ตอนที่ 5 กาแฟสด ต้มสด ๆ ยกล้อ
ท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มแผดจ้าขึ้นทุกขณะ กริชเดินลากเท้าผ่านคันนาที่ขรุขระด้วยความทุลักทุเล มือหนึ่งพยายามประคองโสร่งที่พร้อมจะหลุดทุกเมื่อ อีกมือหนึ่งก็ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตาจนแสบไปหมด ฝูงวัวของย่าบุญมาเดินทอดน่องเล็มหญ้าอย่างสบายใจ โดยมีอิปิ๊เดินนำหน้าแกว่งไม้เรียวไปมาอย่างคล่องแคล่ว
“นั่นล่ะอ้าย... ออฟฟิศใหม่ของสุภาพบุรุษสถาปนิก” อิปิ๊ชี้ไม้เรียวไปทางสิ่งปลูกสร้างเล็กๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่ง
กริชเงยหน้ามองตาม และสิ่งที่เห็นทำให้เขาแทบอยากจะทรุดตัวลงนอนกลางคันนา มันคือ ‘เถียงนา’ หรือกระท่อมไม้หลังเล็กสภาพเก่าคร่ำคร่า หลังคามุงสังกะสีที่มีรอยสนิมเกาะกิน ใต้ถุนยกสูงพอประมาณ ภายในที่ควรจะเป็นที่พักผ่อนกลับเต็มไปด้วยกระสอบปุ๋ย ถังฉีดยาฆ่าแมลง จอบ เสียม และเครื่องมือทำนาที่วางระเกะระกะจนแทบไม่มีที่ว่าง
“ย่าบอกว่า ต่อไปนี้ให้อ้ายมาคุมงานอยู่ที่นี่ ที่นาห้าสิบไร่นี่ล่ะคือโครงการมรดกที่อ้ายต้องดูแล” อิปิ๊หันมาบอกพลางยิ้มกริ่ม
กริชก้าวขึ้นไปบนเถียงนาอย่างระมัดระวัง เสียงไม้กระดานดัง เอี๊ยด... เหมือนจะหักลงมาได้ทุกเมื่อ เขาใช้นิ้วแตะลงบนขอบไม้แล้วก็ต้องรีบชักมือกลับเพราะฝุ่นหนาเตอะ
“นี่มันโกดังเก็บของชัดๆ เลยนะปิ๊! ทั้งฝุ่น ทั้งกลิ่นปุ๋ย แล้วนั่น... ขี้จิ้งจกใช่ไหม ผมทำงานที่นี่ไม่ได้หรอก มัน... มันไม่ถูกสุขลักษณะอย่างแรง” กริชเอ่ยพลางกวาดสายตามองด้วยความแหยง
“ผมว่าผมจะจ้างบริษัททำความสะอาดจากในเมืองมาบิ๊กคลีนนิ่งที่นี่หน่อย แล้วก็ว่าจะกั้นกระจก ติดแอร์...”
