บทที่ 1.4
คืนนั้นจำได้ว่าเหม่ยเซียนตกใจจนแม้จะลืมตาตื่น แต่หัวใจกลับยังคงเต้นรัวด้วยความหวาดผวา ทว่าในความหวาดหวั่นนั้นกลับปะปนมาด้วยความเสียดาย ...เธอยังไม่ทันได้มองหน้าเขาให้ชัดๆ เพราะนับจากวันนั้นเธอก็ไม่ได้ฝันแบบนั้นอีกเลย
“สามปีแล้วสินะ” เหม่ยเซียนพึมพำคนเดียวเสียงเบา สามปีแล้วที่เธอไม่ได้ฝันถึงสถานที่แห่งนั้น กระทั่งเรียนจบและกลับมาอยู่ที่เมืองไทย
“ฝันแบบเดียวกันซ้ำๆ ยังว่าไม่แปลกอีก พลอยว่านะเหม่ยเหม่ยโทรหาคุณแม่ดีไหม เรื่องนี้อาจมีอะไรมากกว่าที่เหม่ยเหม่ยคิดก็ได้นะ”
“เอางั้นเหรอ” เหม่ยเซียนลังเลเนื่องจากคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร “แต่เหม่ยเหม่ยไม่ได้ฝันแบบนั้นมานานแล้วนะ”
“นั่นสินะหนังสือเล่มนี้ออกตั้งสามปีแล้ว” พิมพ์พลอยทำท่าคิดหนัก
“ถ้าอย่างนั้นพลอยกลับจากจีนเมื่อไหร่ เรากลับไปชวนคุณแม่ไปทำบุญด้วยกันเลยดีไหม” เหม่ยเซียนเสนอ
“ดีเลย” พิมพ์พลอยรีบรับคำทันทีที่ได้ยินว่าเหม่ยเซียนจะกลับไปเชียงใหม่ด้วย
“งั้นรีบไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว เครื่องออกกี่โมง”
“สิบโมง ตอนนี้เพิ่งหกโมงครึ่งยังทันน่า”
“ไม่ได้หรอกรถติดจะตาย ยิ่งวันทำการแบบนี้ด้วยแล้ว ไปอาบน้ำเถอะ เหม่ยเหม่ยจะไปชงกาแฟ” พูดจบทั้งสองก็ลุกจากเตียงนอนพร้อมๆ กัน ก่อนจะเดินแยกย้ายคนหนึ่งเดินเข้าครัว อีกคนก็เดินเข้าไปอาบน้ำ
หลังส่งพิมพ์พลอยที่สนามบินเหม่ยเซียนกลับมาถึงคอนโดเกือบเที่ยง ระหว่างกำลังเดินเข้าไปยังลิฟต์ของคอนโดหญิงสาวบังเอิญเหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนกำลังยืนอยู่หน้าลิฟต์ มือทั้งสองข้างของเขามีข้าวของพะรุงพะรัง และกล่องที่วางซ้อนกันก็บดบังใบหน้าของคนถือจนมิด
หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปเสนอตัวช่วย เนื่องจากมองออกว่าเขาไม่อาจกดปุ่มเพื่อเรียกลิฟต์ได้ “หนูช่วยค่ะคุณลุง ขึ้นข้างบนใช่ไหมคะ” เหม่ยเซียนเอ่ยถามก่อนจะกดเรียกลิฟต์แล้วหันกลับมามองชาววัยกลางคนคนนั้น
“มาค่ะหนูช่วยถือ” พูดจบก็ยื่นมือไปรับกล่องที่ตั้งอยู่บนสุดมาช่วยถือเอาไว้
“ขอบใจนะแม่หนูช่วยกดชั้นเก้าให้ลุงที”
“เอ๋ ชั้นเก้านะคะ พอดีหนูอยู่ชั้นสิบค่ะ” เหม่ยเซียนตอบอีกฝ่ายยิ้มๆ เมื่อมาถึงชั้นเก้าเหม่ยเซียนที่กำลังจะก้าวตามพลันชะงัก เพราะชายวัยกลางคนที่เดินออกไปก่อนนั้นหันกลับมายิ้มให้ พร้อมกับวางข้าวของทั้งหมดลงตรงหน้าลิฟต์ เขายื่นมืออกมารับกล่องที่หญิงสาวช่วยถือเมื่อครู่
“ส่งมาเถอะลุงถือเองได้ จากนี้หนูยังต้องไปต่ออีกไกล ลุงส่งได้แค่นี้ นี่...ใช่ของของหนูหรือเปล่า”
ชายวัยกลางคนส่งบางอย่างคืนให้เหม่ยเซียน ทันทีที่หญิงสาวมองเห็นก็ต้องเบิกตามกว้าง พร้อมกับรีบยื่นมือออกไปรับเอาไว้ เนื่องจากมันคือสร้อยหยกแก้วซึ่งสมควรอยู่ที่ลำคอของเธอ แต่เพราะอะไรจึงไปอยู่กับชายผู้นี้ได้ล่ะ!!!
