7
“ตอนนี้ลำบาก ก็ให้พวกเขาอยู่เป็นเพื่อนท่านสิ สบายก็สบายด้วยกัน ลำบากก็ลำบากด้วยกัน จะได้สมกับเป็นครอบครัวที่รักกันจริง” เขาหันหลังกลับอย่างเย็นชา ความเป็นพ่อลูกสิ้นสุดลงตั้งแต่ชาติที่แล้ว
“ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้ข้าไปอยู่กับท่านแม่แล้ว จวนนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้าอีกต่อไป”
กู้ชิงหว่านมองบุตรชาย ดวงตาอ่อนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ด้านหลัง กู้เจิ้งเหอยืนสงบนิ่ง หลี่ซูอิงมองอย่างเย็นชา ส่วนกู้เหวินหยวนและกู้เหวินเจิ้งยืนขนาบสองข้างอย่างน่าเกรงขาม
“ตั้งแต่นี้ไป” กู้เหวินหยวนเอ่ยเสียงหนัก
“น้องสาวข้าจะไม่ถูกใครรังแกอีก”
กู้เหวินเจิ้งยิ้มเยือกเย็น
“หากยังมีใครกล้าแตะต้อง อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” ซูเหม่ยหลิงทรุดลงกับพื้น หลินอวี้หานกอดนางแน่น ตัวสั่นระริก
จวนหลินพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง หลินอวี้เฉินมองภาพนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังโดยไม่ลังเล นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ต่อจากนี้ไป เขาและมารดาจะกลับไปสู่ที่ที่ควรเป็น
หลินอวี้เฉินแนบชิดกับผู้เป็นมารดา ตอนนี้เขาได้เสื้อผ้านุ่ม อาหารอุ่น ทุกอย่างแตกต่างจากในอดีต
เขาหลับตาลงช้า ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เกมเพิ่งเริ่มต้น แต่ศัตรูพังไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ลานหน้าจวนหลินยังคงวุ่นวายไม่หยุด ทรัพย์สินถูกขนออกทีละชิ้น หีบไม้กระแทกพื้นดังต่อเนื่อง ราวกับกำลังรื้อถอนศักดิ์ศรีของทั้งจวน
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ซูเหม่ยหลิงยืนตัวสั่น ใบหน้าซีดเผือด มือกำเครื่องประดับแน่นราวกับเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่
“พอแล้ว ของพวกนี้เป็นของข้า” นางตะโกนเสียงแหลม แต่ไม่มีใครหันมามอง
จางกงกงเพียงเหลือบตาเล็กน้อย ทหารก็ขยับเข้ามา
ทว่าก่อนที่พวกเขาจะลงมือ ร่างหนึ่งก็ก้าวออกไปก่อน กู้ชิงหว่านเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ ดวงตาเอาเรื่องจนอีกฝ่ายรู้สึกหนาวสะท้าน ซูเหม่ยหลิงชะงักไปชั่วขณะ
“พี่หญิง…ข้า…” ยังพูดไม่ทันจบ มือของกู้ชิงหว่านก็ยกขึ้น นางดึงปิ่นปักผมออกจากศีรษะของซูเหม่ยหลิงอย่างแรง เสียงร้องดังลั่น ผมที่เคยจัดทรงอย่างงดงามกระจัดกระจายในพริบตา ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ต่างหูข้างหนึ่งก็ถูกดึงออกอีกครั้งอย่างไม่ปรานี
ซูเหม่ยหลิงยกมือขึ้นกุมหู น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บและอับอาย
“ของพวกนี้เป็นสินเดิมของข้า” กู้ชิงหว่านเอ่ยเสียงเย็น
นางปล่อยเครื่องประดับลงในหีบโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครกล้าขยับ เพราะด้านหลังของนางคือจ้าวเหยียนอ๋อง และสองแม่ทัพกู้เหวินหยวนกับกู้เหวินเจิ้งยืนคุมเชิงอยู่ แรงกดดันนั้นหนักหน่วงจนแม้แต่หลินเจิ้งอันก็ไม่กล้าพูด
หลินอวี้เฉินยืนมองอยู่ไม่ไกล ดวงตาเย็นเฉียบ ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปหาหลินอวี้หาน เขาหยุดตรงหน้า โน้มตัวลงเล็กน้อยแล้วกระซิบ
“ต่อไปเจ้าคงต้องแต่งตัวซอมซ่อยิ่งกว่าขอทาน” น้ำเสียงเรียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยการเหยียดหยาม หลินอวี้หานหน้าแดงก่ำ ความโกรธพุ่งขึ้นทันที
“เจ้า!” เขาผลักหลินอวี้เฉินเต็มแรง ร่างเล็กเซถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะล้มลงกับพื้น ความเงียบปกคลุมลานในทันที ดวงตาของจ้าวเหยียนอ๋องลุกวาบ
“หลินเจิ้งอัน” เสียงเรียบแต่กดดันจนไม่มีใครกล้าหายใจ
“เจ้าจงสั่งสอนลูกของเจ้าให้ดี” หลินเจิ้งอันตัวแข็ง
“ลูกของเจ้าทำร้ายหลานชายของอัครเสนาบดี งั้นก็ควรโดนลงโทษ” คำพูดนั้นเหมือนคำตัดสิน
“โบย” เพียงคำเดียว ทุกอย่างก็จบสิ้น
ซูเหม่ยหลิงรีบคลานออกมา
“ท่านอ๋อง ได้โปรด อวี้หานยังเด็ก เขาไม่ได้ตั้งใจ!”
