ตอนที่6 โลกอีกใบของอิปิ๊
หลังจากกาแฟยกล้อในถุงกระดาษเริ่มหมดฤทธิ์ความหวาน กริชก็นั่งซ้อนท้ายซาเล้งกลับมาที่หน้าบ้านย่าบุญมาด้วยสภาพที่ "สว่าง" จนตาแข็ง อิปิ๊เบรกรถจนฝุ่นสีแดงตลบอีกครั้งก่อนจะหันมาบอกเขา
“เอ้า... ฮอดแล้วอ้ายกริช ลงไปพักผ่อนซะเด้อ ข่อยสิไปเฮ็ดงานในสวนต่อแล้ว มัวแต่มาหยอกอ้าย บักเขือเทศข่อยสิเหี่ยวตายเบิดก่อน”กริชกระโดดลงจากรถพลางจัดโสร่งให้เข้าที่
“งานในสวน คุณไม่ได้แค่ขี่ซาเล้งไปมาแซวชาวบ้านไปวัน ๆ เหรอปิ๊ แล้วที่บอกว่าเป็นนักเกษตรอินทรีย์นี่คือยังไง ปลูกผักกินเองเฉย ๆ น่ะเหรอ”อิปิ๊เลิกคิ้วสูง หัวเราะหึในลำคอ
“ปาดดด... ดูถูกกันคักน้ออ้าย ข่อยเรียนจบเกษตรมาเด้อจ้า บ่ได้ปลูกแค่กินซื่อ ๆ ข่อยเฮ็ดฟาร์มอินทรีย์แบบครบวงจร ส่งขายโรงพยาบาล ส่งร้านอาหารคลีนในเมืองพู้น งานข่อยมันละเอียดกว่าการขีดเส้นในกระดาษอ้ายหลาย!”
กริชขมวดคิ้วด้วยความสงสัย งานเกษตรที่เขาเคยเห็นในข่าวส่วนใหญ่คือการใส่ชุดชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่แววตาของอิปิ๊ตอนพูดเรื่องนี้มันดูเชี่ยวชาญและจริงจังจนเขาอดสงสัยไม่ได้
“ส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ ผมงงไปหมดแล้ว งานเกษตรอินทรีย์มันต้องทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอปิ๊ ผมขอตามไปดูด้วยได้ไหม ไหน ๆ วันนี้ผมก็พักรบกับเถียงนาแล้ว ขอไปดูออฟฟิศของคุณหน่อยว่ามันจะ 'สมาร์ต' ขนาดไหน”
“สิไปอีหลีเบาะ มันฮ้อนเด้ออ้าย แล้วอย่าไปยืนเกะกะข่อยล่ะ!” อิปิ๊ยักคิ้วให้เป็นเชิงท้าทาย
กริชกระโดดขึ้นซาเล้งอีกครั้ง คราวนี้อิปิ๊พาเขาขับแยกออกไปทางหลังหมู่บ้าน เพียงไม่นานทุ่งนาโล่ง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นพื้นที่เขียวชอุ่มที่ถูกจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ กริชเบิกตากว้างเมื่อเห็นโรงเรือนพลาสติกสีขาวขนาดใหญ่ตั้งเรียงราย มีระบบท่อน้ำหยดที่พาดผ่านแปลงผักอย่างมีระบบ และที่สำคัญ... มันสะอาดและดูทันสมัยกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
“นี่เหรอสวนของคุณ” กริชก้าวลงจากรถพลางเดินไปสำรวจแปลงผักสลัดที่กำลังชูคอเขียวเข้ม
“แม่นแล้วจ้า... นี่ล่ะออฟฟิศข่อย” อิปิ๊เริ่มเปลี่ยนโหมด เธอหยิบหมวกปีกกว้างมาสวม สวมถุงมือ แล้วเดินไปตรวจสอบระบบควบคุมน้ำ
“งานเกษตรอินทรีย์มันบ่แม่นแค่บ่ใส่ปุ๋ยเคมีเด้ออ้าย แต่มันคือการบริหารจัดการนิเวศวิทยา ข่อยต้องปรุงดินเองจากจุลินทรีย์ ต้องคุมอุณหภูมิ คุมความชื้น วางแผนการปลูกให้ผักออกตามออเดอร์ทุกอาทิตย์ อ้ายเบิ่งนี่... แปลนการปลูกผักข่อยละเอียดปานพิมพ์เขียวตึกอ้ายพู้นล่ะ!”
กริชเดินตามอิปิ๊เข้าไปในโรงเรือน เขาเห็นเธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาขึ้นมาจดค่า pH ของน้ำและตรวจเช็กศัตรูพืชด้วยสายตาที่เฉียบคม กริชพยายามทำความเข้าใจกับคำศัพท์ที่เธอพูด ทั้ง
"การทำปุ๋ยหมักแบบพึ่งพาธาตุอาหาร" "การใช้ราไตรโคเดอร์ม่าคุมเชื้อโรค" และ "การจัดการแมลงด้วยสมุนไพรสกัด"
“คุณทำทั้งหมดนี่คนเดียวเหรอ” กริชถามด้วยความทึ่ง สายตาเขาเริ่มมองเห็นความซับซ้อนในสิ่งที่เคยคิดว่าง่าย
“กะมีคนงานช่วยนำจ้า แต่หลัก ๆ ข่อยต้องคุมเอง ผักอินทรีย์มันบ่มีทางลัด ถ้าอ้ายพลาดนิดเดียว แมลงลงแปลงเดียวคือจบ!”
อิปิ๊หันมามองกริชที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ดูระบบน้ำ
“เป็นจั่งใด๋อ้ายกริช งานเกษตรอินทรีย์ข่อยพอสิเทียบกับงานออกแบบตึกอ้ายได้บ่”
กริชเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกว่าสาวบ้านนาที่เขาเคยคิดว่าแค่ขี่ซาเล้งกวนประสาทไปวัน ๆ กลับมีความรู้และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดคิดมาก
“ผมยอมรับเลยปิ๊... คุณไม่ใช่แค่เกษตรกรนะ คุณเป็นวิศวกรธรรมชาติชัด ๆ” กริชเอ่ยอย่างจริงใจ
“งานที่นี่ดูเป็นระบบและสะอาดกว่าเถียงนาที่ผมเห็นเมื่อกี้ล้านเท่าเลย ทำไมไม่ช่วยผมจัดระบบเถียงนาให้เป็นแบบนี้บ้างล่ะ?”
“ฮั่นแน่! หลอกใช้งานข่อยอีกแล้ว!” อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางสะบัดน้ำใส่กริชจนเขาต้องหลบพัลวัน
“เถียงนาอ้ายมันคือบททดสอบมรดกย่าบุญมา อ้ายต้องใช้ 'แฮง' เจ้าของจัดการก่อน ส่วนเทคโนโลยีพวกนี่... ถ้าอ้ายผ่านโปรพาวัวลงทุ่งได้ ข่อยสิพิจารณาช่วยอีกที!”
กริชได้แต่ยืนมองความคล่องแคล่วของอิปิ๊ท่ามกลางสวนผักอินทรีย์ที่เขียวขจี เขาเริ่มตระหนักว่า ชีวิตที่นี่ไม่ได้ง่ายเหมือนในนิยายที่เขาเคยอ่าน
แต่มันคือศาสตร์และศิลป์ที่เขาต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด และ "ครู" ของเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... ก็คือสาวบูทส้มจอมแสบที่กำลังยืนสั่งงานคนงานอยู่ตรงหน้านี่เอง!
ท่ามกลางแดดเปรี้ยงยามเที่ยงที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มเกือบจะละลายไปกับแปลงผัก อิปิ๊ที่เห็นสภาพแข้งขาอ่อนแรงของกริชก็อดสงสารไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจพักงานในสวนผักอินทรีย์ไว้ชั่วคราว
“ไปอ้ายกริช... มื้อเที่ยงมื้อนี่ ข่อยสิพาไปกินข้าวบ้านข่อย พ่อใหญ่เพิ่นสั่งไว้ว่าถ้าพ้ออ้ายกะให้พาไปกินข้าวด้วยกัน เพิ่นมีแนวอยากคุยนำ”
กริชพยักหน้าเห็นดีเห็นงามทันที อย่างน้อยบ้านผู้ใหญ่บ้านก็น่าจะมีพัดลมหรือที่ร่มให้เขาได้หลบแดดบ้าง ซาเล้งคันเดิมพาเขาแล่นลัดเลาะกลับมายังใจกลางหมู่บ้าน จนมาหยุดอยู่ที่บ้านไม้หลังใหญ่ทรงไทยประยุกต์ ใต้ถุนโล่งกว้างขวาง มีแคร่ไม้ไผ่ตัวยาวตั้งอยู่กลางเรือนรับลมเย็นสบาย
พ่อผู้ใหญ่ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในมือถือพัดสานโบกไปมา บนแคร่มีสำรับอาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างน่าทาน กลิ่นปลาร้าหอมนัวโชยมาปะทะจมูกกริชจนท้องส่งเสียงร้องประท้วง
