6
“ตามข้ามาคุยกันหน่อย” ภายในตำหนักส่วนพระองค์ ประตูไม้หนักปิดลงอย่างแผ่วเบา เหลือเพียงคนสองคน บิดาและบุตรชายที่รักมากที่สุด
ฮ่องเต้หลี่เทียนหลงทอดพระเนตรมองบบุตรชายที่เก่งกาจที่สุด ผู้ที่พระองค์ตั้งใจจะให้สืบทอดบัลลังก์
“เจ้าคิดจะช่วยกู้ชิงหว่านถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นราบเรียบแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
จ้าวเหยียนอ๋องไม่ตอบทันที เพียงก้มศีรษะเล็กน้อย
“เสด็จพ่อทรงเห็นแล้ว เหตุใดต้องถามซ้ำ” คำตอบตรงไปตรงมา ไม่มีการปิดบัง
ฮ่องเต้หรี่พระเนตรลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“ถ้าเช่นนั้น หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยนาง ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
“พระองค์ต้องการสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าต้องรับตำแหน่งรัชทายาท” ความเงียบปกคลุมชั่วขณะระหว่างคนทั้งสอง
“และต้องอภิเษกสมรส มีพระชายา เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว จะเป็นโสดไปตลอดชีวิตหรือไง” คำพูดนั้นคือเงื่อนไข ไม่ใช่คำขอ หากลูกชายไม่ยอมรับบัลลังก์และโสดไปตลอดชีวิต เขาจะเอาทายาทที่ไหนสืบสกุลบ
จ้าวเหยียนอ๋องเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบนิ่งสนิท
“ได้” คำตอบสั้นแต่หนักแน่น ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ไม่คิดว่าบุตรชายจะตอบตกลงเร็วขนาดนี้ แต่คำพูดถัดมาทำให้พระองค์นิ่งงัน
“หากเสด็จพ่อทรงพระราชทานให้กู้ชิงหว่านหย่ากับหลินเจิ้งอัน ข้าจะรับตำแหน่งรัชทายาท” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่ออย่างชัดเจน
“และพระชายาของข้าต้องเป็นนางเท่านั้น ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่แต่งงานอีกตลอดชีวิต” บรรยากาศในตำหนักเงียบลงทันที
“เจ้ารักนางขนาดนี้เลยเหรอ”
“หากไม่ใช่นาง ข้าจะไม่แต่งกับผู้ใด” ฮ่องเต้หลี่เทียนหลงขมวดพระขนง ความหนักใจปรากฏชัด
“นางเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว ฐานะของนางไม่เหมาะกับตำแหน่งพระชายารัชทายาท” นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของราชสำนัก ศักดิ์ศรี และสายตาของผู้คนทั้งแผ่นดิน จ้าวเหยียนอ๋องไม่ถอย หัวใจของเขาหนักแน่นยิ่งกว่าหินผา
“หากไม่ใช่นาง ข้าก็ไม่ต้องการผู้ใด” น้ำเสียงนั้นยังคงเด็ดขาด
ฮ่องเต้หลี่เทียนหลงถอนหายใจเบา ๆ บุตรชายคนนี้ไม่เคยเปลี่ยน หากตัดสินใจแล้ว ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนได้ พระองค์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้น เราถอยกันคนละก้าว” จ้าวเหยียนอ๋องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ข้าจะให้กู้ชิงหว่านหย่ากับหลินเจิ้งอัน ส่วนเจ้าต้องรับตำแหน่งรัชทายาท” คำพูดนั้นชัดเจน
จ้าวเหยียนอ๋องไม่ลังเล
“ข้ารับ”
ฮ่องเต้พยักหน้าเบา ๆ
“ส่วนเรื่องอภิเษกสมรส ข้าจะพิจารณา” สายพระเนตรลึกซึ้ง
“หากกู้ชิงหว่านมีความดีความชอบมากพอ ให้ผู้คนยอมรับนางในฐานะพระชายารัชทายาท เราค่อยมาคุยกันอีกครั้ง” จ้าวเหยียนอ๋องนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลง
เขาไม่เถียง เรื่องหนุนหลังคนที่รักไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว และเขาก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจว่าพระบิดากำลังหาทางออกให้เขาอยู่ แต่ไม่ได้พูดตรง ๆ เป็นพ่อลูกกันทำไมจะไม่รู้ใจกันล่ะ
“ข้าเข้าใจ” แม้ไม่ใช่ชัยชนะทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ความพ่ายแพ้
ฮ่องเต้หลี่เทียนหลงมองบุตรชายเงียบ ๆ ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจ
หากย้อนเวลากลับไปได้ หากรู้ว่าบุตรชายรักกู้ชิงหว่านถึงเพียงนี้ พระองค์คงไม่พระราชทานสมรสให้นางกับหลินเจิ้งอัน แต่เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทำได้คือ เปิดทาง ไม่มีการขัดขวาง แต่ก็ไม่ยอมง่าย ๆ บางครั้งอุปสรรคอาจจะทำให้ความรักชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้
ฮ่องเต้คิดว่า หากกู้ชิงหว่านมีวาสนา หากนางเหมาะสมจริง ๆ สุดท้ายทั้งสองย่อมได้ครองคู่กัน และสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ บุตรชายที่เก่งกาจที่สุดของพระองค์ ยอมก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาทแล้ว เพียงเท่านี้ ก็ถือว่าพระองค์ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว
ภายในตำหนักกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ภายใต้ความเงียบนั้น เกมอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
พระราชโองการถูกอ่านก้องกลางจวนหลิน
“ตามพระราชประสงค์ ฮ่องเต้หลี่เทียนหลงทรงพระราชทานให้กู้ชิงหว่านหย่าขาดจากหลินเจิ้งอัน นับแต่นี้เป็นอันสิ้นสุดความเป็นสามีภรรยา และให้คืนสินเดิมทั้งหมดโดยมิให้ขาดตกบกพร่อง” สิ้นเสียงประกาศ ทั้งจวนเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง คนในจวนเข่าอ่อนล้มลงอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง
เพียงอึดใจเดียว ความโกลาหลก็ปะทุขึ้น ขันทีจากในวังนำโดยจางกงกงก้าวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ สายตาเย็นเฉียบกวาดมองไปทั่ว
“ตรวจนับให้ครบทุกชิ้น สิ่งใดเป็นของฮูหยินกู้ เอาคืนทั้งหมด” ทหารและขันทีแยกย้ายกันเข้าไปในเรือนต่าง ๆ หีบทรัพย์ถูกเปิด ตู้ไม้ถูกงัด เครื่องลายคราม ผ้าไหม เครื่องประดับถูกยกออกมาทีละชิ้นโดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง
“นั่นของข้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินร้องลั่น
จางกงกงยิ้มบางยิ้มบางๆ แววตาเย็นชา
“ของท่านหรือ หลักฐานระบุชัดว่าเป็นสินเดิมของคุณหนูกู้” นางนิ่งงันไปทันที
อีกด้านหนึ่ง ซูเหม่ยหลิงกอดหีบเครื่องประดับแน่น
“นี่ของข้า ท่านพี่ให้ข้ามา” ทหารสองนายก้าวเข้ามาดึงหีบออกจากมือโดยไม่ลังเล
“ของที่ได้มาโดยมิชอบ ย่อมต้องคืน” หีบถูกวางลงรวมกับทรัพย์สินกองใหญ่กลางลาน เสียงกระแทกดังสะเทือนใจผู้คน
หลินเจิ้งอันยืนแข็งค้าง มองทรัพย์สินถูกขนออกไปทีละชิ้น สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและสิ้นหวัง
“พอได้แล้ว นี่มันจวนของข้า”
จางกงกงมองเขาเพียงแวบเดียวก่อนตอบเรียบ ๆ แต่กระแทกใจยิ่งนัก
“แต่ทรัพย์สินเหล่านี้ ไม่ใช่ของเจ้า”
เพียงครึ่งวัน จวนหลินที่เคยรุ่งเรืองก็ถูกกวาดจนแทบไม่เหลือสิ่งใด เหลือเพียงกำแพงว่างเปล่าและความเงียบงันอันน่าหดหู่ ยิ่งไปกว่านั้น บัญชีหนี้ถูกตรวจพบว่าติดค้างเป็นจำนวนมาก
“จวนหลินมีหนี้สิน ให้ดำเนินการตามกฎหมาย” เสียงขันทีประกาศ หลินเจิ้งอันทรุดลงทันที
หน้าประตูจวน กู้ชิงหว่านยืนสง่างามในชุดใหม่ที่เรียบหรูดูดี ข้างกายคือหลินอวี้เฉินที่สวมเสื้อผ้าเนื้อดี ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ไม่เหลือเค้าเด็กอดอยากอีกต่อไป
เขามองภาพตรงหน้าอย่างนิ่งเฉย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างสะใจ
“อวี้เฉิน!” เสียงคำรามดังขึ้น หลินเจิ้งอันพุ่งออกมา ดวงตาแดงก่ำ
“เจ้าคือลูกข้า เป็นทายาทจวนหลิน จวนลำบาก เจ้าก็ต้องอยู่ที่นี่!”
หลินอวี้เฉินหันกลับมาช้า ๆ สายตาเย็นชาเกินวัย
“เช่นนั้นหรือ” เขาก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงเรียบแต่ชัดเจน
“ตอนจวนรุ่งเรือง ข้ากับท่านแม่อยู่ที่ใด”
หลินเจิ้งอันชะงัก
“ท่านมองเห็นแต่ซูเหม่ยหลิงกับหลินอวี้หานไม่ใช่หรือ” คำพูดนั้นแทงใจดำ หลินอวี้เฉินยิ้มเยือกเย็น
