บทที่ 1.7
กว่าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่จะไปถึงบ่อพันวิญญาณ ดวงจิตแห่งเทพธิดาของเทพธิดาเหม่ยเหรินก็แทบจะดับสูญ ทั้งที่เทพมังกรจื่อหมิงใช้จิตวิญญาณของตนปกป้องดวงจิตและวิญญาณของนางเอาไว้
หลังจากเกิดเรื่องขึ้นเทพมังกรจื่อหมิงไม่อาจฟื้นคืนสติ ไม่มีผู้ใดออกมาให้ความกระจ่าง องค์เง็กเซียนฮ่องเต้มีพระราชโองการห้ามผู้ใดเอ่ยถึง ทั้งยังรับสั่งให้เทพมังกรเขียวจื่อชิงย้ายร่างของเทพมังกรจื่อหมิงกลับไปยังตำหนักหวงหลง ก่อนจะสร้างสุสานน้ำแข็งขึ้นเพื่อเก็บรักษาร่างที่ไร้ซึ่งดวงจิตของเทพมังกรเอาไว้ เนื่องจากพลังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในร่างของเทพมังกรจื่อหมิงถูกผนึกเพื่อรักษาสมดุลของแดนสวรรค์
...หากร่างเทพมังกรจื่อหมิงยังคงอยู่ สมดุลของความว่างเปล่า และสมดุลแห่งแดนสวรรค์ก็จะยังคงอยู่เช่นกัน
องค์เง็กเซียนฮ่องเต้มีพระบัญชาให้ขุนพลสวรรค์รับผิดชอบที่ละเลยหน้าที่ จนเป็นเหตุให้เทพธิดาและเทพมังกรตกลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ทั้งที่เส้นทางจากสวรรค์ไปยังอาศรมโชคชะตานั้น เป็นคนละเส้นทางกับเส้นทางที่จะไปยังบ่อพันวิญญาณ ดังนั้นขุนพลสวรรค์นับยี่สิบชีวิตจึงสละชีพลงไปในบ่อพันวิญญาณ เพียงเพื่อค้นหาดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหริน ซึ่งยังคงถูกห่อหุ้มด้วยดวงจิตแห่งเทพมังกร ทว่ากว่าจะถูกช่วยขึ้นมาดวงจิตอันอ่อนแรงก็ยังคงไม่ครบสมบูรณ์
ทวยเทพทั้งหลายพบว่าดวงจิตทั้งสามของเทพมังกรนั้นหลงเหลือเพียงหนึ่ง ทั้งยังถูกผนึกเอาไว้กับดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหรินจนไม่อาจแยกออกจากกัน
มีเพียงหนทางเดียวคือต้องฟื้นฟูดวงจิตขึ้นมาพร้อมๆ กันสองดวงเท่านั้น จึงสามารถนำดวงจิตของเทพมังกรจื่อหมิงกลับมาเข้าร่าง
เพื่อช่วยให้รวบรวมดวงจิตและวิญญาณซึ่งถูกบ่อพันวิญญาณแผดเผาทำลาย พระนางซีหวังหมู่ตัดสินพระทัยใช้ดวงแก้วแห่งกาลเวลาช่วยเยียวยาดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหริน
กระนั้นเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังคงต้องเกิดและแตกดับจนครบหนึ่งร้อยครั้ง เพื่อให้จิตวิญญาณของนางกลับมาสมบูรณ์ ทวยเทพจึงจะสามารถแยกดวงจิตของเทพมังกรจื่อหมิงออกมาได้
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นการจะส่งเทพธิดาไปเกิดยังโลกมนุษย์ จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีชะตากล้าแข็งเป็นผู้ให้กำเนิด เนื่องจากจิตวิญญาณของคนผู้นั้นจะช่วยหล่อหลอมให้เทพธิดาเหม่ยเหรินแข็งแกร่งเร็วขึ้น...
“พวกท่านออกไปก่อนข้าจะจัดการเอง”
จื่อชิงกล่าวกับบรรดาเทพสวรรค์ที่รับหน้าที่เฝ้าดูแลถ้ำน้ำแข็ง ตามพระบัญชาของเง็กเซียนฮ่องเต้
“แต่ว่า...”
“ข้าจะเป็นคนพานางออกไปเอง อย่างไรเสียตอนนี้นางก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ดวงวิญญาณทั้งเจ็ดยังไม่ผสานกันเต็มที่ แม้จะมีหนึ่งดวงจิตของเทพมังกรคอยคุ้มครอง แต่ความทรงจำของนางก็ยังไม่กลับคืนมา แม้พวกท่านจะถามอะไรนางก็ยังไม่อาจตอบสิ่งใดได้”
“เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว”
จื่อชิงมองเหล่าเทพสวรรค์ที่ค่อยๆ ทยอยเดินออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขารู้ดีว่าทั้งหมดร้อนใจเพียงใด เพราะเขาเองก็ไม่ได้ต่างไปจากทวยเทพเหล่านั้นนัก
เรื่องราวในวันนั้นเขาเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไม่น้อยไปกว่าเง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ ทั้งเรื่องที่ว่าเหตุใดเทพธิดาเหม่ยเหรินจึงต้องการหย่าขาดจากเทพมังกรจื่อหมิง
และเหตุใดในวันนั้นนางจึงตัดสินใจไปยังบ่อพันวิญญาณ
ที่สำคัญ...เหตุใดเทพมังกรจื่อหมิงซึ่งสมควรอยู่ที่หอประชุมของทวยเทพ กลับไปปรากฏตัวที่นั่นกับนางด้วย
ฝาของโลงน้ำแข็งพันปีค่อยๆ ละลายจนเกิดเป็นช่องขนาดใหญ่ ใบหน้างงงันของเหม่ยเซียนโผล่ออกมาช้าๆ ดวงตาที่จับจ้องเทพอสูรมังกรเขียวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่ถึงเป็นอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังก้าวออกมา โดยไม่ลืมหันไปมองบุรุษที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในโลงนั้นให้เต็มตา
“ฉันไปแล้วนะคะ” เหม่ยเซียนกระซิบบอกลาเขาทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือไม่
จื่อชิงหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู “เจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวลาเพราะอีกไม่นานเจ้าต้องได้พบกับเขาอย่างแน่นอน”
เหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา
“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้
“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเล
เหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดินแล้วหันมามอง “ท่านรู้หรือเจ้าคะว่าข้าเป็นใคร” หญิงสาวรีบแก้ประโยคคำถามเมื่อครู่ทันควัน
“ดีมาก”
