ตอนที่ 4 โดนทำร้าย
ลานสนามหญ้าข้างบ้านที่ถูกตกแต่งสำหรับงานเลี้ยงเล็ก ๆ ฉลองวันคล้ายวันเกิดของ ดวงยี่หวา เจ้าของบ้าน แขกที่มาในงานล้วนเป็นเครือญาติคุ้นเคยและคนสนิทสนมในกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น
“ขอให้สุขภาพแข็งแรงสวยวันสวยคืนนะคะน้ายี่หวา”
เอวายื่นกล่องของขวัญสีหวานกล่องเล็กพร้อมคำอวยพรให้เจ้าของวันเกิด วันนี้พิมพ์พรรณ แม่ของเธอซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับดวงยี่หวาไม่ได้มาร่วมปาร์ตี้ด้วย เพราะยังติดธุระอยู่ที่ต่างประเทศเธอจึงต้องมาคนเดียว
งานเริ่มตั้งแต่หัวค่ำบรรยากาศเป็นกันเองเสียงพูดคุยประสานกับเสียงหัวเราะกับเรื่องราวในอดีตที่ถูกขุดขึ้นมาเล่าในกลุ่มคนสนิทเพื่อเผากันเองอย่างสนุกสนานในวัยที่ล่วงเลยครึ่งชีวิตมาแล้ว
“สองบ้านนี้ก็คุ้นเคยกันมานานแล้วเมื่อไหร่จะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกันสักทีล่ะ?”
คำถามจากญาติที่มาร่วมงาน จากที่เห็นอิทธิพลกับเอวามาตั้งแต่ยังเล็กจนโตเป็นหนุ่มเป็นสาว และยังไปมาหาสู่กันอยู่อย่างสม่ำเสมอ ดวงยี่หวาอยากตอบไปตามความเป็นจริงว่าแล้วแต่ลูก เธอไม่เคยคิดจะบังคับหรือคลุมถุงชนใด ๆ ให้ลูกต้องอึดอัดใจ หากเขาเลือกใครเธอก็รักคนนั้นด้วย ขอเพียงแค่ได้เห็นลูกมีความสุขแค่นั้นก็พอแล้ว แต่เนื่องจากเงาตะคุ่มของใครบางคนที่แอบฟังอยู่ใกล้ ๆ ทำให้คำตอบที่กำลังจะพูดเปลี่ยนไปเป็นหนังคนละม้วน
“คงอีกไม่นานหรอก”
“คิดว่าหลังจากยัยพิมพ์กลับมาจะคุยเรื่องนี้กันอีกที เพราะคงไม่มีใครเหมาะกับตาดินเท่าหนูเอวาแล้วล่ะ อีกอย่างพวกผู้หญิงที่คอยตามจับตามไล่ จะได้เลิกยุ่งวุ่นวายกับชีวิตตาดินเสียที”
ขวัญข้าว ที่ยืนหลบมุมฟังคำสนทนาของเจ้าของบ้าน ทุกถ้อยคำช่างเหมือนมีดปลายแหลมกรีดลงตรงกลางหัวใจเธอ และกระชากออกมากระทืบลงให้จมดินเสียอย่างนั้น สองมือบางกำแน่นเล็บยาวที่จิกเข้าไปในฝ่ามือหรือจะเจ็บเท่าคำพูดของดวงยี่หวาเมื่อครู่
เธอหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องนอน รับรู้ถึงความร้อนผ่าวที่ใบหน้าและขอบตา สูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอดเพื่อปรับอารมณ์ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดสายโทรออก
งานเลี้ยงล่วงเลยไปจนดึกดื่นเอวาก็ขอตัวกลับ อิทธิพลได้รับคำสั่งจากผู้เป็นแม่ให้ไปส่งเอวาที่คอนโดเพื่อความปลอดภัย
รถเคลื่อนออกจากบ้านเลี้ยวออกถนนใหญ่ เวลาที่ค่อนข้างดึกถนนก็เริ่มโล่ง วิ่งมาสักระยะยังไม่ทันจะถึงคอนโดของเอวาด้วยซ้ำ รถเก๋งคันหรูที่ชายหนุ่มขับมาก็ถูกมอเตอร์ไซค์ที่ขับตามหลังมาอย่างฉวัดเฉวียนเฉี่ยวชน ก่อนจะแฉลบล้มและครูดไถลไปตามพื้นถนน คนขับพุ่งกระโดดออกห่างไม่ให้มอเตอร์ไซค์ทับร่าง ก่อนจะลุกนั่งมือกุมขาอยู่ข้างถนน บ่งบอกอาการเจ็บออกมาทางภาษากายให้รับรู้
อิทธิพลตีไฟฉุกเฉินค้างไว้ก่อนจะหยุดรถเปิดประตูรถออกมาดูคนเจ็บ
“เป็นยังไงบ้างครับ?”
