บทที่ 1.8
“แล้ว...” เหม่ยเซียนรอคอยคำตอบจากเขาอย่างจดจ่อ
“แน่นอนข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใครและทำไมต้องมาที่นี่ แต่ข้าจะบอกเหตุผลกับเจ้า หลังจากที่เจ้าไปพบคนที่ข้าจะพาไปพบเสียก่อน”
“อีกคำถามนะเจ้าคะ” เอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองยังโลงน้ำแข็ง
“เช่นกันกับคำถามข้อนี้ ข้าจะตอบเจ้าหลังจากนี้เช่นกัน มาเถิดเหม่ยเหรินมากับข้า”
“เดี๋ยวนะเจ้าคะเมื่อครู่ท่านเรียกข้าว่า...”
“เหม่ยเหริน”
“แต่ชื่อของข้าคือเหม่ยเซียน”
เขายิ้ม “มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปพบคนผู้หนึ่ง” จื่อชิงเพียงเดินนำหน้าไป
หญิงสาวหน้ามุ่ยเพราะไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เธอตั้งใจจะบอกหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เดินตามเขาไปอย่างไม่มีทางเลือก มือที่ยังคงกำจี้หยกแก้วเอาไว้แน่นคลายออกแล้วสวมมันกลับไปบนลำคอ
ก่อนเดินออกมาจากถ้ำน้ำแข็งแห่งนั้น เหม่ยเซียนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองโลงน้ำแข็งซึ่งบัดนี้ช่องที่เธอเพิ่งจะก้าวออกมาได้ถูกปิดผนึกไปแล้ว
“ข้าไปแล้วนะเจ้าคะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาไม่ได้รับสัญญาณตอบรับใดๆ หญิงสาวได้แต่สงสัยว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกใจหายเช่นนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วแทบจะไม่รู้จักกับชายหนุ่มที่ไม่ตอบสนองกับเสียงกระซิบผู้นั้นด้วยซ้ำ
เมื่อเดินพ้นปากถ้ำน้ำแข็งที่หนาวเย็น เหม่ยเซียนก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ลานกว้างสุดลูกหูลูกตาข้างหน้าคือปุยเมฆสีขาว โอบล้อมตำหนักลอยฟ้าที่กระจายกันไปตามจุดต่างๆ แต่ละตำหนักมีสะพานสีขาวทอดยาวเชื่อมเข้าหากัน ตรงจุดสูงสุดที่มองเห็นนั้นเป็นตำหนักที่ยิ่งใหญ่และดูอลังการที่สุดในบรรดาตำหนักทั้งหมด
หญิงสาวตกตะลึงจนพูดไม่ออก ได้แต่เงยหน้ามองสิ่งต่างๆ รอบกายด้วยความตื่นตาตื่นใจ กระทั่งในยามที่หันหลังกลับไปมองถ้ำน้ำแข็งที่ตนเพิ่งจะเดินออกมา หญิงสาวจึงได้รู้ว่าเหนือถ้ำน้ำแข็งนั้นยังมีตำหนักที่ใหญ่ไม่แพ้ตำหนักต่างๆ ลดหลั่นกันลงไปอีกทอดหนึ่ง
“ตำหนักเทพมังกรขอต้อนรับ” จื่อชิงพอจะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว ทว่าเขาต้องการให้อีกฝ่ายใช้เวลาทำความเข้าใจในสถานการณ์ช้าๆ เพราะนั่นอาจทำให้นางค่อยๆ ฟื้นคืนความทรงจำ
ยิ่งนางคืนความทรงจำได้เร็วเท่าไร เรื่องการนำจิตวิญญาณเทพมังกรกลับมาเข้าร่าง ก็จะยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วเท่านั้น
การที่เขาต้องรีบไปนำตัวนางกลับมาจากโลกมนุษย์ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลานั้น เพราะพลังที่หลงเหลือในร่างเทพของจื่อหมิงเริ่มถดถอยลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งนั่นก็เท่ากับความสมดุลของสวรรค์ พื้นดิน และมนุษย์เริ่มสั่นคลอน