“มา ๆ หลานกริช นั่งลงลูก... อีปิ๊มันใช้แรงงานเจ้าหนักเบาะมื้อนี่ หน้าตาแดงก่ำเชียว” พ่อผู้ใหญ่ทักทายด้วยรอยยิ้มเมตตาพลางขยับที่ทางให้
“ขอบคุณครับผู้ใหญ่... ปิ๊เขาสอนงานเก่งครับ แต่แดดที่นี่โหดกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย” กริชตอบพลางพับเพียบนั่งลงบนแคร่อย่างนอบน้อม (แม้จะยังเก้ ๆ กัง ๆ กับโสร่งอยู่บ้าง)
บนวงสำรับวันนี้มี "จองกิน" (กับข้าว) ที่ดูพิเศษกว่ามื้อไหน ๆ มีทั้ง "ลาบปลาคัง" ที่โรยด้วยสะระแหน่หอมฟุ้ง "อ่อมไก่ใส่ปลี" ร้อน ๆ ควันฉุย และที่สะดุดตากริชที่สุดคือถ้วยน้ำพริกสีเข้มที่มีผักเคียงเป็น "ผักลืมผัว" และ "ยอดมะตูม"
“กินหลาย ๆ เด้อหลาน นี่ล่ะของดีบ้านเฮา” พ่อผู้ใหญ่ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมส่งให้กริช
“จกนี่ดู๊... ลาบปลาคังฝีมือแม่บ้านข่อย เนื้อปลาสด ๆ จากแม่น้ำโขงพู้นล่ะ”
กริชรับก้อนข้าวมา แล้วลองจิ้มลงในลาบปลา รสชาติเผ็ดร้อนของพริกคั่วและความหอมของข้าวคั่วซึมซาบเข้าไปในลิ้น ความนัวของปลาร้าปรุงสุกทำเอาเขาเผลออุทานออกมา
“อร่อยมากครับ! รสชาติมันมีมิติมากครับผู้ใหญ่”
“มิติอิหยังล่ะอ้ายกริช? แซ่บกะว่าแซ่บโลด!” อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางโซ้ยอ่อมไก่อย่างเอร็ดอร่อย
“จองกินมื้อนี่ พ่อข่อยตั้งใจให้แม่เฮ็ดรับขวัญอ้ายเลยเด้อ เห็นว่าสิมาเป็นลูกบ้านโคกอีแหลวเต็มตัวแล้ว”
ขณะที่กำลังล้อมวงกินข้าว บทสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้น พ่อผู้ใหญ่วางกระติ๊บข้าวลงแล้วมองกริชด้วยสายตาที่เป็นงานเป็นการ
“กริชเอ๊ย... ย่าบุญมาเพิ่นนับถือพ่อไกรมาก และเพิ่นกะหวังในตัวเจ้าสูง ที่ดินห้าสิบไร่นั่นน่ะ มันบ่ใช่แค่ที่นา แต่มันคือลมหายใจของคนแถวนี้ ถ้าเจ้าคิดจะทำแค่ให้ได้โฉนดแล้วเอาไปขายทิ้ง... ข่อยว่าเจ้าคิดใหม่เถอะลูก ดินมันมีหัวใจเด้อ ถ้าเจ้าฮักดิน ดินกะสิเลี้ยงเจ้า”
กริชนิ่งไปครู่หนึ่ง คำพูดภาษากลางที่หนักแน่นของผู้ใหญ่บ้านทำเอาเขาเริ่มฉุกคิด
“ผมเข้าใจครับผู้ใหญ่... ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นจริง ๆ แต่พอเห็นปิ๊ทำงานในสวน เห็นความตั้งใจของทุกคนที่นี่ ผมเริ่มรู้สึกว่าอาชีพสถาปนิกของผมมันก็น่าจะทำประโยชน์ให้ที่นี่ได้มากกว่าแค่สร้างตึกคอนกรีต”
“เว้าดี!” พ่อผู้ใหญ่ตบเข่าฉาด “ถ้าเจ้าคิดได้จั่งซี่ ข่อยกะเบาใจ เอ้า... กินต่อ ๆ มื้อเที่ยงมื้อนี่กินให้เต็มคราบ บ่ายนี้อีปิ๊มันสิพาเจ้าไปบุกเถียงนาต่อแม่นบ่?”
“แม่นจ้าพ่อ! บ่ายนี้สิพาอ้ายกริชไปออกแฮงล้างเถียงนาให้เลี่ยม (เงา) วับเลยล่ะ!” อิปิ๊ตอบพลางยิ้มแฉ่ง จนกริชรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
มื้อเที่ยงบ้านพ่อผู้ใหญ่จบลงด้วยความอบอุ่นใจ กริชไม่ได้แค่ได้กินของอร่อยที่เรียกว่า "จองกิน" เท่านั้น แต่เขาเริ่มได้รับ "การยอมรับ" จากผู้ใหญ่ที่นับถือที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้าน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เริ่มซึมลึกเข้าไปในใจของสถาปนิกหนุ่ม... แม้ว่าบ่ายนี้เขาจะต้องไปสู้กับฝุ่นและหยากไย่ที่เถียงนาก็ตาม!