ยังไม่ทันได้คำตอบใด ๆ ก็มีรถเก๋งปริศนาจอดต่อท้ายพร้อมทั้งกลุ่มชายแปลกหน้าที่เปิดประตูรถลงมา และกรูเข้ารุมทำร้ายเขาเหมือนระบายโทสะทั้งที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ
เอวานั่งอยู่ในรถตัวสั่นงันงกทำอะไรไม่ถูกเอาแต่ร้องไห้ท่าเดียว คิดอะไรไม่ออกเปิดประตูรถวิ่งลงไปห้ามกลุ่มชายแปลกหน้าที่กำลังรุมกินโต๊ะอิทธิพลอยู่อย่างบ้าคลั่ง และหญิงสาวก็โดนล็อกตัวไว้
ฐากูร นั่งมองภาพข้างหน้าอย่างใจเย็นในรถเก๋งที่ติดฟิล์มดำ ยกมุมปากแสยะยิ้มด้วยความพอใจ
ผู้คนที่ขับรถผ่านไปมาคันแล้วคันเล่าแต่ไม่มีใครกล้าจอดลงมาช่วยชายหนุ่มเลยสักราย พร้อมกับเสียงร้องไห้และตะโกนห้ามของเอวาอยู่อย่างนั้น ร่างกำยำของนักกีฬาแม้จะแข็งแรงเพียงใด ก็ต้านหมาหมู่ลอบกัดไว้แทบจะไม่ไหว อีกทั้งพะวงกับความปลอดภัยของเพื่อนสาว และพยายามฝ่าวงล้อมออกไปช่วยเธอ เพราะคิดในใจว่าอาจจะเป็นการลักพาตัวเอวาหรือไม่ จนสุดท้ายก็พลาดท่าและเริ่มสะบักสะบอมแล้ว
จิวารีขับมอเตอร์ไซค์ออกมาทำธุระให้พ่อตั้งแต่หัวค่ำ และรอรับผู้เป็นพี่เลิกงานในร้านอาหารจนดึกดื่น เพราะไม่ยอมนั่งแท็กซี่กลับเองเหตุเพราะเหนียวเงิน ทันทีที่เลี้ยวซ้ายเข้าซอยสายตาเธอมองทะลุไปที่ความชุลมุนอีกฝั่ง เพราะไฟฉุกเฉินที่อิทธิพลเปิดค้างไว้ดึงดูดสายตา
“พี่แจ็คนั่นเอวานี่”
มือบางเคาะที่ไหล่ของคนขับรัว ๆ ชายหนุ่มหันไปมองตามคำบอกเล่าของน้องสาว ไม่รอช้าสมองสั่งการให้วกรถกลับทันที บิดรถเครื่องคันเก่าพุ่งตรงเข้าไปหา ไม่พูดพร่ำทำเพลงแจกส้นตีนและอัดกำปั้นให้ไอ้พวกหมาหมู่อย่างเลือดร้อน เพราะกำลังเก็บกดจากลูกค้ากวนประสาทที่ร้านมาก่อนหน้า ส่วนจิวารีก็ปรี่เข้าหาเอวาที่โดนล็อกตัวอยู่
ไอ้หนุ่มร่างผอมที่จับล็อกเอวาไว้ เมื่อเห็นว่าเป็นหญิงสาวที่พุ่งเข้ามาหาก็ชะล่าใจและประมาทเธอไม่คิดว่าจะเป็นมวย เซถลาเพราะถูกกำปั้นฟาดเข้าที่ปลายจมูกแบบไม่ทันได้ตั้งตัว มันปล่อยมือจากเอวาทันที จิวารีกระโดดเข้าถีบซ้ำเข้าที่ยอดอกของมันจนหงายหลัง
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ถามเพื่อนสาวที่เป็นอิสระจากการเกาะกุม เอวาส่ายหน้าทั้งน้ำตา
อิทธิพลพยุงร่างที่สะบักสะบอมลุกขึ้นทันทีที่จิวากรเข้าไปช่วยไว้ ก่อนจะสวนกลับแก้คืนพวกกระจอกหมาหมู่ที่รุมทึ้งเขาเมื่อครู่อย่างสาสม จิวารีลากเอวาเข้าไปในรถ
