บทที่ ๑ ตื่นมาก็เป็นหญิงหม้ายลูกติด 2
“พวกท่านพูดถึงใครอยู่หรือ?” นางเอ่ยเสียงดังพร้อมส่งยิ้มบางๆ แต่สายตานั้นเต็มไปด้วยความเฉียบคม
ผู้หญิงที่กำลังนินทาถึงกับหน้าถอดสีเมื่อถูกจับได้
“ข้าขอโทษ! พวกเราไม่ได้ตั้งใจ…”
“หากไม่ตั้งใจ คราวหน้าก็อย่าพูดเลยจะดีกว่านะ” ถังมั่วลี่ตอบกลับเสียงเย็น ก่อนจะเดินต่อไปอย่างสง่างาม
เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน เสี่ยวอวี้วิ่งออกมาต้อนรับ
“ท่านแม่! ท่านแม่กลับมาแล้ว!”
“ใช่แล้วลูกรัก แม่ซื้อขนมมาให้เจ้ามาด้วยนะ” ถังมั่วลี่ยื่นซาลาเปาให้บุตรสาว ก่อนจะลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ
“ท่านแม่ เหตุใดพวกท่านป้าข้างบ้านถึงชอบพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับท่านแม่เล่า?”
คำถามของเสี่ยวอวี้ทำให้ ถังมั่วลี่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับบุตรสาว ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่แววตากลับจริงจัง
“เสี่ยวอวี้ เจ้ารู้ไหมว่าคำพูดของผู้อื่นเปรียบเสมือนลม”
“ลมหรือเจ้าคะ?” เด็กน้อยเอียงคออย่างสงสัย
“ใช่แล้ว ลมจะพัดไปเรื่อย ๆ ตามใจมัน บางครั้งลมก็แรง บางครั้งก็เบา แต่เจ้าต้องจำไว้ว่า ลมนั้นไม่มีวันทำร้ายเราได้ ถ้าเราไม่ปล่อยให้มันพัดใจเราไป”
เสี่ยวอวี้พยักหน้าช้า ๆ ดวงตากลมโตเริ่มฉายแววเข้าใจ
“เช่นนั้น ข้าควรทำเช่นไรเจ้าคะ หากได้ยินคำพูดที่ไม่ดีอีก?”
ถังมั่วลี่อมยิ้ม เธอยกมือลูบแก้มบุตรสาวเบา ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เจ้าต้องจำไว้ว่า เจ้าคือคนสำคัญของแม่ ไม่ว่าผู้ใดจะพูดสิ่งใด แม่และเจ้าต่างรู้ความจริงว่าเราเป็นคนเช่นไร คำพูดเหล่านั้นจะไม่มีอำนาจอะไรเลย หากเจ้ามั่นคงในหัวใจและตนเอง”
“เจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้” เสี่ยวอวี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น ดวงตาคู่น้อยส่องประกายแห่งความตั้งใจ
ในช่วงบ่ายของวันนั้น ขณะที่ถังมั่วลี่กำลังสอนเสี่ยวอวี้ฝึกเขียนตัวอักษร เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน บ่าวไพร่คนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาแจ้ง
“คุณหนูเจ้าคะ เอ่อ…ท่านหวังจื่อเหยียนมาที่นี่เจ้าค่ะ”
ถังมั่วลี่ชะงัก ดวงตาเย็นชาขึ้นมาทันที ชื่อนี้ทำให้ความทรงจำเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่นางไม่ใช่ถังมั่วลี่คนเดิม นางคือใบตองที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ และจะไม่มีวันยอมให้ชายผู้นี้มามีอำนาจเหนือชีวิตของนางกับบุตรสาวอีก
“ให้เขาเข้ามา” ร่างบางตอบเสียงนิ่ง
ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าในชุดสีครามก้าวเข้ามาในบ้าน ใบหน้าของเขาหล่อเหลา แต่สายตากลับเย็นชาเหมือนเดิม เขามองไปรอบ ๆ บ้านด้วยท่าทีดูแคลน
“ถังมั่วลี่ ข้าแวะมาดูว่าเจ้ากับลูกอยู่กันอย่างไร” น้ำเสียงของเขาฟังเหมือนไม่จริงใจนัก
ถังมั่วลี่หัวเราะในใจ แต่ภายนอกยังคงรักษาความสง่างาม ร่างระหงลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขา ไร้แววขลาดกลัว
“ขอบคุณท่านสามี…หรือควรจะเรียกว่าท่านอดีตสามีดีล่ะ ที่กรุณาเสียสละเวลามาดูข้าและลูก”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความเหน็บแนม ทำเอาหวังจื่อเหยียนขมวดคิ้ว
“เจ้าไม่ต้องประชดประชันข้า ข้าแค่มาดูว่าเจ้าลำบากหรือไม่”
“โอ้…ข้าลำบากหรือไม่ก็มิใช่เรื่องของท่านอีกต่อไปแล้วมิใช่หรือ?” ถังมั่วลี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ถังมั่วลี่!” หวังจื่อเหยียนเสียงเข้มขึ้น “ข้าไม่อยากให้เจ้าหลงผิดไปว่าข้าจะกลับมาหาเจ้า ข้าเพียงสงสารลูกสาวของเราเท่านั้น”
คำพูดนี้แทงใจนางจนอยากหัวเราะ ร่างบางกอดอกมองเขาสีหน้าเยือกเย็น
“ท่านไม่ต้องห่วงเสี่ยวอวี้หรอก นางเป็นลูกของข้า ข้าจะเลี้ยงดูนางเองให้ดีที่สุด ท่านเองควรกลับไปดูแลชีวิตใหม่ของท่านเถิด อย่ามายุ่งกับเราอีก”
หวังจื่อเหยียนหน้าเปลี่ยนสี แต่ยังคงนิ่งเฉย ท่าทีของเขาดูเหมือนจะโกรธ แต่ไม่อาจโต้แย้งอะไรได้
“ตามใจเจ้า ถ้าเจ้ามั่นใจว่าจะอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาข้า ข้าก็จะไม่ขอพูดอะไรอีก” เขาพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป
หลังจากหวังจื่อเหยียนกลับไป เสี่ยวอวี้ที่แอบฟังอยู่หลังกำแพงก็วิ่งเข้ามาหา เด็กน้อยยืนมองมารดาด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ ท่านไม่เสียใจเลยหรือเจ้าคะที่ท่านพ่อจากไป?”
ถังมั่วลี่นั่งลงอุ้มบุตรสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน
“เสี่ยวอวี้ เจ้าจำไว้นะลูก ใครก็ตามที่ไม่เห็นคุณค่าของเรา เขาก็ไม่ควรอยู่ในชีวิตเรา หากเขาจากไปแล้ว เจ้าก็อย่าได้เสียใจ แต่จงรู้สึกดีที่เขาไม่ได้มาทำให้เราต้องทุกข์ใจอีก”
“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว” เด็กน้อยกอดมารดาแน่น ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มซุกซน
“แต่ข้าดีใจจริง ๆ ที่ท่านแม่ดูเก่งกว่าที่ข้าคิดไว้มากเลย!”
ถังมั่วลี่หัวเราะเสียงใสก่อนจะจูบหน้าผากบุตรสาวเบา ๆ
“เจ้าเองก็ต้องเก่งให้ได้เหมือนกันนะลูกรัก”
ในวันนั้นเอง ถังมั่วลี่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ชีวิตใหม่นี้ นางจะไม่เป็นแค่เพียงหญิงหม้ายที่คนดูถูกอีกต่อไป
นางจะสร้างชีวิตใหม่ให้บุตรสาวที่นางรักและปกป้องทุกวิถีทาง เพราะนางคือ
“มารดาผู้ที่จะเลี้ยงดูเจ้าให้ดีเอง” !