บทที่ 1.9
“เรียกข้าว่าจื่อชิง”
“ท่านเป็นเทพอสูรมังกรเขียวใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับท่าน ยังมี...เทพอสูรทั้งสาม ตอนที่รอให้มีคนช่วยออกมาจากโลงน้ำแข็ง”
“ข้ากับเจ้าเคยเป็นสหายกัน ดังนั้นเรียกข้าว่าจื่อชิง จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าจะไปรอเจ้าตรงนั้นไม่ต้องกลัว” พูดจบเขาก็ชี้ไปยังต้นกุ้ยฮวา ที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าวจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ จากนั้นก็ยิ้มให้เหม่ยเซียนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ทำไมเล่าเจ้าคะ”
“ที่นี่คือลานแห่งเทพธิดา ข้าเป็นเทพอสูรทั้งยังเป็นบุรุษ”
ความหมายก็คือมีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่เข้าไปได้นั่นเอง นั่นก็คือที่มาของชื่อลานเทพธิดา ซึ่งพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงพระราชทานให้ หลังจากที่ทรงร่ายคาถาเอาไว้เพื่อให้เทพธิดาทั้งเจ็ดพระองค์ทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ โดยไร้ซึ่งเงาบุรุษเข้ามารบกวน
ไม่รู้ว่าหญิงสาวรู้สึกไปเองหรือไม่ เพราะในยามที่ก้าวเข้าเดินผ่านกอดอกชุนหลัน ซึ่งปลูกเป็นแนวยาวล้อมรอบลานเทพธิดา นางสังเกตเห็นว่าพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ด ต่างก็พากันถอนใจก่อนยิ้มแย้มทันที
“เหม่ยเหรินมานี่สิ”
พระนางซีหวังหมู่เรียกนางด้วยชื่อที่จื่อชิงเรียกก่อนหน้า ดังนั้นเหม่ยเซียนจึงมั่นใจว่านั่นคงเป็นการเรียกตนอย่างแน่นอน ร่างเล็กนั่งลงแล้วค่อยๆ คลานเข้าไป เนื่องจากพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงประทับอยู่บนแท่นศิลาซึ่งสูงจากพื้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว องค์เง็กเซียนทรงติดราชกิจ เจ้าอาจจะไม่ได้เข้าเฝ้าพระองค์ในเร็ววันนี้ เจ้า...ยังคงงดงามเช่นในวันวาน รู้สึกเช่นไรบ้างพอจะจดจำอะไรได้บ้างหรือยัง”
เหม่ยเซียนทำตามที่จื่อชิงบอกนางคือตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นางจึงได้แต่ส่ายหน้า แต่นึกขึ้นได้ว่านั่นคงจะเป็นการเสียมารยาท ดังนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบออกไปเสียงเบา “ยังไม่ได้เพคะ ที่จริงหม่อมฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมต้องมานั่งอยู่ตรงนี้”
แม้คำตอบนั้นจะไม่ใช่คำตอบที่พระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงต้องพระประสงค์แต่ก็ยังทรงแย้มพระสรวลออกมา ทรงทอดพระเนตรยังใบหน้าผุดผ่องของเหม่ยเซียน ซึ่งเหมือนกันกับเทพธิดาเหม่ยเหรินทุกประการนิ่ง ก่อนมองไปยังสร้อยที่ยังอยู่บนลำคอของอีกฝ่าย
“ส่งสร้อยนั่นมาให้เรา”
“เพคะ” แม้จะประหลาดใจแต่เหม่ยเซียนหรือจะกล้าปฏิเสธ หญิงสาวปลดสร้อยแล้วส่งไปให้โดยดี ทว่าสายตาก็มองตามไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“หยกแก้วนี้จะนำทางให้เจ้าไปตามหาชะตาลิขิตของตัวเจ้าเอง แม้นพลัดพรากก็จักพานพบ หากพานพบแล้วก็สุดแท้แต่การเลือกของเจ้าเถิด”