“หยุดๆๆ! อ้ายกริช!” อิปิ๊เบรกเสียงหลง
“จ้างบริษัทอิหยังกะด้อกะเดี้ย ย่าบุญมาเพิ่นบ่มักให้คนมารุ่มร่ามของ ของเพิ่น และห้ามใช้เงินแก้ปัญหา ห้ามจ้างคนอื่น อ้ายต้องเฮ็ดเอง"
"อีกอย่าง ของในเถียงนานี่มีแต่ของสำคัญ ทั้งจอบ ทั้งเสียบ อุปกรณ์ทำนาเพิ่น ย่าเพิ่นย่านของหาย เพิ่นเลยบ่ให้คนนอกเข้ามาวุ่นวาย”
“แต่มันสกปรกมากเลยนะปิ๊ ผมเพิ่งเดินทางมาเหนื่อย ๆ เมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับเพราะ... เอ่อ... ผีสีหมอกของย่านั่นแหละ วันนี้ขอพักก่อนได้ไหม ผมยังปรับตัวไม่ได้จริงๆ” กริชใช้ไม้ตายหน้าเศร้าอ้อนวอน
อิปิ๊มองสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ใบหน้าขาวๆ เริ่มแดงก่ำเพราะแดดเผา สภาพโสร่งรุงรังกับผมที่ยุ่งเหยิงทำให้เธอนึกสงสารขึ้นมานิดๆ (แต่ขำมากกว่า)
“เออๆ ... เห็นว่าเพิ่งมามื้อแรก ข่อยสิยอมให้พักวันนึงกะได้ แต่ตอนนี้ข่อยเริ่มหิวน้ำแล้ว อ้ายกริชอยากไปหาอิหยังดื่มเย็น ๆ ในหมู่บ้านบ่” กริชหูผึ่งทันที
“มีร้านกาแฟสดไหมปิ๊ ผมขอแบบอาราบิก้าคั่วกลาง ลาเต้ร้อนไม่ใส่น้ำตาลนะ หรือถ้ามีร้านสไตล์มินิมอลที่มีไวไฟด้วยจะดีมาก” อิปิ๊หัวเราะพรืดจนตัวโยน
“กาแฟสดเบาะ มี แถวนี้เพิ่นเน้น ‘สด’ จากเตาเลยล่ะ ป่ะ... ซ้อนซาเล้งมา เดี๋ยวปิ๊จัดให้!”
การเดินทางกลับเข้าสู่ตัวหมู่บ้านเป็นความท้าทายครั้งใหม่ กริชต้องนั่งขดตัวอยู่บนตะแกรงเหล็กของซาเล้ง พยายามถกโสร่งขึ้นมาเหนือกองขยะเพื่อไม่ให้มันเข้าไปพันในซี่ลวดล้อรถ ขณะที่ซาเล้งกระแทกกระทั้นไปตามถนนดินลูกรัง อิปิ๊ก็พากริชมาจอดสนิทหน้าร้านไม้เก่าที่มีสังกะสีมุงบังแดด หน้าร้านมีป้ายเขียนด้วยชอล์กว่า ‘ร้านป้าแดง กาแฟยกล้อ’
ชาวบ้านที่นั่งล้อมวงกันอยู่หน้าร้าน ทั้งลุงสมานที่กำลังลับมีด และป้าจ้อยที่กำลังเด็ดผักบุ้ง ต่างหยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วจ้องมองกริชเป็นจุดเดียว
“ปาดดดด! นั่นหลานแม่ใหญ่บุญมาเบาะอีปิ๊ คือมาขาวปานหลอดไฟนีออนแท้ล่ะหึ” ป้าแดงเจ้าของร้านร้องทักพลางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน
“แม่นแล้วป้าแดง เพิ่นอยากกินกาแฟสด เลยพามาหาป้านี่ล่ะ” อิปิ๊ตอบแทน
กริชเดินลงจากรถด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เขาพยายามส่งยิ้มสุภาพให้ทุกคน
“สวัสดีครับ... เอ่อ ผมขอถามหน่อยครับ ที่นี่มีเมนูอเมริกาโน่เย็นเมล็ดคั่วกลางบ้างไหมครับ” ป้าแดงขมวดคิ้วทำหน้ามึนตึ๊บ
“อเมริกา... อิหยังนะหลานชาย ป้าฟังบ่รู้เรื่อง เว้าไทยคือจั่งดาราแท้ล่ะหึ”
“เพิ่นถามว่ามีกาแฟบ่จ้าป้า!” อิปิ๊รีบแปลภาษา
“อ้ายกริช... ป้าแดงเพิ่นบ่รู้จักอเมริกาโน่ของอ้ายดอก บ้านนี่มีแต่โอเลี้ยง กาแฟโบราณ... เอา ‘กาแฟยกล้อ’ บ่ รับรองตาสว่างยันชาติหน้า”
“ยกล้อ มันคือพันธุ์อาราบิก้าเหรอครับปิ๊” กริชถามอย่างซื่อ ๆ อิปิ๊แอบขำจนไหล่สั่น
“เออ... สายพันธุ์อีหลี (พันธุ์แท้) เลยล่ะป้า จัดมายกล้อสองถุง”
ไม่นานนัก กริชก็ได้พบกับกาแฟของเขา มันไม่ได้อยู่ในแก้วพลาสติกทรงสูงที่มีโลโก้สวยงาม แต่มันถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ใส่น้ำแข็งป่นจนล้น ราดด้วยน้ำโอเลี้ยงดำขลับและปิดท้ายด้วยนมข้นจืดที่เทลงไปจนขาวโพลนเหมือนภูเขาหิมะ จากนั้นป้าแดงก็เอาถุงนั้นซ้อนลงใน ‘ถุงกระดาษหนังสือพิมพ์’ อีกชั้นหนึ่งแล้วยื่นให้
“เอ้า... กาแฟยกล้อ กินแล้วสิตาแข็งจนฮอดมื้อเช้าเด้อหลาน!”
