5 สลับตัว
ตอนที่ 5
สลับตัว
หลังจากชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว จ้าวหยุนหนิงก็หันมาให้ความสนใจกับบ้านไม้ชั้นเดียวตรงหน้าที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิด เท่าที่มองจากภายนอกตัวบ้านค่อนข้างทรุดโทรมเลยทีเดียว ต่างจากบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีสภาพดีกว่า คงได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
“นี้คือบ้านของพวกเจ้าหรือ ไม่สิบ้านของพวกเรา”
“ขอรับ” เด็กชายตอบคำถามสั้น ๆ ยังคงกันน้องสาวให้อยู่ห่างจากเงื้อมมือของมารดา กลัวว่ามารดาจะเกิดเปลี่ยนใจ คิดพาพวกเขาไปขายเป็นทาสอีก
จ้าวหยุนหนิงไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ ก้าวไปข้างหน้าเปิดประตูเข้าไปสำรวจภายในบ้าน เพื่อดูว่ามีส่วนไหนให้ซ่อมแซมบ้าง ภายในบ้านไม้มีห้องโถงไม่ใหญ่มากกับห้องนอนอีกสองห้อง ตามฝาผนังมีไม้หลุดล่อนอยู่หลายแห่ง ทำให้ลมพัดผ่านเข้ามาได้ ยามหน้าหนาวคงจะหนาวมากน่าดู พอแหงนขึ้นไปมองหลังคาก็มีสภาพไม่ต่างกัน เป็นรูโหว่เสียส่วนมาก หากมีฝนตกคงไม่มีที่ให้หลบฝนเป็นแน่
หลังจากสำรวจภายในบ้านแล้ว นางก็เดินออกมาสำรวจห้องครัวที่อยู่ติดกับตัวบ้านบ้าง ซึ่งสภาพในห้องครัวก็ไม่ต่างกัน จนนางแปลกใจว่าพากันอยู่เข้าไปได้อย่างไร จ้าวหยุนหนิงคนเดิมนี้เคยหยิบจับทำอะไรหรือไม่ บ้านช่องถึงได้สกปรกผุพังเหมือนไม่ใช่บ้านคนเช่นนี้
หากจะต้องอยู่ที่นี่จริง คงต้องหาทางซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านให้น่าอยู่ขึ้น ถือว่าเป็นงานใหญ่พอสมควร แล้วไหนจะสวนหลังบ้านที่มองเห็น คงต้องถางหญ้าออกป้องกันสัตว์มีพิษมาอยู่อาศัย
“เอาละ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน พวกเจ้าหิวกันหรือยัง เดี๋ยวข้าทำอาหารเย็นให้กิน”
จ้าวหยุนหนิงโยนเรื่องอื่นทิ้งไปก่อน หันมาเอ่ยถามเด็กน้อยทั้งสองที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ ด้วยนี้ก็เลยเวลาอาหารมื้อกลางวันมาหลายชั่วยามแล้ว เมื่อเห็นเด็กน้อยไม่ยอมตอบ ก็เดินไปสำรวจว่าในห้องครัวมีวัตถุดิบใดบ้างพอให้ทำอาหารมื้อกลางวันง่าย ๆ
แต่พอไปเปิดดูถังไม้ที่คาดว่าเอาไว้ใส่ข้าวสารกลับไม่มีข้าวสารเหลืออยู่เลยสักเม็ด ลองค้นหาอะไรที่พอทำอาหารได้ก็ไม่มีสักอย่าง
“อะไรกัน ในนี้ไม่มีอะไรพอทำอาหารได้เลยหรือ” นางรีบหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเด็กน้อยทั้งสอง “แล้วปกติพวกเจ้ากินอันใดกัน นาง...ข้าหาอะไรให้พวกเจ้ากินหรือ ข้าวสารก็ไม่มี เครื่องปรุงก็ไม่มีสักอย่าง”
หลี่เจี่ยกับฉีหลานก้มหน้ามองต่ำ ไม่กล้าสู้หน้ามารดา ด้วยไม่รู้จะพูดออกไปได้อย่างไร ว่าที่ผ่านมามารดาไม่เคยหาเลี้ยงพวกเขาเลย
“พูดมา นี้คือคำสั่งไม่ใช่การขอร้อง” คนตัวโตกว่าใช้วิธีการข่มขู่ ไม่อย่างนั้นเด็ก ๆ คงไม่กล้าพูดความจริงให้ฟัง “หากไม่พูด ข้าอาจจะเปลี่ยนใจพาพวกเจ้าไปขายอีกก็ได้”