ทรงตรัสเพียงเท่านั้นแล้วโบกพระหัตถ์เหนือจี้หยกแก้ว จากนั้นจี้หยกแก้วอันนั้นพลันเปลี่ยนเป็นปิ่นเงินที่ส่วนปลายด้านบนมีมังกรสีทองโอบกอดหยกแก้ว ประดับด้วยดอกโบตั๋นเล็กๆ น่ารักดอกหนึ่ง ทว่าตัวอักษรที่เคยปรากฏด้านในหยกแก้วกลับหายไปแล้ว
“จากนี้ไปนามของเจ้าคือเหม่ยเหริน ปิ่นนี้เก็บเอาไว้กับตัว เทพอสูรจื่อชิงจะพาเจ้ากลับไปยังตำหนักหวงหลง จงพำนักอยู่ที่นั่น เพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองว่าเหตุใดเจ้าจึงมานั่งอยู่ตรงนี้ต่อหน้าเรา”
“พวกเราส่งของขวัญไปแล้ว”
“เจ้าต้องชอบแน่ๆ น้องเหม่ยเหริน”
เทพธิดาที่นั่งอยู่ต่างก็พากันเข้ามาล้อมรอบตัวหญิงสาว ทันทีที่พระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงอนุญาตให้นางออกไปจากลานเทพธิดา
พวกนางต่างก็เรียกนางอย่างสนิทสนมว่าน้องเหม่ยเหริน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เหม่ยเซียนได้รับรู้จากเหล่าเทพธิดาทั้งเจ็ดคือ นางเคยเป็นถึงเทพธิดาผู้ควบคุมดูแลกาลเวลา ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่กับองค์เง็กเซียนฮ่องเต้มาก่อน
อะไรจะน่าตื่นตระหนกปานนั้น!!!
“เป็นอะไรไปหรือ” จื่อชิงถามขึ้นเพราะเหม่ยเซียนเอาแต่เดินตามเขามาเงียบๆ หลังจากที่ได้เข้าเฝ้าพระนางซีหวังหมู่
“เมื่อวานข้าคือเหม่ยเซียน เด็กกำพร้าที่ไม่รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง แต่มาวันนี้ข้ากลับกลายเป็นเทพผู้ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์ ข้ากลายเป็นเทพธิดานามเหม่ยเหริน เป็นชายาเทพมังกรจื่อหมิงผู้ถ่วงสมดุลของแดนสวรรค์ ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้กับพระนางซีหวังหมู่ ท่านจะให้ข้าเป็นอะไรไปได้เล่า”
เหม่ยเซียนพูดออกมาด้วยท่าทางเหม่อลอย ความตื่นตระหนกทำให้สติของนางยังคงสับสน ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังคงพยายามรักษาสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุด
“เอาเถิดข้าผิดเองที่ถาม เอาเป็นว่าข้าจะให้เวลาเจ้าได้มีเวลาทำใจสักเล็กน้อย ก่อนที่จะ...”
“จะอะไรหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนขมวดคิ้วมองจื่อชิงที่หยุดเดิน เขามองไปด้านหน้าก่อนจะถอนใจออกมา
“คงไม่ได้แล้ว เพราะพวกเขามากันแล้ว” เพิ่งกล่าวจบก็มีเสียงทักทายขึ้นทันที
“มากันแล้วหรือพวกเรารอกันตั้งนาน” โม่เฉินส่งเสียงขึ้นเป็นคนแรกทั้งยังเดินตรงเข้ามาหาเหม่ยเซียน “เหมือนเดิมจริงๆ ด้วยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”
“นั่นสิ” ชางอี้เสริม
“เปลี่ยนสิทำไมจะไม่เปลี่ยน” ผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งจับจ้องเหม่ยเซียนมานับตั้งแต่หญิงสาวเดินใกล้เข้ามา
“ตรงไหนหรือ” แม้แต่จื่อชิงยังอดที่จะสงสัยไม่ได้
