3 ข้าความจำเสื่อม
ตอนที่ 3
ข้าความจำเสื่อม
ในโพรงถ้ำที่อยู่ไม่ห่างจากจุดที่กลุ่มคนลึกลับพบร่างของคนชุดดำ เด็กชายเด็กหญิงนอนหงายราบอยู่บนกิ่งไม้ที่วางเรียงซ้อนกันแทนผ้าปูรองนอน ตามร่างกายของเด็กทั้งสองเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการถูกเศษหินหรือกิ่งไม้บาดตอนที่กลิ้งตกลงมา
ข้างกายของเด็กทั้งสอง หญิงสาวในชุดผ้าป่านสีฟางหม่น นั่งบดใบไม้สีเขียวอันเป็นสมุนไพรรักษาบาดแผลจนละเอียด จากนั้นจึงขยับเข้าไปใกล้ร่างเล็ก นำใบไม้ที่บดละเอียดวางลงไปบนบาดแผลตามร่างกาย โดยที่เด็กชายเด็กหญิงยังไม่รู้สึกตัว
หลังจากพอกยาสมุนไพรให้เด็กทั้งสองเรียบร้อยแล้ว นางถึงได้หันมาสนใจบาดแผลพาดยาวหลายแห่งบนร่างกายของตนเอง แล้วลงมือพอกยาสมุนไพรที่เก็บมาได้เช่นเดียวกัน หากสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าบาดแผลตามร่างกายของนาง แตกต่างจากบาดแผลบนร่างกายของเด็กทั้งสองอย่างเห็นได้ชัด
ลงมือพอกยาสมุนไพรเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็เอนกายลงนอนราบไปกับพื้นบ้าง ในมือยังคงถือกระชับกระบี่เอาไว้อย่างเตรียมพร้อม หากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากล นางสามารถดึงกระบี่ออกจากฝัก ป้องกันตัวได้ในทันที เวลาผ่านไปนาน จนหญิงสาวแน่ใจแล้วว่า ไม่มีสิ่งแปลกปลอมผ่านเข้ามาในถ้ำ ถึงได้ข่มตาหลับสนิทลงได้
รุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือน ปลายนิ้วมือของเด็กชายเริ่มขยับ ก่อนเปลือกตาจะค่อย ๆ เผยอเปิดขึ้นสู้กับแสงที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาทางปากถ้ำ พร้อมกับอาการปวดร้าวไปทั้งเนื้อทั้งตัว แววตาเล็กกวาดมองไปรอบตัว สมองยังคงมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าอะไรเป็นอะไร จนกระทั่งสายตาเลื่อนมาหยุดยังร่างที่นอนอยู่ข้างกาย
“หลานหลาน” เสียงเล็กเอ่ยเรียกน้องสาวแผ่วเบา ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมานั่ง ยามได้เห็นบาดแผลตามร่างกายของน้องสาว ก็จดจำได้ว่าอะไรเป็นอะไร รีบวางมือลงบนหน้าท้องของน้องสาว พลางออกแรงเขย่าเบา ๆ “หลานหลานตื่นเถอะ รีบตื่นขึ้นมา”
ทางด้านเด็กหญิงรับรู้ถึงแรงเขย่ากับเสียงเรียกของพี่ชาย เปิดเปลือกตาขึ้นมา เห็นใบหน้าของพี่ชายชะโงกอยู่เหนือร่าง “พี่ใหญ่ พวกเราตายแล้วหรือเจ้าคะ” ฉีหลานจำได้ ว่านางกับพี่ชายกลิ้งตกลงมาจากภูเขา ก่อนที่จะหมดสติไป
“พวกเรายังไม่ตาย แต่พวกเราต้องรีบไปแล้ว” หลี่เจี่ยหันใบหน้าไปมองปากถ้ำ ด้วยเกรงว่าคนที่พาตัวเขากับน้องสาวมานอนอยู่ในถ้ำ อาจจะเป็นมารดาใจร้ายที่ตามลงไปช่วย ในเมื่อตอนนี้ในถ้ำไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขา ควรจะใช้โอกาสนี้รีบหนีไปไกล ๆ
เด็กชายช่วยพยุงน้องสาวลุกขึ้นมายืน จากนั้นก็จูงมือเตรียมพาหลบหนีออกจากถ้ำ แต่พากันเดินไปได้เพียงสามก้าว ก็เห็นเงาดำเคลื่อนเข้ามาใกล้ เด็กหญิงผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว แขนขาอ่อนแรงจนต้องทรุดตัวลงไปนั่ง หากเงาดำนั้นคือมารดาจริง ๆ นางกับพี่ชายจะถูกเฆี่ยนตีจนตายแน่
“พี่ใหญ่ ท่านแม่หรือไม่...ข้ากลัว ข้าไม่อยากถูกตีจนตาย”
