ตอนที่ 4 สถาปนิกเมืองกรุงกะวัวบ้านนอก
เมื่อถึงหน้าคอก กริชต้องชะงักฝีเท้าเหมือนเจอทางตัน ในคอกมีวัวแม่ลูกอ่อนและวัวหนุ่มรวม 4 ตัว พวกมันหยุดเคี้ยวเอื้องหน้าตาเฉยเมย แล้วหันมามองผู้มาเยือนในชุดแปลกตาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะ ‘บักจ่อย’ วัวหนุ่มสีแดงก่ำที่มีเขาแหลมโง้งและดวงตาขวางโลก มันพ่นลมหายใจดัง ฟืด! พร้อมกับใช้กีบเท้าหน้าตะกุยดินอย่างไม่เป็นมิตร
“ย่าครับ... มันมองผมแปลกๆ นะครับ สายตามันเหมือนกำลังประเมินราคาผมเลย” กริชกระซิบเสียงสั่นพลางก้าวถอยหลังไปพิงเสาบ้าน
“มันบ่เคยเห็นคนใส่ผ้าโสร่งไหมเนื้อดีมั้งอ้าย” อิปิ๊หัวเราะร่าพลางเดินมาพิงคอกกอดอกมองอย่างสนุกสนาน
“บักจ่อยมันมักคนสู้ชีวิตเด้ออ้าย ลองเข้าไปทักทายมันเบิ่งดู๊ สถาปนิกเมืองกรุงกะวัวบ้านนอก ไผสิแน่กว่ากัน”
“กริช… เข้าไปจูงเชือกบักจ่อยออกมาก่อนเด้อหล่า มันเป็นโตนำฝูง ถ้าบักจ่อยยอมไป โตอื่นกะสิพากันย่างตามเอง” ย่าสั่งเสียงเฉียบขาดพลางยื่นเชือกป่านเส้นหนาให้
กริชกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เขาค่อยๆ ก้าวเท้าขาวๆ ที่ไม่เคยสัมผัสความหยาบกร้านเข้าไปในคอก พื้นดินภายในนั้นนุ่มหยุ่นด้วย "ของฝาก" จากวัวจนเขาต้องเขย่งเท้า
“ใจเย็นนะจ่อย... พี่กริชมาดี พี่แค่จะพาไปทานมื้อเช้าท่ามกลางวิวนะครับ อย่าเพิ่งทำร้ายกันเลย”
ทันทีที่กริชเอื้อมมือจะไปจับเชือกสนตะพาย บักจ่อยก็สะบัดหน้าพรืด! มันชูคอขึ้นแล้วส่งเสียงร้อง มอออออ! สนั่นคอกจนหลังคาสังกะสีสะเทือน กริชสะดุ้งตัวโยนจนโสร่งที่นุ่งไว้แบบมือสมัครเล่นเริ่มหลวมหลุดปม เขาต้องรีบคว้าหมับเข้าที่ปมผ้าตรงหน้าท้องเพื่อกู้ชีพภาพลักษณ์สถาพบุรุษ
“เฮ้ยๆ อย่าชนนะ อย่าเข้ามา” กริชตะโกนลั่นเมื่อบักจ่อยเริ่มก้มหัวลงต่ำ เล็งเขาแหลมโง้งมาที่พุงของเขา
“ฮ่าๆๆๆๆ อ้ายกริช! อย่าเฮ็ดตัวสั่นคือเจ้าเข้าสิ! วัวมันได้ใจ!” อิปิ๊หัวเราะจนตัวงอเกาะรั้วคอกวัวไว้ ย่าบุญมาเองก็เอาผ้าเช็ดน้ำหมากปิดปากขำหลานชายจนไหล่สั่น
“บักกริชเอ๊ย... จับเชือกมันแน่นๆ อย่าไปหย่อนใส่หน้ามันจั่งซั่น วัวมันนึกว่าเจ้าสิมาเล่นไล่จับนำ!”
บักจ่อยเริ่มออกอาการหวงถิ่น มันเริ่มวิ่งวนรอบคอกจนกริชต้องกระโดดหลบพัลวัน ท่าทางของสถาปนิกหนุ่มตอนนี้ดูไม่ต่างจากนักสู้วัวกระทิงที่กำลังจะเสียหลัก โสร่งที่พยายามรักษาไว้สุดชีวิตก็เริ่มหลุดลุ่ยจนเห็นขากางเกงบ็อกเซอร์ยี่ห้อดังวับๆ แวมๆ
“ปิ๊! ช่วยด้วย! มันจะขวิดผมจริงๆ แล้วนะ! นี่มันวัวนักเลงชัดๆ!” กริชร้องเสียงหลงพลางวิ่งไปหลบหลังเสาคอกวัวอย่างหมดรูป
“โอ๊ยยย สงสารวัวเด้อ ย่า... วัวมันสิสติแตกนำคนแล้ว!” อิปิ๊เห็นท่าไม่ดี (แม้จะอยากขำต่ออีกสักชั่วโมง) เธอเลยตัดสินใจกระโดดข้ามรั้วคอกวัวลงมาอย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เธอเดินตรงเข้าไปหาบักจ่อยด้วยท่าทางมั่นใจ ยกมือขึ้นตบก้นมันเบาๆ แล้วดึงเชือกที่หลุดมือจากกริชมาถือไว้เอง
“จ่อย! เซาหยอกอ้ายเพิ่นลูก เพิ่นคนต่างถิ่นหน้าขาวคือหยวกกล้วย เพิ่นย่านจนสิฉี่ราดแล้วนี่ มานี่มา...”
น่ามหัศจรรย์ที่วัวจอมพยศกลับนิ่งสงบลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงและสัมผัสของอิปิ๊ มันเอาหัวโตๆ มาถูกับแขนเสื้อลายสก็อตของเธอเหมือนลูกแมวเชื่องๆ พ่นลมหายใจเบาๆ อย่างเป็นมิตร กริชยืนหอบแฮก สภาพหล่อเนี้ยบในตอนเช้าหายวับไปกับตา มีเศษฟางติดอยู่ที่ผมและคราบโคลนที่ชายผ้าโสร่ง
“ทำไม... ทำไมมันฟังคุณล่ะ ผมพูดกับมันตั้งนานมันไม่เห็นฟังเลย”
“กะข่อยคุยกับมันด้วยใจ บ่ได้คุยด้วยความกลัวคืออ้ายเด่ะ” อิปิ๊ยื่นปลายเชือกให้กริชอีกครั้งด้วยแววตาเป็นต่อ
“เอ้า... จับไว้แน่นๆ คราวนี้เดินนำหน้ามันไปเลย อย่าหันหลังกลับมามองหน้ามันบ่อย มันสิมึน (ดื้อ) นึกว่าอ้ายท้าทายมัน เดินไปข้างหน้าอย่างเดียว”
กริชรับเชือกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ โดยมีอิปิ๊คอยเดินขนาบข้างช่วยพาวัวออกจากคอก ย่าบุญมาที่ยืนดูอยู่บนชานเรือนถึงกับส่ายหัวพลางยิ้มกว้าง
“บักหลานชายเอ๊ย... สงสัยสิได้เมียสอนงานคักๆ งานนี้ สถาปนิกเมืองกรุงกะมาแพ้ทางสาวบ้านนาอีปิ๊”
“ย่าครับ! เมื่อกี้มันเกือบจะเอาเขาชนผมเลยนะ! มันไม่ใช่หยอกแล้ว!” กริชตะโกนบอกย่าพลางกระชับโสร่งรอบที่สิบขณะพยายามจูงบักจ่อยเดินออกนอกเขตรั้วบ้าน
“มันบ่ได้สิชนดอกอ้าย… มันแค่อยากขวิดคนหล่อซื่อ ๆ เบิ่งแน”อิปิ๊ทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะก้องทุ่ง
ก่อนจะต้อนฝูงวัวที่เหลือมุ่งหน้าสู่ทุ่งนาสีเขียวทอดยาว โดยมีกริชเดินขาสั่นพะเยิบพะยาบตามหลังไปอย่างทุลักทุเล มือหนึ่งจูงวัว อีกมือหนึ่งกำโสร่งไว้แน่น... เป็นภาพที่ทำเอาชาวบ้านโคกอีแหลวที่ตื่นมาทำธุระตอนเช้าต้องหยุดดูแล้วอมยิ้มไปตามๆ กัน!