หลี่เจี่ยจึงต้องรีบพูดความจริงออกมาทั้งหมด “เมื่อก่อนท่านแม่ไม่เคยทำอะไรเลยขอรับ วัน ๆ เอาแต่ออกเที่ยวกับเล่นการพนัน ในตอนที่ท่านตาท่านยายอยู่ เป็นท่านตาท่านยายที่หาให้กิน พอท่านตาท่านยายตายไปก็เป็นพวกข้าที่ขึ้นเขาหาฟืนมาแลกข้าวพอประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่ก็ไม่พอกิน พวกเราจึงต้องกินข้าวกันเพียงวันละสองมื้อเช้ากับเย็นเท่านั้น”
“บัดซบ เลวจริง ๆ” แววตาสีนิลวาวโรจน์แผ่กลิ่นอายอำมหิตออกมา จนเด็ก ๆ พากันถอยกรูออกห่างมากกว่าเดิม ด้วยคิดว่ามารดาคงโกรธที่หลี่เจี่ยพูดความจริง หรือไม่ก็คงโมโหหิวแต่ไม่มีอันใดกิน
หลี่เจี่ยจึงรีบคลี่คลายสถานการณ์ไม่ให้มารดาโกรธไปมากกว่านี้ “หากท่านแม่หิว รอสักครู่ข้ากับหลานหลานจะกลับเข้าป่าขึ้นเขาหาฟืนมาแลกข้าว หาผักป่ามาทำอาหารให้ท่าน”
“ไม่ต้อง พวกเจ้ากลับเข้าไปนอนพักในห้องเถอะ เหนื่อยมามากแล้ว เรื่องอาหารเดี๋ยวข้าจัดการเอง”
แม้เหน็ดเหนื่อยและบาดเจ็บตามร่างกายมากแค่ไหน เรื่องอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่น้อย ยิ่งกับเด็ก ๆ ที่ผอมโซด้วยแล้ว ต้องได้รับอาหารให้เพียงพอ ครั้นจะให้เด็ก ๆ หาอาหารให้กินเหมือนเดิม ก็ใช่เรื่อง จ้าวหยุนหนิงจึงไล่ให้เด็กทั้งสองกลับเข้าไปพักในห้องนอน ซึ่งพวกเขาก็รีบวิ่งแจ๋นเข้าห้องนอนอย่างว่าง่าย
โชคดีระหว่างทางที่เดินกลับเข้าหมู่บ้าน บริเวณเชิงเขาไม่ห่างจากหมู่บ้านมากนัก มีลำธารอยู่สายหนึ่ง น่าจะมีปลาชุกชุม แล้วในบ้านหลังนี้ก็มีคันเบ็ดเก่าอยู่ พอจะใช้การได้ นางจึงหยิบคันเบ็ดเดินออกจากห้องครัว เดินย้อนกลับไปทางเดิม
พอถึงกอไผ่ก็เลือกเอาลำต้นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก ใช้กระบี่ฟันทีเดียวขาดแยกออกมาจากกอ แล้วตัดไม้ไผ่ลำนั้นมาท่อนหนึ่งทำเป็นกระบอกไว้สำหรับใส่เหยื่อล่อปลา จากนั้นก็ลงมือขุดหาไส้เดือน นำมาใส่กระบอกไม้ไผ่เอาไว้ได้เกือบครึ่งกระบอกก็หยุดมือ
เตรียมพร้อมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ตรงไปที่ลำธาร หาทำเลที่คิดว่าปลาน่าจะอยู่ชุกชุมแล้วนั่งลง หยิบไส้เดือนมาเกี่ยวเข้ากับตะขอแหลม จากนั้นก็หย่อนเบ็ดลงไปในน้ำ เฝ้ารอเวลาให้ปลาเล็กปลาน้อยมากินเหยื่อ
ระหว่างที่นั่งรอให้ปลากินเหยื่อ ก็อดที่จะคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อนไม่ได้ ตอนนั้นนางติดตามคนทั้งสามไป จนเห็นเด็กชายเด็กหญิงกลิ้งตกเขาไปก่อน ตามมาด้วยมารดาใจร้าย นางเลยตัดสินใจกระโดดลงจากต้นไม้ แล้วตามลงไปด้านล่าง เพื่อดูว่าคนทั้งสามเป็นอะไรมากหรือเปล่า แม้ว่าตามร่างกายของนางจะเต็มไปด้วยรอยบาดแผลจากคมกระบี่
พอเดินไต่ระดับลงไปถึงไหล่เขา ก็เห็นเด็กชายเด็กหญิงนอนไม่ได้สติ ไม่ห่างกันนักมารดาของพวกเขาก็นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด นางถึงขยับเข้าไปใกล้
พอเห็นใบหน้าของหญิงใจร้ายชัดเจนเต็มสองตาแล้ว ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวสมอง นางจึงดึงผ้าคลุมหน้าออก แล้วนั่งลงต่อหน้าคนที่นอนอยู่บนพื้น
