บทที่ 1.3
“พลอยเห็นเหม่ยเหม่ยเป็นพี่สาว ทั้งรัก เคารพและถือเป็นแบบอย่าง แต่เหม่ยเหม่ยทำแบบนี้กลับไม่ปรึกษาพลอยสักคำ ไหนจะคุณพ่อคุณแม่อีก ท่านจะรู้สึกยังไง” พิมพ์พลอยนั่งลงแล้วเริ่มร้องไห้หนักขึ้น จนเหม่ยเซียนต้องรั้งอีกฝ่ายเข้ามาเพื่อกอดปลอบ
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะพลอย เหม่ยเหม่ยขอโทษที่ทำไปไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น อีกอย่างในหนังสือไม่ได้เขียนทุกเรื่องของเหม่ยเหม่ยเสียหน่อย ไม่มีใครรู้นามปากกานี้คือใครเสียหน่อย อย่าร้องไห้เลยนะ เหม่ยเหม่ยผิดไปแล้ว”
ในขณะที่พูดปลอบอกปลอบใจพิมพ์พลอยนั้น เหม่ยเซียนที่รู้สึกผิดเต็มหัวใจก็ได้แต่ครุ่นคิด เพราะเธอเพียงต้องการระบายเรื่องในใจออกมาจึงได้เริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้น ความจริงเรื่องนี้เธอไม่ต้องการให้คนในครอบครัวรู้ เนื่องจากไม่อยากให้พวกเขาคิดมาก หากได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเธอที่ส่งผ่านตัวอักษรออกมา
...ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กกำพร้าที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ก็ยังอยากมีโอกาสติดตามหาพ่อและแม่แท้ๆ ของตน แม้กลัวคำตอบหากพบว่าจนถึงที่สุดทั้งพ่อและแม่ที่แท้จริงไม่ต้องการตน แต่หญิงสาวก็ยังอยากถามพวกเขาทั้งสองคนเหลือเกินว่าเหตุใดจึงทอดทิ้งเธอ
เพราะอะไรจึงไม่ต้องการเธอ ...เพราะอะไรจึงยกเธอให้คนอื่น ไม่รักเธอแล้วหรือเพราะอะไรจึงทำเช่นนี้
ความต้องการนั้นผลักดันจนเธอลืมความเป็นจริงข้อหนึ่งไปสนิท ความจริงที่ว่าในตอนนี้ครอบครัวที่เธอต้องคำนึงถึงก่อนสิ่งใด ก็คือครอบครัวพิทักษ์ชัย หาใช่ผู้ที่เคยทอดทิ้งเธอไปไม่...
การที่หนังสือเรื่องนี้ได้รับการตอบรับจากสำนักพิมพ์ชื่อดังของอังกฤษ เป็นสิ่งที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน ทุกคนในครอบครัว รวมไปถึงพิมพ์พลอยรู้มาว่าหนังสือเรื่องแรกที่เธอเขียน และได้ตีพิมพ์คืออีกเรื่องหนึ่ง แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้ที่ใช้อีกนามปากกาต่างหากที่เป็นเรื่องแรก
เกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุดพิมพ์พลอยก็หายโกรธและหยุดร้องไห้ แต่คำถามมากมายก็ทำเอาเหม่ยเซียนเวียนหัว
“จริงสิ บทที่ว่า That Man – ชายคนนั้น มันคืออะไรกัน” พิมพ์พลอยเอ่ยถามด้วยความสงสัย และนั่นทำให้เหม่ยเซียนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“อ่านเร็วถึงขนาดนั้นเชียว นั่นมันบทท้ายๆ แล้วนี่”
“เปล่า เปิดผ่านๆ น่ะ พอดีเห็นเลยลองอ่านดูคร่าวๆ” พิมพ์พลอยหัวเราะออกมา
“อืม... มีอยู่เรื่องหนึ่งแปลกมาก แปลกมากจริงๆ นะ เรื่องนี้ยังไม่เคยเล่าให้พลอยหรือใครฟังเลย”
