บท
ตั้งค่า

4

กู้ชิงหว่านยืนอยู่ด้านหลัง ดวงตาสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางมองลูกชายราวกับเพิ่งรู้จักเขาเป็นครั้งแรก

ส่วนหลินเจิ้งอัน สีหน้าของเขามืดครึ้มลง ใบหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจปนไปด้วยความอับอายและโกรธเคืองอย่างที่สุด

“ท่านอ๋อง อย่าได้ฟังคำเด็กที่พูดจาเหลวไหล เขาพูดเหลวไหลชอบลักขโมยเป็นนิสัย ข้าน้อยขออภัยจริงๆ ที่สั่งสอนลูกได้ไม่ดี” เขาพูดเสียงแข็ง รู้สึกว่าเรื่องชักจะบานปลายไปมากแล้ว

“เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงดูไม่ดี มีมารดาที่เอาแต่ตามใจ จึงกล่าวหาใส่ร้ายผู้ใหญ่”

ยังพูดไม่ทันจบ มือเล็กที่เกาะชายอาภรณ์ก็ยิ่งกำแน่นขึ้น

หลินอวี้เฉินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลไม่หยุดหย่อน นี่ไม่ใช่เพียงคำร้องขอแต่คือ “การเปิดโปง”

ในใจของเขาไม่มีทางถอยอีกแล้ว ในชาติที่แล้ว เขาโง่พอแล้ว แต่ชาตินี้ต่อให้ต้องฉีกหน้าบิดาและเมียน้อยต่อหน้าฝูงชน เขาก็จะไม่ยอมกลับไปตายในจวนแห่งนั้นอีกเด็ดขาด

มารดาเป็นคนใจอ่อนและรักครอบครัวมาก ไม่อยากให้เขาเป็นกำพร้าพ่อ ไม่อยากให้สกุลเดิมคือตระกูลท่านตาต้องเป็นกังวลหรือคิดมาก จึงยอมทนไม่ปริปากพูด ปล่อยให้ท่านตาและท่านลุงสนับสนุนบิดาชั่วให้เลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งเล็กๆ ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นรองเจ้ากรมพิธีการ ต่อไปก็คงจะสูงกว่านี้ เขาไม่มีวันยอมให้คนชั่วมาเสวยสุขบนความทุกข์ของมารดาเด็ดขาด

บรรยากาศในลานหน้าจวนตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก

หลินเจิ้งอันกัดฟันแน่น สีหน้าแข็งกร้าว

“ท่านอ๋อง อย่าได้ทรงฟังคำเหลวไหลของเด็กคนนี้ เขาเพียงต้องการป้ายความผิดให้ผู้อื่น เมียน้อยอะไรกัน ซูเหม่ยหลิงเป็นเพียงญาติผู้น้องของกระหม่อม”

“ถูกต้อง!” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินรีบก้าวออกมา ดวงตาแข็งกร้าว

“เด็กคนนี้พูดจาไร้สาระมาแต่เล็ก ถูกมารดาตามใจจนเสียคน วันนี้ยังกล้าใส่ร้ายผู้ใหญ่ต่อหน้าคนนอกอีก” คำพูดนั้นเหมือนพยายามกดสถานการณ์ให้กลับไปอยู่ในกำแพงจวน แต่หลินอวี้เฉินไม่ถอย มือเล็กยังคงกำชายอาภรณ์ของจ้าวเหยียนอ๋องแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงสั่นแต่ชัดเจน

“ท่านอ๋อง ขอพระองค์ทรงเป็นพยานให้ข้าด้วย” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนชะงัก

หลินอวี้เฉินสูดลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ

“ขอให้ตรวจเลือดพิเศษ พิสูจน์สายเลือดของอวี้หานกับท่านพ่อ และขอให้ท่านอ๋องเป็นผู้เตรียมน้ำด้วยพระองค์เอง เพื่อกันการปลอมแปลง”

ทันทีที่คำว่า “พิสูจน์สายเลือด” หลุดออกมา ทั้งลานเหมือนถูกแช่แข็ง

ซูเหม่ยหลิงหน้าซีดเผือด หลินอวี้หานถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลินยังเบิกตากว้าง

หลินเจิ้งอันคำรามทันที

“เจ้าพูดบ้าอะไร เรื่องของจวนจะเอามาเปิดเผยต่อหน้าคนนอกได้อย่างไร” เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้าน

“พิสูจน์ไปเลยเถิด…”

“ใช่ ไม่เคยเห็นใครรักลูกคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง”

“หรือจะมีอะไรจริง ๆ” คำพูดเหล่านั้นเหมือนคมมีด กรีดซ้ำลงบนศักดิ์ศรีของหลินเจิ้งอัน

“พอได้แล้ว!” ฮูหยินผู้เฒ่าหลินตวาด

“นี่เป็นเรื่องภายในจวน ไม่เกี่ยวกับคนนอก!”