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” ทางด้านคนที่พึ่งกลิ้งตกเขา ร่างกายได้รับความกระทบกระเทือน รู้สึกตัวว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ จึงหันหน้ามามอง พอเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเท่านั้นแหละ ดวงตาถึงกลับเบิกโพลง “เจ้า...เหตุใดถึง...ถึงมีใบหน้าเหมือนข้าขนาดนี้”
“ใช่ เหมือนกันมาก มากจนนึกว่าเป็นพี่น้องฝาแฝดกันเสียอีก” ตอนนั้นนางไม่ได้เสียเวลาคิด ว่าหญิงใจร้ายผู้นี้กับนาง มีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ รู้แค่ว่าชีวิตของนาง จะช่วยคนได้ถึงสามคน สองมือหยิบผ้าที่ปิดบังใบหน้าขึ้นมา วางมันลงบนใบหน้าของคนเจ็บ จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งบีบจมูก ส่วนอีกมือก็ปิดปากเอาไว้ ออกแรงจนร่างนั้นดิ้นรน แขนขาเหวี่ยงไปมา พยายามเอาชีวิตรอด เสียงอึกอักราวกับกำลังประท้วงให้นางปล่อยมือ แต่นางหาได้สนใจ ยังคงตั้งหน้าตั้งตาจะช่วงชิงลมหายใจของคนเจ็บให้ได้
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปแขนขาของหญิงใจร้ายที่เคยดิ้นรนก็สงบนิ่ง หน้าอกไร้การกระเพื่อมไหว นางถึงได้คลายมือแล้วนำผ้าออก ลองใช้ปลายนิ้วพิสูจน์ว่าตายหรือยัง เมื่อแน่ใจว่าตายแล้ว ก็ชักกระบี่ออกจากฝัก แล้วฟาดลงไปตามร่างกายไร้วิญญาณนั้น ให้ตรงกับบาดแผลบนร่างกายของนาง นอกจากนี้ยังไม่ลืมสลับเสื้อผ้าที่สวมใส่ด้วย
เพียงเท่านี้นางก็กลายมาเป็นจ้าวหยุนหนิงมารดาใจร้ายของเด็กน้อยฝาแฝด ส่วนเจ้าหยุนหนิงตัวจริง ก็กลายเป็นคนชุดดำที่หลบหนีการไล่ล่านามว่า ‘หลิวเฟยหรง’
หากทางบิดาส่งคนมาตามล่านางจริง ก็จะได้เจอศพแล้วพากลับไป เท่านี้หลิวเฟยหรงก็ตายไปจากโลกใบนี้อย่างที่บิดาต้องการแล้วจริง ๆ ด้วยใบหน้าที่เหมือนกันมากขนาดนี้ ไม่น่าจะมีใครมองออก ว่าศพนั้นไม่ใช่ตัวจริง
“อย่าโกรธเคืองข้าเลยนะ จ้าวหยุนหนิง หากจะโทษ โทษตัวเจ้าเองเถอะที่มีใบหน้าเหมือนข้า แล้วดันเป็นมารดาใจร้าย คิดจะขายได้แม้แต่สายเลือดของตนเอง”
สิ่งที่หลิวเฟยหรงหรือชื่อแซ่ใหม่ว่าจ้าวหยุนหนิง เกลียดที่สุดในยามนี้ก็คือบิดามารดา ที่ไม่รักเอ็นดู ทำร้ายบุตรของตนเองได้ลงคอ ไม่ว่าบุตรจะเป็นบุตรแท้ ๆ หรือบุตรบุญธรรม
นั่นก็เพราะว่าตัวนางเองเคยเจ็บช้ำน้ำใจกับคนที่คิดว่าคือบิดามารดาแท้ ๆ พวกเขาไม่ได้รับเลี้ยงนางเพราะความรัก แต่เลี้ยงดูเพื่อผลประโยชน์ ยามที่หมดผลประโยชน์แล้วก็พร้อมกำจัดทิ้ง
ในตอนที่นางตัดสินใจหันหลังจากฮ่องเต้ เพราะผิดคำสัญญาที่ให้ไว้ ทั้ง ๆ ที่เคยให้สัญญาว่าหากได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ จะทรงแต่งตั้งนางให้ขึ้นเป็นฮองเฮา เพราะว่านางคอยอยู่เคียงข้างและทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อช่วยเหลือและปกป้องพระองค์ เคยบาดเจ็บเจียนตายก็หลายครั้ง
แต่ทว่าคำสัญญาก็เป็นเพียงลมปาก ยามองค์ชายได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด กลับลืมสตรีที่ทำทุกอย่างเพื่อพระองค์ ทรงแต่งตั้งน้องสาวของนางขึ้นเป็นฮองเฮา ในขณะที่นางจะได้เพียงตำแหน่งสนมขั้นเฟยเท่านั้น...
