่มาก ถ้าโชคดี เราอาจได้พอกินไปหลายวัน” ถังมั่วลี่พูดพลางหยิบเสียมขึ้นมา แล้วเริ่มขุดดินด้วยความชำนาญ
เสี่ยวอวี้ยืนมองอย่างตั้งใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “ท่านแม่ ข้าขอลองขุดบ้างได้หรือไม่?”
ถังมั่วลี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะส่งเสียมให้อย่างไม่ลังเล “ได้สิ แต่ต้องระวังอย่าทำดินกระเด็นเข้าตาเสียล่ะ”
เด็กหญิงรับเสียมมาถือไว้แน่น แล้วพยายามขุดดินตามคำแนะนำของมารดา แม้จะยังไม่คล่องนัก แต่ความตั้งใจก็ทำให้ถังมั่วลี่รู้สึกชื่นชม
หลังจากช่วยกันขุดอยู่พักใหญ่ หัวมันหวานขนาดใหญ่ก็ค่อย ๆ โผล่พ้นดินขึ้นมา มันหวานหัวนี้มีขนาดใหญ่ ผิวเปลือกหนาและมีสีม่วงเข้ม เสี่ยวอวี้ตาโตด้วยความตื่นเต้น
“ท่านแม่! ใหญ่มาก! เราโชคดีจริง ๆ เจ้าค่ะ!”
“ใช่แล้ว นี่แหละผลของความพยายามของเรา” ถังมั่วลี่พูดพลางยิ้มกว้าง นางหยิบมันหวานขึ้นมาชื่นชมก่อนจะเก็บใส่ตะกร้า นับว่ามาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวเปล่า
บรรยากาศในป่า
หลังจากเก็บมันหวานเรียบร้อย ทั้งสองก็เดินลึกเข้าไปในป่าอีกหน่อย ระหว่างทางมีแสงแดดลอดผ่านใบไม้สีเขียวสด ทำให้ทางเดินดูกระจ่างขึ้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ป่าแตะจมูก เสียงนกนานาชนิดร้องเพลงคลอเคล้าเป็นจังหวะไพเราะ
“ท่านแม่ ท่านคิดว่าป่านี้มีสมบัติซ่อนอยู่หรือไม่?” เสี่ยวอวี้ถามด้วยน้ำเสียงซุกซน
“สมบัติหรือ? สมบัติที่เจ้าพูดคืออะไรล่ะ เสี่ยวอวี้?”
“ข้าหมายถึงสมบัติจริง ๆ เจ้าค่ะ เช่นทองคำ หรือเครื่องประดับเหมือนในนิทานที่ท่านเคยเล่าให้ฟังไงเจ้าคะ!” เด็กน้อยยิ้มแฉ่ง
ถังมั่วลี่หัวเราะ “สมบัติที่แม่เห็นตอนนี้ ก็คือหัวมันหวานที่เราเพิ่งเก็บมา และเจ้าที่อยู่ข้างแม่อย่างไรล่ะ”
เสี่ยวอวี้นิ่งไปสักพักก่อนจะหัวเราะเสียงใส “ท่านแม่พูดเก่งจริง ๆ ข้ารู้แล้วว่าข้าคือสมบัติของท่าน!”