“เรื่องอะไรหรือ” พิมพ์พลอยมีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน
“เหม่ยเหม่ยฝัน”
“ว่า…”
“ฝันว่าตัวเองติดอยู่ในโลงศพ”
“หา!” พิมพ์พลอยอุทานออกมาเสียงดัง “งั้นไปทำบุญกัน” เอ่ยจบก็พยายามลากเหม่ยเซียนลงจากเตียงนอน
“นี่ ฟังให้จบก่อน”
“ไม่ได้นะนี่มันเรื่องใหญ่ คุณแม่...ต้องโทรบอกคุณแม่ให้พาเหม่ยเหม่ยไปสะเดาะเคราะห์”
“ใจเย็นๆ หน่อยพลอย จะฟังไหมถ้าไม่ฟังจะได้ไม่ต้องเล่าต่อ”
“ฟังก็ได้ เล่ามาเลยเรื่องผู้ชายน่ะ That man เจอเขาที่ไหน เมื่อไหร่ เขาเป็นใคร พลอยเคยเจอเขาหรือเปล่า” เอ่ยถามด้วยดวงตาวิบวับส่องประกายอยากรู้อยากเห็น
เหม่ยเซียนอดที่จะถอนใจออกมาทีหนึ่งไม่ได้ “เหม่ยเหม่ยไม่เคยเจอเขา ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นไง...” หญิงสาวเล่าไปก็พยายามนึกภาพที่ตนเองพอจะจำได้ ไป
ความฝันนั้นช่างเลือนรางเหลือเกิน...
ในคืนที่เป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบยี่สิบ เหม่ยเซียน ผล็อยหลับไปบนโซฟาในห้องพักใกล้กับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ที่เช่าอยู่กับพิมพ์พลอย
...ครั้งแรกของความฝัน ภาพในความฝันช่างน่าตื่นตาตื่นใจ สิ่งที่เหม่ยเซียนได้เห็นคือถ้ำน้ำแข็งขนาดใหญ่ บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยบุปผานานาพรรณส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว น่าแปลกที่ดอกไม้นานาชนิดเหล่านั้น กลับยังสามารถเติบโต และแข่งขันกันออกดอกเบ่งบานท่ามกลางน้ำแข็งอันเย็นเยียบ ตรงกลางของถ้ำนั้นยังมีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ ด้านในนั้นยังมีร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนอยู่ และนั่นก็ทำให้เหม่ยเซียนสะดุ้งตกใจตื่น
ครั้งที่สองของความฝัน...เหม่ยเซียนพบว่าตนยังคงฝันเห็นถ้ำที่มีโลงน้ำแข็งตั้งอยู่ ครั้งนี้หญิงสาวทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปสำรวจ แต่ไม่ว่าจะเดินไปโดยรอบโลงน้ำแข็งนั้น หรือพยายามจดจ้องใบหน้าของบุรุษในโลงเท่าไร ใบหน้าของเขาก็ยังคงพร่าเลือนจนยากจะมองเห็นกระทั่งหญิงสาวถอดใจ และตัดสินเดินสำรวจดอกไม้นานาชนิดแทน
ดอกโบตั๋นดึงดูดความสนใจของเหม่ยเซียนไปจากร่างของชายหนุ่มในโลงศพ เนื่องจากแต่แรกเธอก็ชอบดอกไม้ชนิดนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะดอกโบตั๋นสีชมพูเบ่งบานงดงามดึงความสนใจของหญิงสาวไปจากบรรดาพันธุ์ไม้ในถ้ำแห่งนี้
...ครั้งที่สามเป็นครั้งที่น่าตื่นตกใจที่สุด เพราะเธอถึงกับฝันว่าตัวเองถูกขังอยู่ในโลงน้ำแข็งและกำลังนอนคร่อมร่างของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของโลงน้ำแข็งนั้น!!!
