4 กลับเข้าหมู่บ้าน
ตอนที่ 4
กลับเข้าหมู่บ้าน
แม้หลี่เจี่ยจะยังคงสงสัยและไม่ไว้ใจในตัวมารดา แต่ก็ยอมเล่าเรื่องราวในอดีตให้หญิงตรงหน้าฟัง ว่ามารดาของเขามีชื่อว่า จ้าวหยุนหนิง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหมิงซึ่งอยู่ติดกับภูเขาลูกนี้ ส่วนบิดาของพวกเขานั้น ท่านตาท่านยายเล่าให้ฟังว่าทิ้งมารดากับพวกเขาไปตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังอยู่ในท้อง ตอนนี้ท่านตาท่านยายก็จากไปแล้ว จึงมีเพียงพวกเขากับมารดาอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังเก่าท้ายหมู่บ้าน
“จ้าวหยุนหนิงอย่างนั้นรึ แล้วปกตินาง...ไม่สิ ข้าหมายความว่าปกติข้านิสัยเป็นเช่นไร ดีกับพวกเจ้าหรือไม่”
หลังจากได้ฟังประวัติของจ้าวหยุนหนิงจากปากของเด็กชายแล้ว นางก็ย้อนถามเด็กน้อยทั้งสองอีกครั้ง คราวนี้เด็กน้อยพากันหลุบสายตามองต่ำ ไม่กล้าพูดคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว เท่านี้นางก็พอจะได้คำตอบที่อยากจะรู้แล้ว
“เอาละ ไม่ต้องตอบก็ได้ ฟังจากคำพูดของเจ้าในตอนแรก ข้าคงเป็นมารดาที่แย่ไม่เอาไหน คิดจะขายลูกเพื่อใช้หนี้ ต่อไปพวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล ตอนนี้ข้าจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้เลย ก็ถือเสียว่าตายแล้วเกิดใหม่ นับจากนี้ข้าจะทำหน้าที่แม่ ดูแลพวกเจ้าให้ดี และไม่คิดจะพาไปขายที่ไหนอีกอย่างแน่นอน”
หลี่เจี่ยกับฉีหลานพร้อมใจกันแหงนหน้าขึ้นมามองมารดา ที่จับจ้องมองพวกเขาอยู่ ต่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หนำซ้ำยังคิดว่านี้อาจเป็นแผนการที่หลอกให้พวกเขาตายใจเสียอีก
หญิงสาวเองก็อ่านสีหน้าแววตาของเด็กทั้งสองออก รีบพูดย้ำเสียงหนักแน่นขึ้นมา “พวกเจ้ายังไม่ต้องเชื่อข้าตอนนี้ก็ได้ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คำพูดของข้าเอง ว่าแต่ พวกเจ้ายังไม่ได้บอกเลยนี้ว่าชื่อว่าอะไรบ้าง” ดวงตาสีนิลกวาดมองใบหน้าเล็กสลับไปมา
หลี่เจี่ยเลยเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน “ข้าชื่อหลี่เจี่ย”
พอพี่ชายพูดก่อนแล้วมารดาไม่ได้มีท่าทีโมโหร้าย เด็กหญิงถึงกล้าเปล่งเสียงออกมา แม้จะแผ่วเบาแต่หญิงสาวก็ได้ยิน “ส่วนข้าชื่อฉีหลานเจ้าค่ะ”
เมื่อทราบเรื่องราวของตนเองและชื่อแซ่ของเด็กน้อยเรียบร้อยแล้ว จ้าวหยุนหนิงก็หยิบกระบี่แล้วลุกขึ้นยืนแบบพรวดพราด ทำให้เด็กน้อยทั้งสองลุกพรวดพราดตามและขยับถอยออกห่างให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
“เป็นอะไรไป ข้าไม่ได้จะทำร้ายพวกเจ้าเสียหน่อย แค่จะบอกว่าพวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
เด็กทั้งสองพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก คิดว่าจะถูกมารดาทำร้ายเสียอีก พอได้ยินมารดาพูดเช่นนั้น ก็พากันเดินนำออกมาจากถ้ำ แต่พอออกมาได้ก็พากันเหลียวมองซ้ายขวา มองไปทางไหนก็ไม่คุ้นตา