ตลอดเส้นทางเดินจากบ้านแม่ใหญ่บุญมามุ่งหน้าสู่ทุ่งนา กริชรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดที่หลุดออกมาจากตู้โชว์ในห้างสรรพสินค้า ชาวบ้านที่กำลังขะมักเขม้นกับการใช้ชีวิตยามเช้า ทั้งคนที่กำลังกวาดลานบ้าน คนที่กำลังหาปลา หรือแม้แต่กลุ่มแม่บ้านที่นั่งล้อมวงกินข้าวเหนียว ต่างพากันหยุดชะงักแล้วมองมาที่เขาเป็นตาเดียว
“ปาดดดด! นั่นหลานแม่ใหญ่บุญมาเบาะ? คือมาขาวจั๊วะปานนกกระยางแท้ล่ะหึ!” ป้าคนหนึ่งตะโกนถามมาจากใต้ถุนบ้านพลางหัวเราะร่วน
“แม่นแล้วป้า! อ้ายกริชสถาปนิกเมืองกรุงพู้นน่ะ เพิ่นสิมาลองเลี้ยงวัวมื้อแรก!” อิปิ๊ตะโกนตอบอย่างอารมณ์ดี พลางหันมามองกริชที่พยายามเดินหนีสายตาชาวบ้าน แต่เท้าดันไปสะดุดก้อนหินจนตัวเอนไปเบียดบักจ่อย
“เอ่อ... สวัสดีครับคุณป้า” กริชยกมือไหว้แบบพะวงๆ เพราะมือหนึ่งยังต้องกำปมโสร่งไว้แน่น
“ไหว้พระเถอะลูกเอ๊ย! ระวังเด้อ โสร่งสิหลุดใส่วัวมันสิตกใจ!” ชาวบ้านอีกคนแซวทำเอาเสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วคุ้ม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของสัตว์ใหญ่ก็ดังแว่วมาจากทางแยก พร้อมกับร่างกำยำของ ผู้ใหญ่บ้าน พ่อของอิปิ๊ ที่กำลังจูง ‘บักถึก’ ควายยักษ์คู่ใจเดินตรงมา ผู้ใหญ่บ้านมองกริชด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหันไปหาหลานชายแม่ใหญ่บุญมา
“อ้าว... นี่เบาะบักกริช?” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้ม “เมื่อคืนอีปิ๊มันกลับไปเล่าให้ฟังว่า หลานแม่ใหญ่บุญมากลับมาแจ้งข่าวพ่อไกร ข่อยกะเสียใจนำเด้อ... แต่กะดีแล้วที่สูตัดสินใจกลับมาเบิ่งนาของพ่อสู”
“ขอบคุณครับผู้ใหญ่... ผมชื่อกริชครับ” กริชตอบด้วยภาษากลางที่เผลอทำตัวยืดตรงตามบุคลิกคนทำงานออฟฟิศ “ผมจะพยายามทำให้เต็มที่ครับ แม้ว่าจะยัง... เอ่อ... ยังเข้ากับวัวไม่ค่อยได้เท่าไหร่”
“ฮ่าๆๆๆ ดูทรงแล้วคือสิแม่นอยู่!” ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะพลางตบหลังบักถึก “เบิ่งนี่... ขนาดบักถึกข่อยมันยังเหลียวมองสูเลย มันคือสิคึดว่า... เจ้านายใหม่ข่อยคือมาแต่งโตคือจั่งสิไปขึ้นเครื่องบินแท้ล่ะหึ?”
“มันไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับผู้ใหญ่ ผมแค่พยายามแต่งตัวให้เกียรติสถานที่ครับ” กริชพยายามรักษามาดสถาปนิกที่เหลือเพียงน้อยนิดไว้
“เกียรติสถานที่บ้านเฮากะคือเหงื่อนี่ล่ะหลานชาย!” ผู้ใหญ่บ้านยิ้มกว้าง “เอ้า... อีปิ๊! พาลูกอ้ายเพิ่นไปทางพู้นเด้อ หม่องนั่นหญ้าอ่อน วัวสิได้กินอิ่มๆ แล้วกะเบิ่งเพิ่นแนล่ะ อย่าให้บักจ่อยมันขวิดหลานแม่ใหญ่เพิ่นไส้ไหลล่ะ!”
“จ้าพ่อ! บ่ต้องห่วงดอก ปิ๊ดูแลอ้ายกริชประดุจไข่ในหินเลยล่ะ!” อิปิ๊หันมาขยิบตาให้กริช “ไปอ้าย... อย่ามัวแต่ยืนคุย ภาษากลางอ้ายมันหรูเกินไป วัวข่อยฟังบ่ฮู้เรื่อง!”
กริชได้แต่ถอนหายใจยาวพลางก้าวเดินต่อไป ท่ามกลางเสียงทักทายภาษาอีสานที่เขาฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้ชัดเจนคือ "ความนัว" ของสังคมที่นี่ที่กำลังเริ่มโอบล้อมตัวเขาอย่างช้าๆ