หลินอวี้เฉินส่ายหน้า น้ำตายังไหลไม่หยุดแต่แววตากลับแน่วแน่

“ไม่ใช่เรื่องในจวนอีกแล้ว” เขาพูดเสียงสั่น

“วันนี้มีการใส่ร้ายว่าข้าลักขโมยต่อหน้าผู้คน หากไม่พิสูจน์ให้ชัด ความยุติธรรมของข้าจะอยู่ที่ใด”

เขากำชายอาภรณ์ของจ้าวเหยียนอ๋องแน่นขึ้น

“หากอวี้หานเป็นบุตรของท่านพ่อจริง” เสียงเล็กสะดุดเล็กน้อย

“ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ว่า ท่านพ่อเข้าข้างเมียน้อยเหยียบย่ำข้ากับท่านแม่ เรื่องทั้งหมดย่อมมีมูล” คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การป้องกันตัว แต่เป็นการ “ผูกเรื่องให้กลายเป็นคดีเดียว”

หลินเจิ้งอันอ้าปากค้างไปชั่วขณะ กู้ชิงหว่านยืนอยู่ด้านหลัง ดวงตาสั่นไหว นางไม่เคยคิดว่าลูกชายจะมองการณ์ไกลถึงเพียงนี้

ในใจของนาง ความสงสัยที่กดทับมานานเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง หรือว่าสิ่งที่นางเคยระแวง จะเป็นความจริงมาตลอด

ลานหน้าจวนตกอยู่ในความเงียบ ทุกสายตาหันไปยังบุรุษผู้ยืนอยู่ตรงกลาง จ้าวเหยียนอ๋อง โอรสที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปราน เทพสงครามผู้ไม่มีใครกล้าขัดขืน

สายตาคมกริบของเขากวาดผ่านผู้คน ก่อนจะหยุดลงที่หลินเจิ้งอัน ความเงียบนั้นหนักอึ้งราวกับภูเขาทับลงมา ไม่มีใครกล้าพูดแม้แต่คำเดียว และในที่สุด ทุกคนก็รู้ดีว่าคำตัดสินของคนผู้นี้จะเป็นสิ่งที่ “ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธ”

คำสั่งของ จ้าวเหยียนอ๋อง ออกไปเพียงประโยคเดียว ทั้งจวนหลินก็ปั่นป่วน ไม่นานนัก ผู้นำตระกูลทั้งสองก็ถูกเชิญมาถึงลานหน้าจวน

ฝั่งหนึ่งคือกู้เจิ้งเหอ อัครเสนาบดีแห่งราชสำนัก สีหน้าสงบนิ่งแต่แฝงอำนาจ เคียงข้างคือฮูหยินตราตั้ง หลี่ซูอิง สายตาคมกริบไม่แพ้ผู้ใด

ด้านหลังคือบุตรชายทั้งสอง กู้เหวินหยวน แม่ทัพใหญ่แห่งทิศเหนือ กู้เหวินเจิ้ง แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งทิศตะวันตก และยังมีสะใภ้ทั้งสอง จางเยว่หลาน และ หานซืออวี่ พวกนางคือสตรีจากตระกูลใหญ่ ผู้มีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ไม่ด้อยกว่าใคร ทันทีที่พวกเขาปรากฏ บรรยากาศทั้งลานก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

หลินเจิ้งอันและฮูหยินผู้เฒ่าหลินถึงกับหน้าซีด

“อ๋องเก้า” กู้เจิ้งเหอเอ่ยอย่างสุขุม

“มีเรื่องใดถึงต้องเรียกพวกข้ามา”

จ้าวเหยียนอ๋องยืนอยู่กลางลาน สีหน้าเรียบเฉย

“เด็กคนหนึ่งมาร้องทุกข์” เขาเอ่ยเสียงนิ่ง

“ในฐานะผู้มีอำนาจ ข้าย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย อีกทั้ง” สายตาของเขาเลื่อนไปยัง กู้ชิงหว่าน

“บุตรสาวของท่านอัครเสนาบดี ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ข้ายิ่งไม่อาจปล่อยผ่าน” คำพูดนั้นเหมือนคำตัดสินเบื้องต้น ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน ไม่นาน พิธี “พิสูจน์สายเลือด” ก็เริ่มขึ้น

น้ำสะอาดถูกเตรียมต่อหน้าทุกสายตา โดยคำสั่งของจ้าวเหยียนอ๋องเอง ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง เลือดหยดลงไป หนึ่งหยด สองหยด และรวมเป็นหนึ่งเดียว ทั้งลานเงียบงัน ซูเหม่ยหลิงทรุดลงกับพื้น สีหน้าซีดเผือด

หลินอวี้หานตัวสั่นงันงก ส่วนหลินเจิ้งอัน สีหน้าถอดสีราวกับถูกฟ้าผ่า ความจริง ถูกเปิดโปงต่อหน้าทุกคน

“ดี…ดีนัก!” เสียงของกู้เจิ้งเหอดังขึ้นช้า ๆ ดวงตาเย็นเยียบกวาดมองหลินเจิ้งอัน

“ข้าส่งลูกสาวให้เจ้า เจ้าใช้วิธีนี้ตอบแทนหรือ” แรงกดดันแผ่กระจายทั่วลาน ไม่มีใครกล้าหายใจแรง หลินอวี้เฉินไม่รอช้า เขาวิ่งเข้าไป

พรึ่บ!

โผเข้ากอดกู้เจิ้งเหอแน่น

“ท่านตา” เสียงเล็กสะอื้น

“ข้ากับท่านแม่ลำบากมาก” น้ำตาเด็กน้อยไหลอาบแก้ม

“หลายปีมานี้ พวกเรากินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น ของดี ๆ ท่านพ่อเอาไปให้เมียน้อยกับอวี้หานจนหมด ให้ข้ากับท่านแม่ใส่แต่เสื้อผ้าเก่า ๆ อดมื้อกินมื้อ เงินในจวนที่ใช้อยู่ก็เป็นสินเดิมของท่านแม่ แต่พวกเขาก็เอาไปใช้จนหมด” เสียงสะอื้นดังต่อเนื่อง

“บางครั้งยังมาขออย่างหน้าด้าน ๆ ท่านแม่ไม่อยากให้ท่านตาเป็นห่วง เลยไม่กล้าพูด” คำพูดแต่ละคำเหมือนคมมีดกรีดลึกลงกลางใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel