2
สตรีชราขมวดคิ้วทันที ฮูหยินผู้เฒ่าหลิน มารดาของหลินเจิ้งอัน นางเหลือบตามองเด็กชายด้วยแววรำคาญ
“เจ้าจะมาหลบหลังข้าทำไม ออกไป” คำพูดนั้นเย็นชา ไม่ต่างจากในชาติที่แล้วแม้แต่น้อย
หลินอวี้เฉินหัวเราะในใจ
ใช่... คนผู้นี้ไม่เคยปกป้องเขา
ในสายตาของนาง เขาก็เป็นเพียงของไร้ค่า แต่วันนี้ เขาจะใช้ของไร้ค่านี้ ทิ่มแทงกลับพวกมันทีละคน เขาโผล่หน้าออกมาจากด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำ แต่แฝงประกายบางอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
“ข้าไม่ได้ขโมยพู่กันของน้องนะ” เสียงเล็กเอ่ยอย่างไร้เดียงสา แต่คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ
“ยังกล้าเถียง!” หลินเจิ้งอันคำราม ฝ่ามือยกสูงอีกครั้ง ก่อนจะฟาดลงมาอย่างแรง หลินอวี้เฉินเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
ผัวะ!
เสียงกระแทกดังสนั่น แต่ครั้งนี้ ฝ่ามือนั้นไม่ได้กระแทกลงบนตัวเด็กชายเลยแม้แต่น้อย หากฟาดลงบนไหล่ของฮูหยินผู้เฒ่าหลินเต็มแรง
“โอ๊ย!” นางร้องลั่นด้วยความเจ็บ ร่างเซไปด้านหนึ่ง ทั้งห้องโถงเงียบกริบในทันที
หลินเจิ้งอันชะงัก สีหน้าตกตะลึง
“ท่านแม่…ข้า…”
“เจ้ามันไร้ประโยชน์” ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดด้วยความโมโห
“ฟาดแม้แต่แม่ตัวเอง”
หลินอวี้เฉินยืนอยู่ด้านหลัง ดวงตาเล็กก้มต่ำ ปิดบังประกายเย็นเยียบที่แล่นวาบผ่านก่อนจะจางหายไป ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะค่อย ๆ ยกยิ้มเล็กน้อย
ในที่สุด ครั้งแรกเขาเอาคืนได้แล้ว แม้เพียงเล็กน้อย แต่ความสะใจนั้น กลับหวานล้ำยิ่งกว่าสิ่งใด และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
เสียงร้องโอดของฮูหยินผู้เฒ่าหลินยังไม่ทันจางหาย
บรรยากาศในห้องโถงถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหวานแหลมของสตรีผู้หนึ่ง
“ท่านพี่! ท่านต้องให้ความยุติธรรมกับอวี้หานนะเจ้าคะ” ร่างในอาภรณ์งดงามก้าวออกมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาแดงระเรื่อราวกับเพิ่งร้องไห้ แต่ลึกลงไปกลับแฝงความพอใจ
นางคือซูเหม่ยหลิง ด้านหลังนางคือเด็กชายอีกคนก้าวตามออกมา สีหน้าหวาดกลัวแต่แววตากลับฉายชัดถึงความสะใจ เขาคือหลินอวี้หาน
“พี่ใหญ่…เอ่อ…อวี้เฉินเขา” หลินอวี้หานพูดเสียงสั่น
“เขารังแกข้ามาตลอด วันนี้ยังขโมยพู่กันของข้าอีก” คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันสาดลงบนกองเพลิง
หลินเจิ้งอันที่กำลังเสียหน้าอยู่แล้วยิ่งเดือดดาล
“เจ้าลูกอกตัญญู” เขาคำราม
“ถึงกับรังแกน้องชายของเจ้ารึ” ในชาติที่แล้ว หลินอวี้เฉินทำได้เพียงคุกเข่า ปฏิเสธจนเสียงแหบแห้ง แล้วสุดท้ายก็ถูกเฆี่ยนจนแทบตาย แต่ครั้งนี้ ดวงตาเล็กวูบไหว ก่อนร่างจะพุ่งออกไป
พรึ่บ!
“ข้าไม่ได้ทำ” เขาตะโกนเสียงดัง
“เจ้า ไอ้ลูกชั่วรังแกน้อง”
“ข้าไม่มีพี่น้อง ข้าเป็นลูกคนเดียวของท่านแม่ หรือว่าท่านน้าเป็นเมียน้อยของท่าน เขาเลยเป็นน้องข้า” เสียงตะโกนนั้นทำให้ทุกคนชะงัก เพราะไม่คิดว่าหลินอวี้เฉินจะปากเปราะพูดออกมาเช่นนี้
“เจ้ามันลูกอกตัญญู ปากเปราะ เจ้าพูดไร้สาระอะไร”
“ท่านพ่อของข้าไม่มีหลักฐาน ฟังความข้างเดียว ท่านจะใส่ร้ายข้าได้อย่างไร” คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องโถงชะงักไปชั่วขณะ แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจ
“ยังกล้าเถียง!” หลินเจิ้งอันคว้าแส้ที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ฟาด!
แส้พุ่งฉีกอากาศ เสียงแหลมคมบาดหู
หลินอวี้เฉินเบี่ยงตัวหลบทันที ก่อนจะวิ่งตรงไปอีกฝั่งของห้องโถง
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ฟาด!
ปลายแส้เฉียดผ่านร่างเล็กไปเพียงเส้นผมเดียว แต่กลับกระแทกเข้ากับแจกันลายครามใบงาม
เพล้ง!
เศษกระเบื้องแตกกระจายไปทั่วพื้น
หลินอวี้เฉินเหลือบมองเพียงแวบเดียว ก่อนจะวิ่งต่อ
ในดวงตามีประกายบางอย่างวาบผ่าน
ใช่…เขาตั้งใจ
“เจ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ แจกันใบนั้นรู้ไหมว่าราคาเท่าไหร่”
“ข้ารู้สิ เพราะในจวนไม่มีอะไรเลย เอาสินเดิมของท่านแม่มาอุดรูรั่วจวน” ประโยคนั้นทำให้คนเป็นพ่อโกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ฟาด!
แส้ถูกฟาดอีกครั้ง คราวนี้กระแทกใส่โต๊ะไม้แกะสลัก เครื่องลายคราม ถ้วยชา ของล้ำค่า ล้มระเนระนาด เสียงแตกกระจายดังต่อเนื่องไม่หยุด
ห้องโถงอันโอ่อ่ากลายเป็นสนามรบในพริบตา
“พวกเจ้าสองพ่อลูกทำอะไรกัน ฉิบหายหมดแล้ว ของมีราคาทั้งนั้น” ฮูหยินเฒ่าล้มทั้งยืน มองภาพความเสียหายแล้วแทบเป็นลม
“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!” หลินเจิ้งอันคำราม พลางไล่ฟาดไม่ยั้วเพราะอยากเอาชนะ
หลินอวี้เฉินวิ่งวนไปทั่ว ร่างเล็กหลบหลีกอย่างเฉียดฉิวทุกครั้ง
เรื่องอะไรจะยอมให้โดนฟาดกันล่ะ ชาติก่อนเคยโง่มาแล้ว กลับมาเกิดใหม่จะไม่ยอมโง่อีก
ทุกการหลบคือการลากให้แส้ไปฟาดโดนสิ่งของ ทุกเสียงแตกคือไฟที่ถูกเติมเข้าไปในโทสะของผู้เป็นบิดา
“ข้าไม่ได้ทำ” เขาตะโกนอีกครั้ง เสียงดังจนก้องไปทั้งห้อง
“ไม่มีหลักฐาน ท่านจะลงโทษข้าเพราะคำพูดลอย ๆ ได้อย่างไรกัน” คำพูดนั้นไม่ใช่แค่เถียง
แต่มันกำลัง “ท้าทาย”
หลินเจิ้งอันยิ่งเดือดดาลจนสติแทบขาด
“ข้าคือบิดา! คำพูดของข้าถือเป็นประกาศิต!”
ฟาด!
แส้พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
หลินอวี้เฉินไม่หยุด เขาหันหลังแล้ววิ่งตรงออกไปทางประตูใหญ่ของห้องโถง
“ช่วยด้วย!” เสียงเล็กตะโกนลั่น
“ข้าโดนใส่ร้าย! ท่านพ่อจะฆ่าข้าเพื่อเอาใจเมียน้อยกับลูกนอกสมรส” เสียงนั้นดังทะลุออกไปถึงลานหน้าจวน
บ่าวไพร่ที่ยืนอยู่ด้านนอกชะงัก ก่อนจะเริ่มหันมอง
หลินอวี้เฉินไม่หยุด เขาวิ่งผ่านประตูออกไปทันที
“จับมันไว้!” หลินเจิ้งอันตวาดลั่น แต่ก็ยังไล่ตามออกไป
แส้ในมือยังคงยกสูง แต่เมื่อก้าวพ้นประตูจวน เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นรอบด้าน
ผู้คนเริ่มมุงดู สายตานับสิบ…นับร้อย จับจ้องมาที่เขา
หลินอวี้เฉินยืนอยู่กลางลาน ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ข้าไม่ได้ทำ…” เขาพูดเสียงสั่น
“ท่านพ่อจะฆ่าข้าเพราะฟังความข้างเดียว”
เสียงนั้น ดังพอให้ทุกคนได้ยิน
หลินเจิ้งอันชะงัก แส้ในมือค้างอยู่กลางอากาศ เขาไม่อาจฟาดลงไปได้อีก ไม่ใช่เพราะเมตตาแต่เพราะมีคนดูเป็นจำนวนมาก
“เจ้าเด็กอกตัญญู เจ้าหยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ”
“ท่านพ่อไม่รักข้า รักลูกของท่านน้ามากกว่า ตอนนี้มาห้ามไม่ให้ข้าพูดอีก” หลินอวี้เฉินมีท่าทีหวาดกลัวก่อนจะบีบน้ำตา