“ล็อกรถและอยู่ในนี้ห้ามออกมา” เธอบอกเพื่อนสาว
เอวาพยักหน้าปิดประตูเอื้อมมือกดปุ่มล็อก นั่งลุ้นเอาใจช่วยอยู่ด้านใน มือควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอเหตุการณ์ตรงหน้าเก็บไว้
เมื่อเห็นท่าไม่ดีฐากูรที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ในรถก็บีบแตรดังลั่นอย่างหัวเสีย ส่งสัญญาณให้พรรคพวกที่คึกคะนองในตอนแรกและสะบักสะบอมแล้วในตอนท้ายให้เผ่นขึ้นรถ ก่อนจะขับหนีไปในความมืด
ดวงยี่หวาวิ่งหน้าตาตื่นเข้าไปในสถานีตำรวจ หลังจากได้รับโทรศัพท์จากลูกชายว่าเกิดเรื่องและตอนนี้กำลังแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้
“เป็นไงบ้างลูกเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” ประคองใบหน้าหล่อไว้ในมือจับเอียงซ้ายเอียงขวาสำรวจด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรครับแม่มีเพื่อนมาช่วยไว้ทันครับ” ดวงยี่หวาหันไปมองสองพี่น้องที่นั่งอยู่ถัดไป
“ขอบคุณมากเลยนะลูกถ้าไม่ได้หนูสองคนดินกับเอวาคงแย่แน่”
ยื่นมือไปสัมผัสมือของจิวารี ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนและขอบคุณอย่างซึ้งใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ” ส่งยิ้มตอบ
ดวงยี่หวาพาหนุ่มสาวมาออกมากินข้าวต้มโต้รุ่งที่ข้าง สน. และพูดคุยถามไถ่เรื่องราวพร้อมกับคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปต่าง ๆ นานา จากที่อิทธิพลกับเอวาเล่าและคิดว่าคนร้ายน่าจะเตรียมการมาแล้ว เพราะรถเก๋งปริศนาคันดังกล่าวไม่ได้ติดทะเบียน
ขวัญข้าวกดสายโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ปลายทางก็ไม่รับสาย สร้างความหงุดหงิดให้เธอไม่ใช่น้อย แต่ก็ยังกดโทรออกซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น
“ฉันบอกว่าห้ามทำร้ายดินไง” โวยวายทันทีที่ฐากูรรับสาย
“แค่สั่งสอนเอวาและข่มขู่ให้เลิกยุ่งกับดินแค่นั้น แล้วนี่ทำร้ายดินทำไม?”
เธอกรอกเสียงไปตามสายบ่งบอกอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัวอยู่ในใจ หลังจากเห็น
ดวงยี่หวารีบออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ และสอบถามจากแม่บ้านจนได้ความว่าอิทธิพลโดนลอบทำร้าย
(“นี่เธอยังจะปกป้องมันอยู่อีกเหรอ?”) ฐากูรตอบกลับอย่างไม่พอใจ
“แล้วถ้าฉันทำร้ายเอวาบ้างนายโอเคไหมล่ะ?”
