ตอนที่ 3 คู่อริ
“ขอโทษนะฉันไม่ทันได้มอง” พูดพร้อมกับมือที่เช็ดไปด้วย
“ไม่เป็นไรเราก็ไม่ทันได้มองเหมือนกัน”
“เราเช็ดเองก็ได้”
“ไม่เป็นไรฉันเป็นคนทำเสื้อนายเลอะ” จิวารียิ้มเจื่อน ๆ สีหน้าเป็นกังวล
อิทธิพลมองหน้าหญิงสาวที่กำลังเช็ดคราบเลอะที่เสื้อให้ในระยะใกล้ ใบหน้าสวยคมอีกฝ่ายที่ปราศจากเครื่องสำอางใดๆ มีเพียงรอยฟกช้ำตามกรอบหน้า ริมฝีปากที่บ่นงึมงำเบา ๆ คนเดียว ขยับขึ้นลงจนเห็นรอยแตกที่ขอบปากด้านใน ไม่ใช่ว่าเธอโดนแฟนซ้อมมาหรอกนะ
เอวาเดินมาถึงพอดีพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มในมือที่ซื้อมาฝากเพื่อน
“ดิน...จิ๋ว”
“เอวา”
จิวารีเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียงยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ สองหนุ่มสาวผีเน่ากับโลงผุของเธอก็เดินมาถึง พร้อมกับความลอยหน้าลอยตาของเมวิกายืนอยู่ข้างกายเทวฤทธิ์
จิวารีหยุดมือที่เช็ดคราบกาแฟพร้อมกับถอนหายใจทิ้งเบือนหน้าไปทางอื่นทันที
“จิ๋วมาดูด้วยเหรอ?” รุ่นพี่เทวฤทธิ์เอ่ยทักหญิงสาว
“เปล่าค่ะมานั่งเล่น” พร้อมยักไหล่ เขาไม่ได้สลักสำคัญอะไรที่เธอต้องมานั่งดูนั่งเชียร์หรอกกระมัง
เทวฤทธิ์หันไปมองอิทธิพลพร้อมส่งยิ้ม สองหนุ่มที่เป็นนักกีฬาของชมรมเดียวกันและรู้จักกันในกลุ่มเพื่อนของเพื่อน เคยแข่งขันฟุตบอลกันหลายแมทแล้ว
“นี่จิ๋วกับดินรู้จักกันด้วยเหรอ?” คำถามจากรุ่นพี่ที่มองจิวารีและอิทธิพลสลับกัน
“อ๋อ ดินกับจิ๋วเป็นเพื่อนวาทั้งสองคนค่ะ” เป็นเอวาที่ตอบคำถามรุ่นพี่แทนเพื่อนสาว
“ดิน...เป็นแฟนเธอเหรอ?” คำถามจากเมวิกา
ความจริงหล่อนรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ เพราะเพื่อนสาวของหล่อนนั้นชอบอิทธิพลและตามจีบชายหนุ่มอยู่ แถมสืบประวัติมาเรียบร้อยแล้วว่าชายหนุ่มยังโสดสนิท แต่ที่ถามเพราะอยากให้เทวฤทธิ์เข้าใจว่าจิวารีไม่โสดแล้วแค่นั้นเอง
จิวารีเดินเข้ามาใกล้เมวิกาและยื่นหน้าเข้าหากระซิบข้างหูหล่อน
“เสือก”
ก่อนจะถอยออกมาและส่งยิ้มให้
“นังจิ๋ว” เสียงสูงอย่างลืมตัว ตาแทบถลนออกมานอกเบ้า
“ว่าไงจ๊ะ...นังเม” ยกคิ้วสูงและยิ้มให้
เมวิกาขบฟันหน้าคางบิดเบี้ยวไปมามือเกาะแขนเทวฤทธิ์แน่นเข้าไปอีก
