ตอนที่ 7: เถียงนามหาภัย
แสงสีส้มทองทอประกายผ่านรอยแตกของฝาบ้านไม้ขัดมันยับ กริชตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ความหวาดระแวงในเสียงตุ๊กแกหรือจิ้งหรีดเมื่อคืนเริ่มจางลง แทนที่ด้วยความเคยชินบางอย่าง เขาขยับตัวลุกขึ้นจากมุ้งสีขาวสะอาด พับเก็บอย่างมีระเบียบตามที่อิปิ๊เคยสอน (แม้จะยังเบี้ยวไปบ้าง) ก่อนจะเดินลงไปที่ชานเรือน ย่าบุญมานั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมขันข้าวเหนียวและกับข้าวใส่บาตร ท่านยิ้มจนตาปิดเมื่อเห็นหลานชายสวมโสร่งเดินลงมาอย่างคล่องแคล่วขึ้น
“ตื่นสายกะสิว่า ตื่นเช้ากะสิย่อง (ชม) เด้อนี่... มา ๆ ฟ้าวล้างหน้ามาปั้นข้าวรอพระ” ย่ากวักมือเรียก
หลังจากใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็นั่งล้อมวงกินข้าวเช้ากันบนแคร่ไม้ใต้ถุนบ้าน เมนูวันนี้เรียบง่ายตามสไตล์คนบ้านป่า: น้ำพริกแจ่วปลาร้า รสจัดจ้าน ผักลวก สด ๆ จากหลังบ้าน และ ปลาทูทอด ที่หอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้าน
“ย่าครับ แจ่วอันนี้มันเผ็ดน้อยกว่าเมื่อวานไหมครับ หรือว่าลิ้นผมมันเริ่มชินแล้วก็ไม่รู้” กริชเอ่ยพลางปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วส่งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“มันบ่ได้เผ็ดน้อยลงดอกหลานเอ๊ย ใจเจ้าของมันเปิดรับแล้วรสชาติมันกะนัวเองล่ะ” ย่าบุญมาหัวเราะพลางคัดเลือกเนื้อปลาทูวางบนก้อนข้าวเหนียวให้หลาน
“กินหลาย ๆ มื้อนี่สิไปเฮ็ดอิหยังล่ะ เห็นเตรียมไม้กวาดเตรียมผ้าขนหนูไว้พู้น”
“ผมตั้งใจว่าจะไปจัดการเถียงนาที่พ่อเคยอยู่ครับย่า ผมอยากทำความสะอาดให้มันน่าอยู่ จะเปลี่ยนให้เป็นสตูดิโอทำงานออกแบบของผมด้วย ผมยากปรับโครงสร้าง ถ้าขัดสีฉวีวรรณหน่อยน่าจะดูเท่สุด ๆ ไปเลยครับ” กริชตอบด้วยแววตาเป็นประกายแบบนักออกแบบ ย่าบุญมานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“สิไปล้างเถียงนาเบาะ ระวังเด้อ... ของเก่ามันมีเจ้าของ พ่อเจ้าเพิ่นฮักเถียงนานั่นหลาย เพิ่นเก็บของไว้รกกะจริงแต่มันมีระเบียบในแบบของเพิ่น เจ้าสิไปรื้อไปถอนกะบอกกล่าวเพิ่นแนล่ะหลานเอ๊ย”
“ผมจะแค่ทำความสะอาดครับย่า ไม่รื้อของสำคัญของพ่อออกแน่นอน ผมเริ่มเข้าใจที่ย่าพูดแล้วล่ะครับ ว่าดินมีหัวใจ บ้านก็น่าจะมีเหมือนกัน” ย่าบุญมายิ้มอย่างพอใจ ท่านลูบหัวกริชเบา ๆ
“เออ... เว้าได้จั่งซี่ กระสมเป็นลูกหลานบ้านเฮา ไปเถอะ บ่าย ๆ ย่าพาวัวลงทุ่งแล้วสิแวะไปเบิ่งเด้อ”
10.00 น. ณ เถียงนามหาภัย
กริชมาถึงเถียงนาพร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งไม้กวาดหยากไย่ แปรงขัด และน้ำยาทำความสะอาดที่เขาแอบไปซื้อจากร้านค้าในหมู่บ้าน เขาถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาว เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่เริ่มกระชับจากการออกแรงพาวัวเมื่อวันก่อน
“เอาล่ะ... กริช สตูดิโอไทยโมเดิร์นกลางทุ่งจะเริ่มต้นที่นี่”
เขาเริ่มจากการกวาดหยากไย่ที่โยงใยอยู่บนขื่อ ฝุ่นหนาเตอะฟุ้งกระจายจนเขาต้องไอค่อกแค่ก กริชพยายามย้ายกระสอบปุ๋ยไปวางรวมกันไว้ที่มุมหนึ่งเพื่อให้พื้นที่ตรงกลางโล่งขึ้น แต่ในขณะที่เขากำลังเอื้อมมือไปคว้าคานไม้เพื่อจะขัดเช็ดนั้นเอง...