หลี่เจี่ยเองใช่ว่าไม่หวาดกลัว แต่ต้องทำใจดีเข้าไว้ด้วยต้องปกป้องน้องสาว ใบหน้าเล็กหันไปมา มองหาสิ่งของที่สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้ กระทั่งมองเห็นท่อนฟืนขนาดพอดีตัว เลยก้มลงไปหยิบขึ้นมาถือกระชับมั่นเอาไว้แล้วเงื้อมือขึ้นสูงอย่างเตรียมพร้อม หากเจ้าของเงาดำคิดร้ายต่อเขากับน้องสาว เขาจะหลับตาสู้ตายไปข้างหนึ่ง
“หลานหลานไม่ต้องกลัว พี่จะปกป้องเจ้าเอง”
ทางด้านเจ้าของเงาดำ หลังจากตื่นขึ้นมาเห็นเด็ก ๆ ยังไม่รู้สึกตัว จึงปลีกตัวออกจากถ้ำ ไปหาผลไม้และน้ำสะอาดมาเตรียมเอาไว้ หากว่าเด็กน้อยฟื้นขึ้นมา รู้สึกหิวจะได้กินทันที
หลังจากได้ผลไม้ป่ามามากพอสมควรแล้วก็เดินกลับมาถ้ำ เดินผ่านปากถ้ำไปได้ ก็เห็นว่าเด็กน้อยฝาแฝดรู้สึกตัวกันแล้ว และเด็กชายกำลังยืนถือไม้ในท่าทางเตรียมพร้อม
“รู้สึกตัวกันแล้วหรือ” นางไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของเด็กชายแต่อย่างใด ยังคงก้าวเข้าไปใกล้ร่างเล็กทั้งสอง กระทั่งมีเสียงเล็กตะโกนก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณถ้ำ ถึงได้ชะงักฝีเท้าไว้แค่นั้น
“อย่าเข้ามานะ หากท่านแม่คิดจะทำร้ายหลานหลานอีก ข้าจะขอสู้ตาย” หลี่เจี่ยตะโกนเสียงสั่น แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
คนที่ถูกขู่ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้เด็กทั้งสองอีก เลือกที่จะนั่งลง วางผลไม้กับกระบอกไม้ไผ่ลงตรงหน้าเด็กน้อยแทน
“ผลไม้กับน้ำ พากันกินสิ พวกเจ้าหมดสติไปสองวัน น่าจะหิวไม่ใช่น้อย” น้ำเสียงราบเรียบปราศจากความรู้สึกใดบอกกล่าวขึ้นมา ก่อนที่นางจะหยิบผลไม้ป่าลูกหนึ่งมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
เด็กชายเด็กหญิงลอบกลืนน้ำลายยามเห็นมารดากัดกินผลไม้ท่าทางเอร็ดอร่อย เสียงท้องเล็กดังโครกครากขึ้นมา แต่ความหวาดกลัวมีมากกว่า จึงไม่ยอมขยับเข้ามาใกล้ ท่อนฟืนในมือของเด็กชายก็ยังคงยกสูงในท่าเตรียมพร้อม
หลี่เจี่ยรู้ดีด้วยสภาพของเขากับน้องสาวในตอนนี้ไม่สามารถหนีพ้น เลยรวบรวมความกล้าต่อรองกับมารดาอีกครั้ง “ท่านแม่ ข้าขอร้องท่านอีกสักครั้งเถอะ หากยังคิดจะพาพวกข้าไปขาย ก็ขายแต่ข้าเถอะ ปล่อยหลานหลานไป หรือหากท่านแม่เปลี่ยนใจไม่ขายพวกข้าแล้ว ข้าสัญญาว่าจะพยายามหาเงินมาใช้หนี้แทนท่านแม่เอง หากท่านไม่ตกลงข้อใดข้อหนึ่ง ข้ากับน้องสาวก็พร้อมยอมตาย”
คนที่นั่งกัดกินผลไม้อยู่นั้นถึงกลับหมดอร่อย รีบวางลงหันขวับไปจ้องใบหน้าเด็ดเดี่ยวของเด็กชาย เด็กหญิงเห็นเช่นนั้นรีบลุกขึ้นมา ยืนชิดอยู่ด้านหลังของพี่ชาย หากพี่ชายยอมตาย นางก็จะยอมตายเช่นกัน
“นั่งลง แล้วพากันกินผลไม้ให้อิ่มท้อง” เสียงราบเรียบออกคำสั่ง แต่เด็กทั้งสองไม่ทำตาม ยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น นางถึงต้องใช้ไม้ตายขึ้นมาข่มขู่ “หากไม่ทำตามที่ข้าสั่ง บางทีข้าอาจเปลี่ยนใจพาพวกเจ้าไปขายให้พ่อค้าทาสอีกก็ได้”
หลี่เจี่ยเริ่มประมวลผลจากคำพูดของมารดา แต่ยังไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือไม่ เลยถามย้ำอีกเพื่อความแน่ใจ “ท่านแม่หมายความว่า จะไม่ขายข้ากับน้องสาวแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
“หากให้ข้าต้องสั่งเจ้าอีกคำเดียว...”