“พี่เท” ฟ้องเป็นนัย ๆ บวกกับจริตอ้อนชายหนุ่มต่อหน้าจิวารี
“นาย...เป็นแฟนกับจิ๋วเหรอ?” เทวฤทธิ์เอ่ยถามอิทธิพลคลายข้อสงสัยในใจตัวเอง เอวาและอิทธิพลที่กำลังจะอ้าปากปฏิเสธก็ต้องอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้นเพราะจิวารีชิงตอบก่อน
“ใช่ค่ะ”
ให้รู้ไว้ด้วยไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่เห็นเธอเป็นแค่ตัวเลือก เธอเองก็มีตัวเลือกอื่นเช่นเดียวกัน สองมือบางเกาะแขนอิทธิพลไว้แต่เป็นแบบแข็งทื่อใคร ๆ ก็ดูออกว่าโกหก
เอวากะพริบตาปริบ ๆ เช่นเดียวกับอิทธิพลที่ยังงง ๆ อยู่
“ฉันคิดว่าเธอคบกับพี่เคนเสียอีก” เมวิกาพูดขึ้นมาทันที
เมื่อไหร่ยัยนี่จะไปผุดไปเกิดเสียทีนะ จิวารีถอนหายใจออกยืดยาวอย่างเหนื่อยหน่าย
“จะคบกับใครมันก็เรื่องของฉัน” ส่งสีหน้ากวนประสาทให้อย่างใจเย็น
“แต่ถ้าเธออยากได้ฉันก็จะยกให้...ฉันชอบทำบุญ” ปรายตามองรุ่นพี่
“อ่ะ...เอาไปสิ”
พร้อมกับผลักร่างอิทธิพลเข้าไปหาเมวิกา ชายหนุ่มขมวดหัวคิ้วและเซปะทะกับเมวิกาแทบเบรกไม่ทันเพราะไม่ได้ตั้งตัว มองหน้าคนผลักอย่างงง ๆ
“ฉันกลับก่อนนะเอวา บรรยากาศไม่ค่อยบริสุทธิ์หายใจไม่สะดวก” ปรายตามองรุ่นพี่และเมวิกาก่อนหมุนตัวกลับและเดินจากไปทันที
“จิ๋ว...เดี๋ยวสิ”
ไม่มีเสียงตอบรับจากจิวารีที่ก้าวฉับ ๆ ออกจากตรงนั้นไป
ที่สิงสถิตและนัดพบหลังเลิกเรียนของจิวารีและเอวา คือม้านั่งหินอ่อนข้างคณะ โดยจะมีจิวากร ตะวันและธีธัช มานั่งรวมกลุ่มด้วยอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปแล้ว จิวากรมีอายุมากกว่าทุกคนในกลุ่มแต่ก็เป็นนักศึกษาชั้นปีเดียวกัน เนื่องจากปัญหาวิกฤตทางการเงินของครอบครัวในครั้งนั้น ทำให้เขาต้องดรอปเรียนไปเป็นปี เพราะเลือกที่จะให้น้องสาวได้เรียนต่อ
“วันนี้กูกลับก่อนนะต้องเตรียมตัวไปทำงาน”
จิวากรบอกธีธัชและตะวันหลังถูกชวนให้ไปเดินดูเปิดท้ายขายของข้างมหาวิทยาลัย ขณะเก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋าสะพาย หนึ่งจ็อบหลังเลิกเรียนของเขากับตำแหน่งมือกีตาร์ของวงดนตรีในร้านอาหาร เพื่อหารายได้ช่วยครอบครัวอีกแรง
“วันนี้ฉันจะกลับเร็วหน่อยนะจิ๋ว” เอวาบอกเพื่อนสาว
“ทำไมรีบกลับล่ะ?”
