3
“เกิดอะไรขึ้น” กู้ชิงหว่านที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกรีบเข้ามากอดลูกน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน
“ลูกของเจ้าน่ะสิ ขี้ขโมย”
“เปล่านะขอรับท่านแม่ ท่านพ่อฟังความข้างเดียว เข้าข้างเมียน้อย” ประโยคนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ
“ไอ้ลูกอกตัญญู เรียกคนอื่นว่าเมียน้อยได้อย่างไรกัน” หลินเจิ้งอันโกรธจนหน้ามีด ฟาดแส้ใส่ลูกน้อย แต่กู้ชิงหว่านเอาตัวกำบังเอาไว้
“โอ๊ย!” นางร้องออกมาด้วยความเจ็บ หลินอวี้เฉินคิดในใจว่า อดทนหน่อยนะท่านแม่ ไอ้พ่อชั่วทำแบบนี้ท่านแม่จะได้หย่าได้เร็วขึ้น
ทันใดนั้น
“ท่านอ๋องเก้าเสด็จ” ทั้งลานหน้าจวนเงียบกริบ สายตานับสิบนับร้อยจับจ้องมาที่เด็กชายตัวเล็กซึ่งยืนสั่นอยู่ในอ้อมแขนของมารดาท่ามกลางฝูงชน
หลินอวี้เฉินก้มหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม ร่างเล็กสั่นไหวราวกับกำลังจะล้มลงทุกเมื่อ
หลินเจิ้งอันยืนแข็งอยู่ด้านหลัง แส้ในมือค้างกลางอากาศ สีหน้าเคร่งเครียด
ผู้คนโดยรอบแตกตื่นทันที รีบหลีกทางออกเป็นสองฝั่งโดยไม่รู้ตัว เกี้ยวหรูคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาช้า ๆ ลวดลายมังกรสลักงดงาม สง่างามจนไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
หลินอวี้เฉินเงยหน้าขึ้น หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
เขาจำได้ จำได้อย่างชัดเจน ในชาติที่แล้ว คนผู้นี้คือคนที่อ่อนโยนกับมารดาของเขาที่สุด คือคนที่คอยช่วยเหลือเงียบ ๆ และในวันสุดท้าย คนที่มาช่วยแต่สายเกินไปก็คือท่านอ๋องเก้าผู้นี้
ภาพทหารบุกเข้าจวน ภาพโลหิตที่สาดกระเซ็น ภาพหลินเจิ้งอันและซูเหม่ยหลิงล้มลงสิ้นใจ ด้วยเงื้อมือของอ๋องเก้า ทุกอย่างยังคงติดอยู่ในความทรงจำ มือเล็กกำแน่น ครั้งนี้ เขาจะไม่ปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไปอีก
ม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น บุรุษในชุดอ๋องก้าวลงมาอย่างสง่างาม ดวงตาล้ำลึกสงบนิ่ง แต่แฝงความเย็นเยียบของผู้ที่ผ่านสนามการเมืองมานับไม่ถ้วน
เขาคือจ้าวเหยียนอ๋อง อ๋องเก้าแห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น สายตาคมกริบมองผ่านผู้คน ก่อนจะหยุดลงที่เด็กชายที่อยู่ในอ้อมแขนมารดาตรงหน้าจวน
หลินอวี้เฉินไม่ลังเลอีก ร่างเล็กพุ่งออกไปทันที จนคนเป็นมารดาก็จับตัวเอาไว้ไม่ทัน
“ท่านอ๋อง!” เสียงเล็กตะโกนสั่นเครือ ก่อนที่เขาจะทรุดลงคุกเข่าตรงหน้าอย่างแรง
ปึก!
เขาก้มหน้าลง น้ำตาไหลไม่หยุด ไหลราวกับสายเลือดที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
“ท่านอ๋อง…ช่วยข้าด้วย ช่วยท่านแม่ข้าด้วย” เสียงนั้นแหบสั่น จนแทบขาดหาย
“ข้าโดนใส่ร้าย ท่านพ่อจะฆ่าข้ากับท่านแม่ โบยท่านแม่จนเป็นแผล” กู้ชิงหว่านได้แต่ยืนตะลึง ลูกชายตัวน้อยที่ไม่เคยมีปากเสียงวันนี้กลับพูดเก่งเกินใคร จนแม้แต่นางเองก็พูดไม่ทัน
คำพูดของเด็กชายขาดเป็นช่วง ๆ ร่างเล็กสั่นไหวราวกับจะพังทลาย ศีรษะก้มลงต่ำ ดวงตาของหลินอวี้เฉินกลับวาวขึ้นด้วยความแค้น
นี่ไม่ใช่เพียงการร้องขอ แต่คือ “การเดิมพัน” ชะตาชีวิตของเขาและของมารดา
จ้าวเหยียนอ๋องชะงักไปเล็กน้อย สายตามองลงมายังเด็กชายตรงหน้าและหญิงสาวที่เขาแอบรักมานาน กู้ชิงหว่าน นางคือบุตรสาวอัครเสนาบดี พี่ชายทั้งสองของนางคือแม่ทัพผู้เกรียงไกร เป็นเพื่อนร่วมรบและผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของเขาในสนามรบ
เขาเจอนางเมื่อหลายปีก่อน ก็ตกหลุมรักทันที คิดว่ารบชนะกลับจากศึกใหญ่ที่แดนตะวันออกจะขอพระราชทานสมรสจากพระบิดา แต่ปรากฏว่าพระบิดาพระราชทานสมรสให้กู้ชิงหว่านกับหลินเจิ้งอันไปเสียก่อนแล้ว เขาจึงพลาดโอกาสที่จะได้ครองคู่กับนาง เขาผิดเองที่ชะล่าใจ จนนางต้องแต่งกับคนอื่น