“พี่ใหญ่ พวกเราจะไปทางไหนดีเจ้าคะ แถวนี้ช่างไม่คุ้นตาเลย” ฉีหลานกระซิบข้างหูพี่ชาย สีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อคิดว่าคงจะหาทางกลับหมู่บ้านไม่ได้ ต้องติดอยู่ในป่าต่อไป
“ขอเวลาพี่คิดก่อน” หลี่เจี่ยแม้ใจจะสั่นไหว ก็พยายามควบคุมไม่แสดงอาการแตกตื่นออกมา คิดทบทวนว่าเคยได้ยินคนในหมู่บ้านเอ่ยถึงถ้ำบนภูเขามาก่อนหรือไม่ ว่าตั้งอยู่ทางทิศไหนของหมู่บ้าน
จ้าวหยุนหนิงเห็นเด็กน้อยหยุดนิ่งมีสีหน้าผิดปกติ ก็รู้ว่าถ้ำบนภูเขาออกนอกเส้นทางที่พวกเขาถูกลากตัวมาพอสมควร เลยก้าวไปยืนอยู่ด้านหน้าเด็กทั้งสอง “ตามข้ามา หากข้าพาพวกเจ้ากลับไปเส้นทางที่พวกเจ้าถูกพาตัวมา พอจะจำทางกลับเข้าหมู่บ้านได้หรือไม่”
“ได้...ได้ขอรับ หากเป็นเส้นทางนั้น ข้าพอจะจำทางได้” หลี่เจี่ยรีบตอบรับ
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมา” จ้าวหยุนหนิงเดินนำหน้าบุตรชายบุตรสาวปีนกลับขึ้นไป เพื่อเข้าสู่เส้นทางธรรมชาติ ที่เด็ก ๆ อยู่ก่อนหน้านั้น ระหว่างที่เดินก็หันมามองเด็กทั้งสองเป็นระยะ ๆ พลางเอ่ยถามออกมา “เหนื่อยกันหรือไม่ ถ้าไม่ไหวจะได้พักกันก่อน”
ฉีหลานรีบส่ายหน้า คิดไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า แค่นางเดินต่อไปไม่ไหวร้องไห้งอแงยังถูกมารดาเฆี่ยนตีไม่ยั้ง ครั้งนี้แม้เหนื่อยแทบขาดใจก็จะไม่พักเป็นอันขาด
หลี่เจี่ยเองก็เป็นห่วงน้องสาวไม่ใช่น้อย และไม่อยากให้มารดาหาข้ออ้างมาเฆี่ยนตีพวกเขาอีก เลยพูดกับน้องสาว “หลานหลาน ถ้าไม่ไหวขี่หลังพี่ก็ได้นะ”
เด็กหญิงรีบส่ายหน้า ด้วยรู้ดีว่าพี่ชายก็เหนื่อยมากเช่นเดียวกัน “ไม่เป็นไร ข้ายังไหวเจ้าค่ะ”
จ้าวหยุนหนิงจึงตัดสินใจพาเด็กทั้งสองหยุดพักใต้เงาร่มไม้ก่อน อ้างว่าตนเองเหนื่อยเดินไม่ไหว พอเห็นลมหายใจของเด็กน้อยกลับมาเป็นปกติแล้ว ถึงได้ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งพากันมาอยู่ในเส้นทางก่อนที่จะพากันพลัดตกเขาไป
มาถึงตรงนี้แล้ว เด็กชายก็จำทางได้ เป็นฝ่ายเดินนำทางมารดากับน้องสาว จนกระทั่งเริ่มมองเห็นบ้านไม้หลังแรกที่อยู่ติดเชิงเขา เป็นบ้านของพวกเขาเอง “บ้าน ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน” เด็กชายจูงมือน้องสาวพากันก้าวเท้ายาว ๆ ไปให้ถึงบ้านให้เร็วที่สุด เท่าที่สองเท้าเล็กจะพาไปได้
ส่วนคนตัวโตก็เดินตามหลังเด็กน้อยทั้งสอง ดวงตาสีนิลมองสำรวจไปรอบกาย จดจำรายละเอียดเอาไว้ พอผ่านพ้นเชิงเขามาได้ ก็เห็นคนกลุ่มใหญ่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่หน้าบ้านหลังสุดท้าย
เมื่อคนพวกนั้นหันมาเห็นเด็กทั้งสอง หญิงชาวบ้านสองคนก็พากันเข้ามารวบตัว กันเด็กชายเด็กหญิงให้ออกห่างจากหญิงสาวที่เดินตามหลังมา ทำราวกับกลัวว่าหญิงสาวจะทำร้ายเด็ก ๆ
พอหญิงใจร้ายที่คิดจะพาบุตรไปขายเดินมาหยุดยืนต่อหน้ากลุ่มชาวบ้านแล้ว หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งก็ยกมือขึ้นชี้หน้าด่าทอออกมาแบบไม่เกรงใจ
“มาแล้วหรือนังผู้หญิงใจร้าย คิดจะขายลูกตัวเองได้ลงคอ เป็นแม่ประสาอะไร นอกจากไม่เลี้ยงดูแล้ว ยังคิดแต่จะทำลายอีก เกิดมาเสียชาติเกิดจริง ๆ”
“ใช่ นี้อาเจี่ยกับหลานหลานคงพากันวิ่งหนีมาได้ละสิ ถึงไปไม่ถึงตลาดค้าทาส”
“ผู้หญิงใจร้าย ไม่สมควรให้อยู่ในหมู่บ้านเราอีกต่อไป ไล่นางไปให้พ้นเลย”
“ใช่ ๆ”
ชาวบ้านหลายคนพากันก่นด่าและสนับสนุนให้ขับไล่หญิงใจร้ายออกไปให้พ้นจากหมู่บ้านเสียงดังเซ็งแซ่จนไม่รู้ว่าจะฟังผู้ใดก่อนดี ชายวัยกลางคนท่าทางน่าเชื่อถือรีบเดินออกมายืนอยู่หน้ากลุ่ม ยกมือส่งสัญญาณเสียงก่นด่าจึงได้เงียบเสียงลง ก่อนชายวัยกลางคนจะหันมาพูดกับหญิงตัวต้นเหตุของความวุ่นวาย
“จ้าวหยุนหนิง เจ้าเองก็รู้ดีไม่ใช่หรือ ว่าการนำเด็กไปขายมันผิดกฎหมาย ถึงแม้จะนำไปขายที่ตลาดมืดเขตชายแดนก็เถอะ ตอบข้ามาตามความจริง ว่ามีคนเห็นเจ้าพาเด็ก ๆ ขึ้นเขาไป เตรียมจะพาไปขายจริงหรือไม่”
จ้าวหยุนหนิงไม่รู้ว่าใครเป็นใคร รวมไปถึงผู้ที่กำลังพูดกับนางอยู่ จึงหันไปมองเด็กชาย หลี่เจี่ยเลยตอบขึ้นมา
“ท่านลุงคือหัวหน้าหมู่บ้านของพวกเราขอรับ”
พอรู้แล้วว่าชายตรงหน้าเป็นใคร จ้าวหยุนหนิงถึงยอมปริปากพูด “ใช่ ตอนแรกข้าคิดจะพาไปขายจริง” พอนางพูดความจริงออกไป เสียงชาวบ้านก็ดังโวยวายก่นด่าขึ้นมาอีก จนหัวหน้าหมู่บ้านต้องตะโกนสั่ง
“ทุกคนหยุดก่อน ใจเย็นก่อน ฟังนางพูดให้จบ”
นั่นแหละถึงได้กลับมาอยู่ในความสงบอีกครั้ง จ้าวหยุนหนิงจึงเอ่ยอธิบายต่อ “ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุพลัดตกเขาเสียก่อน ความทรงจำข้าเลยหายไป”
ชาวบ้านหลายคนมองมาสายตาอ่านออกว่าไม่พากันเชื่อในสิ่งที่จ้าวหยุนหนิงพูด แต่นางหาได้สนใจว่าผู้ใดจะเชื่อหรือไม่เชื่อ
หัวหน้าหมู่บ้านหันไปทางเด็กน้อยทั้งสอง เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “ที่มารดาของพวกเจ้าพูดมาจริงหรือไม่”
“จริงขอรับ ท่านแม่จำอะไรไม่ได้จริง ๆ แม้แต่พวกเรา” หลี่เจี่ยตอบคำถาม แม้ไม่แน่ใจในสิ่งที่พูดออกไป
ชายวัยกลางคนได้ฟังคำตอบของเด็กชายแล้ว ก็หันมามองหน้าหญิงสาวอีกครั้ง “จ้าวหยุนหนิง ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน ยังไม่จับส่งให้ทางการ แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก ข้าจะไม่ไว้หน้าเจ้าแน่”
“เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว และสัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีก”
จ้าวหยุนหนิงให้คำมั่นสัญญาเสียงหนักแน่น เสียงพึมพำจากชาวบ้านดังขึ้นอีกครั้ง ต่างไม่เชื่อในคำพูดของหยุนหนิง แต่ก็ทำอันใดไม่ได้มากไปกว่านี้ เมื่อถูกหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยปากไล่ให้พากันแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน...