“วันนี้ลุงบรรจงลาหยุดไม่มีคนมารับน่ะ” เธอหมายถึงคนขับรถของที่บ้าน
“พี่แจ็คไปส่งเอวาด้วยเลยทางเดียวกัน” จิวารีหันไปสั่งพี่ชาย
“ไม่เป็นไรค่ะพี่แจ็ควานั่งแท็กซี่ไปได้ค่ะ พี่แจ็คไปเถอะค่ะเดี๋ยวเข้างานสาย” ปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
“ไม่ต้องเลยไปกับพี่แจ็คนั่นแหละดีแล้ว อาจจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่แต่ถึงบ้านชัวร์”
“ทะลึ่ง” จิวากรหันไปมองผู้เป็นน้องดุด้วยสายตา
หมวกกันน็อกที่มีอยู่เพียงอันเดียว จิวากรเสียสละให้หญิงสาวที่น้องซ้อนท้ายมากับเขาสวมใส่ ส่วนตัวเองมีเพียงแว่นกันแดดสีดำที่ใส่กันฝุ่นเท่านั้น ขับลัดเลาะตามซอกซอยเพราะหลีกเลี่ยงกับตำรวจจราจรที่นักศึกษารู้ดีว่ามีอยู่จุดใดบ้างใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย ชายหนุ่มเคยมาส่งจิวารีที่คอนโดของเอวาแล้ว ในครั้งที่สองสาวทำรายงานกลุ่มร่วมกัน
มือบางจับชายเสื้อของจิวากรไว้หลวม ๆ เพราะไม่กล้าสัมผัสร่างกายของพี่ชายเพื่อน และขยุ้มแน่นขึ้นเมื่อชายหนุ่มบิดเร่งความเร็ว ลูกคุณหนูที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์สักเท่าไหร่ ถึงแม้จะเคยซ้อนท้ายกับเพื่อนสาวบ้างแต่เป็นแค่ระยะทางใกล้ ๆ เท่านั้น
มือที่จับชายเสื้อคว้าหมับเข้าที่เอวสอบทันที เมื่อจิวากรนึกสนุกบิดคันเร่งกะทันหันแล้วปล่อยให้รถกระตุก ซิกแซ็กซ้ายขวาฉวัดเฉวียนไปมาบวกกับบิดคันเร่งและแตะเบรกสลับกันโดยที่ไม่ลดความเร็วลงเลย เอวาซบหน้าลงกับแผ่นหลังหลับตาปี๋ด้วยความกลัวสวมกอดจิวากรไว้แน่น ไม่กล้าที่จะลืมตาขึ้นมารู้ตัวอีกทีก็ถึงคอนโดแล้ว
“ไม่ลงเหรอ?”
เสียงคนขับที่ถามหลังจากจอดรถแล้วแต่เธอยังกอดเขาแน่นอยู่ หญิงสาวรีบผละออกทันที มองไปโดยรอบกับสถานที่คุ้นตา
“ถึงแล้วเหรอคะ?”
ก้าวลงจากรถเครื่องพร้อมกับขาที่สั่นเทาบวกกับเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก เดินเข้าคอนโดแบบงง ๆ
“เดี๋ยวก่อน” เสียงเรียกจากชายหนุ่ม
“คะ?”
“หมวกกันน็อก”
“อ๋อ”
ถอดหมวกกันน็อกที่สวมอยู่ส่งคืนให้ชายหนุ่มตีนผี
“ขอบคุณพี่แจ็คมากนะคะที่มาส่งวาไปก่อนนะคะ” เกือบลืมคำขอบคุณเสียแล้ว ส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้ชายหนุ่มและเดินเข้าคอนโดแบบเบลอๆ จิวากรหัวเราะมุมปาก
“ยัยบ๊องเอ้ย” ส่ายหน้าก่อนจะขับรถกลับออกไป
อารมณ์ขุ่นมัวที่ขังอยู่ในหัวตลอดทั้งวันไม่ยอมคลายออกของจิวารี แม้จะหากิจกรรมทำแต่ในใจก็ยังคงอึมครึมอยู่อย่างนั้น กับภาพเหุตการณ์ในมหาวิทยาลัยเมื่อวาน มันหงุดหงิดในอารมณ์จนอยากจะกระชากจิกหัวของสองคนคู่รักเมวิกาและเทวฤทธิ์มาโขกกันสลับกับขอบโต๊ะคงสะใจดีไม่น้อย แต่นั่นมันเป็นเพียงแค่ความคิดของเธอเท่านั้น
หญิงสาวเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดกีฬาเดินเข้าชมรมมวยด้วยใบหน้าบึ้งตึงพร้อมบวก
“อ้าวไอ้จิ๋ววันนี้มาเหรอ?”