พลังของเทพมังกร นอกจากช่วยรักษาสมดุลของความว่างเปล่าแล้ว ยังใช้ปิดผนึกประตูระหว่างแดนสวรรค์ และภพมาร หากไร้ซึ่งพลังที่ใช้ในการปิดผนึก ประตูระหว่างแดนสวรรค์และภพมารก็จะถูกทำลาย เหล่ามารและอสูรร้ายที่ถูกขังเอาไว้ก็จะหนีออกมาก่อกรรมทำเข็ญ สร้างความเดือดร้อนอันใหญ่หลวงไม่ว่าจะต่อโลกมนุษย์หรือแดนสวรรค์เองก็ตาม
ประตูสู่ภพมารดังกล่าวก็คือถ้ำน้ำแข็งที่เก็บรักษาร่างของเทพมังกรจื่อหมิง ทั้งนี้ก็เพื่อให้พลังของเทพมังกรที่หลงเหลืออยู่ สามารถปิดผนึกประตูสู่ภพมารเอาไว้ให้ได้นานที่สุด
ด้วยเหตุที่ประตูอยู่ใกล้กับแดนสวรรค์มาก จึงเป็นสาเหตุที่ทวยเทพทั้งหลาย เริ่มคิดหาหนทางป้องกันเกิดหายนะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
จื่อชิงเสนอให้นำเทพธิดาเหม่ยเหรินกลับมาก่อนกำหนด และเขาจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการช่วยเหลือนาง เพื่อทำให้นางคืนความทรงจำให้เร็วที่สุด
“เจ้าต้องไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้กับพระนางซีหวังหมู่” จื่อชิงเอ่ยขึ้นเมื่อมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเหม่ยเซียน
“ข้าตายไปแล้วหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนเอ่ยถามออกมาเสียงแผ่ว ในที่สุดก็ดูเหมือนหญิงสาวจะหาเสียงตัวเองเจอแล้ว เนื่องจากตลอดทางที่เดินตามจื่อชิงมานั้น หญิงสาวเอาแต่มองไปรอบกายด้วยอาการตื่นตะลึง
“ทุกสรรพสิ่งมีเกิดย่อมต้องมีแตกดับ เจ้าจะกลัวไปไย” จื่อชิงกล่าวเมื่อมองเห็นสีหน้าของหญิงสาว
แม้ว่าระยะห่างจากตำหนักแต่ละตำหนักจะไกลมาก แต่ตอนที่เหม่ยเซียนเดินตามจื่อชิงมานั้นกลับดูเหมือนก้าวเดินเพียงแค่ไม่ถึงสิบก้าว ราวกับว่าเมื่อก้าวเท้าออกไปนั้นสะพานที่เชื่อมระหว่างตำหนักจะช่วยย่นระยะทางให้สั้นลงกว่าที่สายตามองเห็น
“จำไว้หากเจ้าอยากตอบก็จงตอบ แต่หากไม่อยากตอบหรือไม่รู้ก็จงพูดไปตามนั้น สิ่งที่เจ้าพูดต่อไปนี้สำคัญมาก สำคัญต่อทั้งทวยเทพและเทพมังกร”
“เทพมังกร...เขา...คนที่นอนอยู่ในถ้ำน้ำแข็งผู้นั้น”
“ใช่ เขาก็คือเทพมังกรจื่อหมิง สวามีของเจ้า”
“หะ...หา!” เหม่ยเซียนอุทานออกมาเสียงหลง
หญิงสาวไม่เห็นรู้ตัวสักนิดว่าตัวเองมีสวามี ก็เธอยังไม่ได้แต่งงานเลยนี่นา ที่สำคัญแม้แต่แฟนสักคนก็ยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ แล้วทำไมขึ้นลิฟต์มาถึงที่นี่เพียงวันเดียวถึงได้มีสวามีโผล่มา หนำซ้ำเขายังเป็นถึงเทพมังกรอีกต่างหาก
นี่มันออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!!
แทนที่จื่อชิงจะพาเหม่ยเซียนไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ยังท้องพระโรงสวรรค์ แต่เขากลับนำทางนางเข้าไปยังลานแห่งเทพธิดา ซึ่งที่นั่นพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ดได้ทรงรออยู่ก่อนแล้ว
“จากตรงนี้เจ้าต้องเข้าไปเพียงลำพัง”
“แต่ว่าท่าน...”