กริชรับมาอย่างงง ๆ เขาพยายามมองหาหลอดแต่พบว่ามันเป็นถุงมัดยางวง
“กินยังไงครับปิ๊ มันไม่มีแก้วเหรอ”
“ดูดโลดอ้าย! หลอดมันกะอยู่ในถุงหั่นล่ะ!” อิปิ๊สาธิตด้วยการดูดจ๊วบใหญ่จนน้ำแข็งพร่องลงไปครึ่งถุง
กริชจำใจดูดตาม ทันทีที่ของเหลวเข้าปาก ความหวานระดับน้ำตาลเรียกพี่และความขมฝาดของโอเลี้ยงโบราณก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
“โอ้โห... หวานมากครับป้า นี่น้ำตาลหรือกาแฟเชื่อมครับเนี่ย”
ชาวบ้านรอบ ๆ เริ่มขยับเข้ามาใกล้กริชด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลุงสมานวางมีดแล้วถามขึ้น
“.อยู่กรุงเทพฯ เฮ็ดงานอิหยังล่ะ คือมาใส่เสื้อเชิ๊ตแขนยาวพาวัวลงทุ่งน้อ”
“อ๋อ... ผมเป็นสถาปนิกครับ ออกแบบตึก ออกแบบอาคารน่ะครับ” กริชพยายามอธิบายด้วยภาษากลางที่ชัดเจนลุ งสมานหันไปหาป้าจ้อย
“หือ เพิ่นว่าเพิ่นเป็นอาสา... อิหยังนะ เพิ่นมาฉีดยาวัวเบาะอีปิ๊”
“บ่แม่นลุง เพิ่นเป็นคนเขียนแบบบ้าน” อิปิ๊ตะโกนบอกชาวบ้าน
“อ๋ออ เขียนหวยเบาะ งวดนี้เลขออกอิหยังล่ะหลาน บอกป้าแน ป้าสิได้ปลดหนี้ธกส. ” ป้าจ้อยขยับเข้ามาใกล้จนกริชแทบจะสำลักกาแฟยกล้อ
“ไม่ใช่หวยครับป้า ผมออกแบบโครงสร้างอาคารครับ” กริชพยายามย้ำอีกครั้งพร้อมทำท่ามือประกอบเป็นรูปหลังคาบ้าน
“Architect ครับ”
“อา-ชิ-เต็ก หือ... เพิ่นสิมาเปิดเต็ก (เทค) อยู่บ้านเฮาเบาะอีปิ๊ คือสิม่วนน้อ”
เสียงหัวเราะของชาวบ้านดังระงมไปทั่วร้านกาแฟ ทุกคนมองกริชด้วยสายตาเอ็นดูผสมขำขันในความพยายามอธิบายของเขา
กริชได้แต่ยืนนิ่ง ดูดกาแฟจากถุงกระดาษที่เริ่มเปื่อยยุ่ยในมือ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่ามรดกที่ย่ามอบให้ ไม่ใช่แค่ที่ดิน แต่มันคือการต้องสู้กับ "กำแพงภาษา" และ "วัฒนธรรมถุงกระดาษ" ที่เขาสถาปนิกเมืองกรุงต้องใช้ใจแปลให้ได้มากกว่าการใช้พจนานุกรม!