“หวัดดีค่ะพี่เคน” ยกมือไหว้ทักทายด้วยใบหน้าที่บอกบุญไม่รับ
“เป็นไรของมันวะ?” พี่เคนเกาหัวงง ๆ
ก่อนจะตรงไปที่กระสอบทรายด้านหลัง ไม่พูดพร่ำพรรณนาใด ๆ กับใคร สวมนวมมวยเสร็จก็ฟาดใส่แบบไม่ยั้ง ระบายอารมณ์ลงกระสอบทรายที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยอย่างไม่ปรานีอยู่นานสองนานจนเหงื่อเปียกโชกไปทั้งร่าง
อิทธิพลยืนมองเพื่อนหญิงของเอวาที่กำลังออกอาวุธกับกระสอบทรายอย่างอัดอั้น เหมือนทะเลาะกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แสดงว่ารอยฟกช้ำบนใบหน้าสวยที่เขาเห็นเมื่อวานคงไม่ใช่ถูกแฟนซ้อมแล้วกระมัง พลันภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็ผุดขึ้นมา กับคำถามที่คาดเดาเอาเองในใจชายหนุ่ม
เมื่อความอัดอั้นถูกปลดปล่อยจนรู้สึกโล่ง จิวารีเก็บสัมภาระและเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเดินออกมาเตรียมตัวกลับบ้าน
“จิ๋ว”
เสียงเรียกที่คุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง หญิงสาวหันกลับมามองต้นเสียง ขาที่กำลังก้าว
ชงักอยู่ครู่หนึ่ง
“พี่ขอเวลาคุยแป็บนึงได้ไหม?” เทวฤทธิ์เอ่ยถามด้วยใบหน้าไม่สู้ดีนักเพราะกลัวถูกปฏิเสธ
“พี่เทมีอะไรเหรอคะ?”
สองหนุ่มสาวยืนคุยกันตรงทางออกเทวฤทธิ์ที่พยายามชวนให้เธอเดินไปนั่งที่ม้าหินอ่อนด้านข้างชมรม แต่จิวารีปฏิเสธอ้างว่าจะรีบกลับ ชายหนุ่มมาดักรอเธอที่ชมรมทุกวัน จากที่พยายามหาโอกาสหลายครั้งเพื่อปรับความเข้าใจกับหญิงสาว ที่จู่ ๆ ก็หมางเมินและเฉยชาใส่เขาแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แถมตัดการติดต่อกับเขาทุกช่องทางแบบที่เจ้าตัวยัง งง ๆ อยู่ว่าทำผิดอะไร
“พี่เทมีอะไรพูดมาได้เลยค่ะจิ๋วมีเวลาไม่มาก”
พูดพลางยกข้อมือขึ้นมองเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา เทวฤทธิ์ถอนหายใจ
“พี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา อยู่ดี ๆ จิ๋วก็เฉยเมยกับพี่ ทั้งที่เรา...”
“พี่เท” เธอพูดขัดขึ้นขณะที่เขายังพูดไม่จบ
“จิ๋วไม่ชอบอ้อมค้อมค่ะมันเสียเวลา เมก็พูดชัดเจนแล้วว่าเธอกับพี่เป็นแฟนกัน จิ๋วไม่ได้ว่างขนาดที่จะมานั่งแย่งผู้ชายกับใครหรอกนะคะ เรื่องของเรามันจบตั้งแต่ยัยเมส่งรูปพี่กับมันนอนอยู่บนเตียงด้วยกันมาให้จิ๋วแล้วค่ะ”
เทวฤทธิ์หน้าเจื่อนลงทันทีเพิ่งถึงบางอ้อก็วันนี้เอง ไม่คิดว่าความเมาในคืนเดียวของเขาจะถูกเมวิกาปล้นความสุขไปจนหมดหน้าตักขนาดนี้
“จากนี้ไปเราก็แค่คนเคยรู้จักกันเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกันอีก”
“ไปนะคะ”
และเดินจากไปอย่างไม่มีเยื่อใยเลยสักนิด ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนอึ้งกิมกี่อยู่ตรงนั้น