หลินเจิ้งอันรีบคุกเข่าลง
“กระหม่อมจะสั่งสอนเอง ขอพระองค์เมตตา”
“ช้าไปแล้ว” น้ำเสียงเย็นเฉียบจนไร้ความปรานี
“ลงมือ” ทหารก้าวเข้ามาทันที
หลินอวี้หานถูกจับกดลงกับพื้น อีกฝ่ายดิ้นรนสุดแรง เสียงแส้ฟาดลงดังสนั่น เสียงร้องโหยหวนดังต่อเนื่อง ซูเหม่ยหลิงกรีดร้องแทบขาดใจ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย
หลินเจิ้งอันได้แต่ก้มหน้า กำหมัดแน่น ร่างสั่นด้วยความโกรธและอับอาย
หลินอวี้เฉินค่อย ๆ ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าอย่างสงบ ก่อนจะมองภาพตรงหน้าไม่ละสายตา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกสะใจยิ่งนัก
ชาติก่อนเจ้าฆ่าล้างตระกูลท่านตาของข้า ฆ่าท่านแม่ของข้า และทำให้ข้าตายอย่างน่าอนาถ
เขามองไปยังหลินเจิ้งอัน ซูเหม่ยหลิง และหลินอวี้หานทีละคน สายตาไร้ความปรานี นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ข้าจะทำให้พวกเจ้าทุกคนชดใช้ ทีละนิด ๆ จนไม่เหลืออะไรเลย
รถม้าของตระกูลกู้แล่นผ่านประตูจวนอันโอ่อ่า ประตูใหญ่สูงตระหง่าน สลักลวดลายวิจิตร ภายในกว้างขวางร่มรื่นด้วยสวนดอกไม้และสระน้ำใส ทุกอย่างเป็นระเบียบงดงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แตกต่างจากจวนหลินอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ความอบอุ่นก็โอบล้อมอยู่รอบกาย
“กลับมาแล้ว” หลี่ซูอิงเอ่ยเสียงนุ่ม นางรีบเข้ามาจับมือกู้ชิงหว่านเอาไว้แน่น ดวงตาแดงเล็กน้อย
“ลูกลำบากมามากแล้ว”
กู้ชิงหว่านก้มหน้า น้ำตาคลอ ครั้งนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นความโล่งใจที่ได้กลับบ้าน
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”
กู้เจิ้งเหอยืนอยู่ด้านข้าง พยักหน้าเบา ๆ
“กลับมาอยู่บ้านแล้ว ก็ไม่ต้องทนอะไรอีก” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นพอจะปลอบโยนทุกอย่างที่ผ่านมา
“อวี้เฉิน!” เสียงใสดังขึ้น เด็กหญิงสองคนวิ่งเข้ามาอย่างร่าเริง
กู้หลินซิน บุตรสาวของกู้เหวินหยวน และกู้หลินเยว่ บุตรสาวของกู้เหวินเจิ้ง
“พวกเราเป็นพี่สาวของเจ้า” หลินซินพูดยิ้ม ๆ
“เดี๋ยวพาไปดูสวน”
หลินอวี้เฉินมองทั้งสองครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ ไม่นานนัก ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ภายในเรือนด้านใน เขาเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างสบาย
แสงแดดยามสายลอดผ่านม่านผ้าไหมลงมาอย่างอ่อนโยน สาวใช้ยืนปรนนิบัติอยู่ข้างกาย
“คุณชายน้อย รับขนมเพิ่มไหมเจ้าคะ” บนโต๊ะมีทั้งผลไม้สด ขนมหวาน และชาร้อนหอมกรุ่น
หลินอวี้เฉินหยิบขนมขึ้นมาช้า ๆ รสหวานละลายในปาก
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ของพวกนี้ในอดีต เขาไม่เคยได้แตะต้อง
เสียงอ่านหนังสือดังแว่วจากห้องเรียนด้านข้าง อาจารย์กำลังสอนอักษรอย่างตั้งใจ
“คุณชายน้อยมีความจำเป็นเลิศ อ่านเพียงครั้งเดียวก็จำได้” อาจารย์เอ่ยด้วยความพึงพอใจ
ยามบ่าย สนามฝึกคึกคักไปด้วยเสียงลมพัดผ่านอาวุธ กู้เหวินหยวนยืนกอดอก มองหลานชายด้วยแววตาชื่นชม
“ท่วงท่าดี ฝึกต่อไป อนาคตไม่ธรรมดาแน่”
กู้เหวินเจิ้งหัวเราะเบา ๆ
“เลือดตระกูลกู้ จะอ่อนแอได้อย่างไร”
ภายในเรือนใหญ่ กู้ชิงหว่านนั่งอยู่กับจางเยว่หลานและหานซืออวี่