หลี่เจี่ยไม่รอให้มารดาพูดจบ รีบพาน้องสาวขยับเข้ามานั่งลง โดยยังคงรักษาระยะห่างเอาไว้ ข้างกายก็ยังมีท่อนฟืนวางอยู่ ด้วยยังไม่ไว้ใจว่ามารดาจะทำตามอย่างที่ปากพูดหรือไม่
“หลานหลานกินเถอะ กินให้อิ่มจะได้มีแรง”
ฉีหลานรับผลไม้ป่าที่พี่ชายส่งมาให้ คอยชำเลืองมองทางมารดาเป็นระยะ ๆ เมื่อเห็นว่ามารดาเลิกสนใจพวกตนแล้ว ถึงรีบกินผลไม้ป่าด้วยความหิว ลูกแรกหมดไปตามมาด้วยลูกที่สองที่สาม ไม่นานนักนางกับพี่ชายก็พากันกินผลไม้ป่าจนหมด
“อิ่มแล้วก็พากันกินน้ำเสียสิ ข้ามีเรื่องอยากจะถาม” หญิงสาวเฝ้ารอเด็กน้อยทั้งสองอิ่มหนำกันดีแล้ว คิดจะสอบถามบางอย่าง
หลี่เจี่ยไม่กล้าขัดคำสั่ง กลัวว่ามารดาจะเปลี่ยนใจ รีบหยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดื่มน้ำ แล้วยื่นส่งไปให้น้องสาวที่รีบดื่มน้ำดับกระหายเช่นกัน ก่อนเด็กชายจะเอ่ยถามมารดา
“ท่านแม่มีเรื่องอันใดอยากจะถามพวกข้าหรือขอรับ”
“ตอนที่กลิ้งตกเขา ศีรษะข้าไปกระทบเข้ากับโขดหินพอดี ทำให้จำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ แม้แต่ชื่อแซ่ของตัวเอง พวกเจ้าช่วยเล่าเรื่องในอดีตที่เกี่ยวกับตัวข้าให้ฟังหน่อยสิ”
เด็กน้อยทั้งสองอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่มารดาพูด โดยเฉพาะเด็กชายที่เป็นเด็กฉลาด รีบเบนสายตาขึ้นไปมองศีรษะของมารดา ก็ไม่เห็นว่าจะมีร่องรอยการกระทบกระเทือนแต่อย่างใด บาดแผลสักเล็กน้อยก็ไม่มี
“ท่านแม่ ท่านบอกว่าท่านจำอะไรไม่ได้ แล้วเหตุใดถึงรู้ว่าพวกข้าเป็นลูกของท่านเล่า”
หญิงสาวคิดเอาไว้อยู่แล้ว ว่าเด็ก ๆ คงไม่เชื่อง่าย ๆ “ข้าจำได้แค่ว่าตัวเองมีลูกแฝด แล้วพวกเจ้าก็หน้าเหมือนกันขนาดนี้ ข้าจึงรู้ว่าพวกเจ้าคือลูกของข้า แต่เรื่องอื่นนั้น ข้ากลับนึกอะไรไม่ออกเลยสักนิด” นางยังคงยืนกรานว่าตนเองความจำเสื่อม ต่อให้เด็ก ๆ สงสัย ก็จะทำอันใดนางได้
หลี่เจี่ยกับฉีหลานหันมามองสบสายตากัน ก่อนจะหันมาจ้องมองสบสายตากับมารดา ค้นพบว่าแววตาสีนิลคู่นี้ต่างไปจากเดิมมากจริง ๆ แม้จะมีความเย็นชาอยู่หลายส่วน แต่กลับไม่รู้สึกถึงความใจร้ายใจดำเหมือนในตอนแรก...