“ตุ๊บ!”
บางอย่างที่มีน้ำหนักตกลงมาที่บนไหล่ของเขา กริชชะงักนิ่ง ลมหายใจติดขัด เขาค่อย ๆ ชำเลืองมองไปที่ไหล่ขวา... มันคือ แมงมุมขยุ้มหลังคา ตัวโตเท่าฝ่ามือที่มีขนรุงรังและขากางยาวเหยียด
“เฮ้ย!!!” กริชสะบัดตัวอย่างแรง แมงมุมกระเด็นไปตกที่ฝาบ้าน แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะแรงสั่นสะเทือนทำให้ ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ อีกตัวโผล่ออกมาจากรูไม้เหนือหัว
“ตับแก! ตับแก!”
เสียงก้องกังวานนั้นไม่ได้มาจากที่ไกล ๆ แต่มันดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของกริชในระยะประชิดเพียงไม่กี่คืบ! ตุ๊กแกตัวลายพร้อย ขนาดลำตัวหนาเกือบเท่าลำแขนเด็ก โผล่หัวทรงสามเหลี่ยมออกมาจากซอกคานไม้เก่า ดวงตาสีเหลืองอำพันเบิกโพลงจ้องเขม็งมาที่เขา มันอ้าปากกว้างจนเห็นเพดานปากสีชมพูแดงระเรื่อ พร้อมกับเสียงขู่ “ฟู่... ฟู่...” ราวกับมังกรพ่นไฟในร่างสัตว์เลื้อยคลาน
กริชตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งตัวตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงปลายเท้า มือที่ถือไม้กวาดหยากไย่สั่นพะเยิบพะยาบ
“ใจเย็นนะเจ้าที่... ผมแค่มาทำความสะอาด ไม่ได้มาแย่งบ้าน...”
แต่ดูเหมือนคำขอร้องจะไม่ได้ผล เพราะทันทีที่กริชขยับตัวจะถอยหลัง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ "สยอง" ยิ่งกว่าเดิม!ตรงมุมมืดของฝาบ้านที่แสงแดดส่องไปไม่ถึง มีกลุ่มก้อนสีขาวนวลลักษณะเหมือนเปลือกไข่เล็กๆ นับสิบใบเกาะติดอยู่กับเนื้อไม้ และรอบๆ ไข่เหล่านั้น... มีกองทัพ "ลูกตุ๊กแก" ตัวจ้อย ลายพร้อยเหมือนแม่ไม่มีผิดเพี้ยน นับสิบตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ยออกมาจากเงามืด บ้างก็เกาะอยู่บนกระสอบปุ๋ย บ้างก็เกาะอยู่บนผนังไม้เตรียมจะพุ่งตัวหาเป้าหมาย
“อ๊ากกกกกก! มันมาเป็นกองทัพเลย! ช่วยด้วยยยยย!”