ยังไม่ทันได้ถามประตูลิฟต์ก็ดันปิดลงเสียก่อน เหม่ยเซียนรีบยื่นมือออกไปกดปุ่มเพื่อเปิดประตูลิฟต์แต่ไม่ว่าจะกดเท่าไรมันก็ไม่ยอมเปิด อีกทั้งตัวเลขที่อยู่บนลิฟต์ที่ยังกะพริบสลับกันไปมาเหมือนกำลังขัดข้อง
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แสงไฟภายในตัวลิฟต์ที่ดับพรึบลงและความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนน่ากลัว ทำให้เหม่ยเซียนทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนจะกดปุ่มฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ทำงาน
“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วยฉันติดอยู่ในลิฟต์!”
เหม่ยเซียนทั้งทุบประตูและกรีดร้อง ใบหน้าแตกตื่นเงยขึ้นมองกล้องวงจรปิดในลิฟต์ด้วยความหวังว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยจะมองเห็น
แต่หญิงสาวไม่ได้รู้เลยว่าภาพที่ปรากฏขึ้นในจอภาพของกล้องวงจรปิดนั้น คือภาพภายตัวในลิฟต์ที่ว่างเปล่า และเสียงกรีดร้องที่เธอคิดว่าดังที่สุดนั้น คนที่เดินผ่านไปมาหน้าลิฟต์กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย...
หน้าประตูลิฟต์ชั้นเก้าซึ่งเป็นที่ที่ชายวัยกลางคนยืนอยู่ รูปลักษณ์ของชายคนนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้าหล่อเหลายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยตอนที่มองไปยังประตูลิฟต์
“ขอให้การเดินทางของเจ้าราบรื่น เทพธิดาเหม่ยเหริน” กล่าวจบร่างของเขาก็หายวับไปพร้อมกับแสงสีเขียวจางๆ
ท่ามกลางความมืดรอบกายเหม่ยเซียนพยายามยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก สัมผัสบางอย่างใต้ร่าง ทำให้ต้องชะงักและเริ่มตั้งสติ ลำดับความคิดเริ่มทำงานอย่างหนักเมื่อตระหนักได้ถึงบางอย่างที่น่าตื่นตระหนก
หญิงสาวใช้มือสองข้างที่ขยับแสนลำบากดันตัวขึ้น ในหัวก็พยายามเรียบเรียงความทรงจำทั้งหมด แต่ศีรษะด้านหลังกลับฟาดเข้ากับของแข็งอย่างจังจนต้องส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บ
“นั่นสินะฉันนี่มันโง่จริงๆ เลย” พูดกับตัวเองจบเหม่ยเซียนก็ทิ้งตัวลงไปนอนคว่ำตามเดิม
ผ่านไปสักระยะสายตาที่เริ่มปรับเข้ากับความมืดก็เริ่มชิน แม้ว่าแสงที่ส่องเข้ามาจะมีไม่มาก แต่นั่นก็ช่วยให้หญิงสาวมองเห็นทุกอย่างรอบกายได้ลางๆ
ภาพตรงหน้ายืนยันทุกอย่างที่คิดได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หญิงสาวเคยเห็นสถานที่แห่งนี้ แต่ทุกครั้งมันเป็นแค่ความฝันไม่ใช่การมาเยือนด้วยตัวเองอย่างเช่นตอนนี้!
“คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมฉันถึงฝันเห็นคุณ แล้วทำไมฉันต้องมาที่นี่ นี่เป็นความฝันหรือเปล่า...” พูดจบก็ขมวดคิ้วเพราะความเจ็บที่ศีรษะด้านหลังยังคงชัดเจน ตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอเมื่อครู่นั้นเธอเพียงแค่ต้องการปลอบใจตัวเองเท่านั้น