จ้าวเหยียนอ๋อง มองบุตรชายของหญิงสาวที่รักด้วยสายตารักใคร่ปนเอ็นดู เด็กน้อยแลดูน่าสงสารและน่าทะนุถนอม ร่างกายของอีกฝ่ายดูผ่ายผอม เหมือนอดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าก็เปรอะเปื้อน และเสียงร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บางอย่างกระตุกใจเขาอย่างประหลาด
เขาก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะย่อตัวลง มือใหญ่ยื่นออกไปประคองร่างเล็กที่สั่นไหวเอาไว้
“ลุกขึ้นก่อน” น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ แต่แฝงความอ่อนโยนที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต
หลินอวี้เฉินชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้น เหมือนกับในชาติที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน
ครั้งนี้ เขาจะไม่ปล่อยมือจากคนผู้นี้อีก ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้คือ ทำให้บุรุษผู้องอาจตรงหน้ามาเป็นบิดาของเขาแทนบิดาชั่วๆ อย่างหลินเจิ้งอันให้จงได้
ลานหน้าจวนเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังบุรุษสูงศักดิ์ที่เพิ่งก้าวลงจากเกี้ยว
จ้าวเหยียนอ๋อง กวาดสายตามองไปรอบด้านอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะหยุดลงที่ร่างเล็กซึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่” น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่หนักแน่นพอให้ทุกคนรู้ว่าคำถามนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเลี่ยงได้
หลินอวี้เฉินเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลไม่หยุด ราวกับเด็กที่ถูกบีบคั้นจนสุดทาง
“ท่านอ๋อง” เสียงเล็กสั่นเครือ
“ท่านพ่อจะฆ่าข้าเพราะถูกเมียน้อยกับลูกของนางยุยง” คำพูดนั้นทำให้ผู้คนรอบด้านสูดลมหายใจเฮือก
หลินเจิ้งอันหน้าถอดสี ก่อนจะรีบก้าวออกมา
“กระหม่อมขอพระราชทานอภัย!” เขารีบคุกเข่าลง
“เด็กคนนี้เพ้อเจ้อ พูดจาไร้สาระ เมียน้อยอะไรกัน ซูเหม่ยหลิงเป็นเพียงญาติผู้น้องของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ นางตัวคนเดียวเป็นหม้ายสามีตาย มาจากชนบท หม่อมฉันกับท่านแม่สงสารนาง จึงรับน้องมาอยู่ด้วยกันที่จวน”
ก่อนหันไปตะโกนเสียงเข้ม
“อวี้เฉิน! มานี่” น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยคำสั่งและการข่มขู่ แต่หลินอวี้เฉินกลับขยับตัวถอย
เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็วิ่งตรงไปหาอีกคน
พรึ่บ!
มือเล็กคว้าชายอาภรณ์ของจ้าวเหยียนอ๋องแน่น ก่อนจะทรุดลงกอดขาอีกฝ่ายเอาไว้แน่น
“ข้าไม่ได้โกหก!” เขาตะโกนเสียงสั่น
“ข้าได้ยินกับหู!” ทั้งลานเงียบงัน
“น้าเหม่ยหลิงกับท่านพ่อ” เสียงเล็กขาดเป็นช่วง ๆ ราวกับหวาดกลัวเกินจะพูด
“พวกเขาบอกว่าจะกำจัดข้ากับท่านแม่ ท่านพ่อจะให้น้าเหม่ยหลิงเป็นฮูหยินเอกให้อวี้หานขึ้นมาแทนข้าซึ่งเป็นทายาทของจวน” คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางลาน
ซูเหม่ยหลิงหน้าซีดลงทันที
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!” นางตวาด แต่สายตาของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
หลินอวี้เฉินก้มหน้าลงแนบพื้น ไหล่เล็กสั่นไหวไม่หยุด
“ข้ากลัว” เสียงนั้นแผ่วเบา
“ข้าไม่ได้ขโมยพู่กันแต่ท่านพ่อก็จะโบยข้า ถ้าข้ากลับเข้าไปในจวน ข้ากับท่านแม่ต้องตายแน่ ๆ ก่อนหน้านั้นก็อดมื้อกินมื้อ น้าเหม่ยหลิงกับอวี้หานได้กินแต่ของดี ๆ ใส่เสื้อผ้าดี ๆ ได้ของเล่นดี ๆ แต่ข้ากับแม่อด ๆ อยากก ๆ ทั้งที่เงินในจวนก็เป็นเงินสินเดิมของท่านแม่ ในจวนไม่มีเงินก็ให้ท่านแม่ออกเงินให้ตลอด” เด็กน้อยพูดออกมาเหมือนไร้เดียงสา แต่นั่นคือสิ่งที่เขากับมารดาต้องทนรับมาตลอดหลายปี ได้ย้อนเวลากลับมาในคราวนี้เขาจะไม่ยอมทนอีกต่อไปแล้ว คำพูดแต่ละคำนั้นเหมือนค่อย ๆ กดทับลงบนหัวใจของผู้ฟัง