กริชแหกปากร้องลั่นทุ่งนาจนนกกระยางที่หากินอยู่แถวนั้นบินพรึ่บขึ้นฟ้าด้วยความตกใจ สถาปนิกหนุ่มผู้เคยคุมงานก่อสร้างตึกสูงระฟ้า บัดนี้ลืมสิ้นความสุขุมและมาดหนุ่มเมืองกรุง เขาโกยแน่บกระโดดลงจากเถียงนาด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่านักวิ่งทีมชาติ โสร่งไหมมัดหมี่ที่เคยนุ่งไว้อย่างประณีตเริ่มหลุดลุ่ยจนเขาต้องใช้มือหนึ่งหอบผ้าไว้ อีกมือหนึ่งกวัดแกว่งไปมากลางอากาศเพื่อไล่ความหลอนที่ยังติดตา
เขาไม่สนแม้แต่อุปกรณ์ทำความสะอาดราคาสูงที่วางทิ้งไว้ กริชวิ่งหน้าตั้งลุยทุ่งนาลัดเลาะไปตามคันดินที่แคบและขรุขระ ก้าวพลาดตกลงไปในเลนบ้างแต่ก็รีบดีดตัวขึ้นมาใหม่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด มุ่งหน้าตรงไปสู่บ้านผู้ใหญ่บ้านที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายในใจตอนนี้!
ณ บ้านผู้ใหญ่บ้าน
อิปิ๊ที่กำลังนั่งเหลาไม้ไผ่อยู่บนแคร่ไม้ไผ่อย่างเพลิดเพลิน ถึงกับหยุดมือแล้วมองไปทางทุ่งนาด้วยสายตาฉงน เธอเห็นเงาร่างขาวๆ วิ่งตะบึงมาพร้อมฝุ่นตลบ
“ปาดดดด! นั่นอ้ายกริชเบาะ คือวิ่งไวแท้ หรือว่าบักจ่อยมันหลุดคอกไปขวิดเพิ่น” อิปิ๊ตะโกนคุยกับพ่อผู้ใหญ่ที่กำลังเช็กแหอยู่อีกด้านหนึ่ง
กริชวิ่งมาถึงหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านในสภาพหมดรูป ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีเศษหญ้าและโคลนติดอยู่ที่ขาโสร่ง ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้ซีดเผือดและเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาหอบจนตัวโยนจนแทบจะพูดไม่ออก
“ปิ๊... ปิ๊ ช่วยผมด้วย... มัน... มันมาทั้งตระกูลเลย” กริชพยายามสื่อสารขณะที่มือยังกำปมโสร่งไว้แน่น อิปิ๊เดินเข้ามาใกล้พลางกลั้นขำจนไหล่สั่น
“อิหยังอ้าย ไผมาทั้งตระกูล ผีโพงมาเบาะ”
“ตุ๊กแก ตัวใหญ่เท่าแขนเลย แล้วยังมีลูกมันอีกเป็นโหล ไต่เต็มฝาบ้านไปหมด ไข่มันก็น่ากลัว... ผมทำงานไม่ได้แล้วปิ๊ ผมจะจ้างคนมาจัดการจริง ๆ คราวนี้ย่าจะดุก็ยอม” อิปิ๊ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นบ้าน จนผู้ใหญ่บ้านต้องเดินมาดู
“ฮ่าๆๆๆๆ อ้ายกริชเอ๊ย! ตุ๊กแกบ้านนอกมันกะคือคนบ้านนอกนั่นล่ะ เพิ่นกะอยากอยู่ใกล้ ๆ คนหน้าตาดีคืออ้าย สงสัยเพิ่นสิมาต้อนรับสมาชิกใหม่ล่ะมั้ง”
“มันไม่ใช่เรื่องตลกนะปิ๊ ! มันอ้าปากใส่ผมด้วย ” กริชหน้ามุ่ย พยายามจัดแจงโสร่งที่เกือบจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ให้เข้าที่
“มานี่มา... เดี๋ยวข่อยพาส่งร้านค้า ไปซื้อสมุนไพรไล่ตุ๊กแก แต่อย่าไปฆ่าเพิ่นเด้อ เพิ่นเป็นเจ้าบ้านเก่า” อิปิ๊ยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางกวักมือเรียก
“แต่อ้ายต้องยอมให้ข่อยแกล้งคืนเด่ะ... โทษฐานที่ทำตัวเป็นเด็กน้อยขี้แย วิ่งหนีตุ๊กแกจนโสร่งเกือบหลุดให้ชาวบ้านเขาเห็นเบิดหมู่บ้านแล้วนี่!”
กริชได้แต่ยืนหน้าแดงซ่าน ทั้งอายทั้งกลัว แต่ในใจก็เริ่มคิดแล้วว่า... มรดกของย่าบุญมานี่มัน "โหด" กว่าที่เขาคิดไว้ทุกขั้นตอนจริงๆ!