ไม่มีเสียงตอบรับจากฐากูร
“ต่อไปก็ทำตามข้อตกลงเท่านั้น ฉันได้ดิน นายได้เอวา และห้ามนายแตะต้องดินอีกเด็ดขาด ถ้าไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันใจร้ายกับผู้หญิงของนายก็แล้วกัน”
ก่อนจะตัดสายและโยนโทรศัพท์ลงที่นอนอย่างหัวเสีย
หลังหมดคาบเรียนช่วงบ่ายจิวารีเปลี่ยนชุดสำหรับออกกำลังกาย เดินเข้าไปในชมรมมวยเพื่อซ้อมเรียกเหงื่อตามปกติจนเป็นกิจวัตร หลังจากเซ็ทอารมณ์ลบๆ ออกจากหัวสมองอยู่หลายวัน และต้องหยุดชงักกับร่างสูงที่เดินสวนออกมาและกำลังจะชนกัน
“อ้าวดิน”
“จิ๋ว”
สองหนุ่มสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกัน โปรแกรมการออกกำลังกายถูกเปลี่ยนกะทันหันจากซ้อมมวยมาเป็นวิ่งข้างสนามฟุตบอลแทน และวิ่งไปคุยไป
“วันนั้นวุ่นวายไปหน่อยเลยยังไม่ได้มีโอกาสขอบคุณเธอกับแจ็คแบบจริงจังเลย”
“เป็นยังไงเหรอขอบคุณจริงจัง?” หัวเราะเบา ๆ
“ไม่รู้สิ” หน้าเข้ม ๆ ยิ้มน้อย ๆ กับคำพูดของตัวเอง
“ไม่เป็นไรหรอกนายขอบคุณไปแล้วนี่ แค่คำขอบคุณจำเป็นต้องจริงจังขนาดวิทยานิพนธ์เลยหรือไง” จิวารีพูดอย่างอารมณ์ดี
กลุ่มนักกีฬาและผู้คนที่รักสุขภาพเริ่มทยอยเดินออกมายืดเส้นยืดสายข้างสนาม เพื่อเตรียมตัวออกกำลังกายในช่วงเย็น หลังจากแสงแดดเริ่มอ่อนลงแล้ว จิวารีและอิทธิพลวิ่งเหยาะ ๆ ไปตามขอบสนามและพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ
“แล้วก็วันนั้นฉันขอโทษนายด้วยละกันที่บอกว่านายเป็นแฟนฉันต่อหน้าพี่เทน่ะ”
สายตามองตรงไปข้างหน้าขณะวิ่งและพูดกับคนข้าง ๆ แบบไม่ได้รู้สึกผิดจริง ๆ สักเท่าไหร่แต่ไม่พูดถึงเลยก็คงน่าเกลียดในความคิดของเธอ
“ไม่เป็นไร”
“แล้วตำรวจรู้หรือยังว่าคนร้ายเป็นใคร?”
“ยังไม่รู้เลย ตำรวจเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก”
“เราก็ไม่ได้มีศัตรูที่ไหนนะ ดูแล้วน่าวางแผนไว้ไม่แน่ใจว่าต้นเหตุเป็นเอวาหรือเป็นเรากันแน่”
“แต่ช่างมันเถอะต่อไปจะได้ระวังตัวไว้”
เทวฤทธิ์นั่งมองภาพสองหนุ่มสาวที่วิ่งคู่กันไปตามขอบสนาม พร้อมกับรอยยิ้มและหัวเราะกันไปขณะวิ่ง ถึงแม้จะไม่ได้ยินเสียงสนทนาระหว่างเขาและเธอ แต่ก็เดาว่าทั้งคู่ไม่ใช่แค่คนรู้จักกันเพียงผิวเผินอย่างแน่นอน
