ตอนที่ 3: ตีสี่มหาโหด กับบทเรียนแรก
ค่ำคืนแรกในหมู่บ้านโคกอีแหลวสำหรับ กริช ไม่ต่างอะไรกับการถูกขังอยู่ในกรงที่เต็มไปด้วยเสียงประหลาดมากมายตั้งแต่คืนแรก ภายใต้มุ้งสีขาวที่ดูเหมือนป้อมปราการสุดท้าย กริชนอนเบิกตากว้างท่ามกลางความมืดสนิทที่คนเมืองอย่างเขาไม่เคยสัมผัส มืดจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วตัวเอง บ้านย่าจะมีไฟแค่พอสลัว ๆ ตรงบันไดทางขึ้นบ้าน
เสียงรอบกายที่อิปิ๊บอกว่าเป็นธรรมชาติ กลับกลายเป็นวงดนตรีออร์เคสตราที่ชวนขนลุก เสียงจิ้งหรีดที่กรีดปีกประสานเสียงกันจนหูอื้อ เสียง "ตับแก! ตับแก!" ของตุ๊กตาเจ้าถิ่นที่ดังกังวานมาจากขื่อบ้านไม้ และที่หนักที่สุดคือเสียงลมพัดยอดพร้าวที่ฟังดูเหมือนใครบางคนกำลังเดินวนอยู่รอบเรือน
"ผีโพง... มันคงไม่ชอบตับสถาปนิกหรอกมั้ง" เขาพึมพำปลอบใจตัวเองพลางกระชับผ้าห่มแน่น
แกรก... แกรก...
เสียงบางอย่างลากผ่านฝาบ้านไม้ดังขึ้นใกล้หู กริชสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งพรวด หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะกลองรบ ทันใดนั้น เงาดำตะคุ่มขนาดใหญ่ก็โผล่มาทาบทับอยู่บนผ้ามุ้งสีขาว พร้อมกับเสียง “ฟึ่ดดด! แง้ววววว!”
“เฮ้ย!!! ผี!! ช่วยด้วยยยย!”
กริชแหกปากร้องลั่นบ้านพลางดิ้นขลุกขลักอยู่ในมุ้งจนมุ้งแทบหลุดหล่นลงมากอง พริบตานั้น แสงสว่างจากไฟฉายกระบอกยาวก็ส่องวาบเข้ามาที่ใบหน้าของเขา พร้อมกับร่างของย่าบุญมาที่เดินถือตะเกียงออกมาจากห้องนอนด้วยอาการตกใจ
“เป็นอิหยังบักหลานชาย! ร้องซะบ้านสิแตก!” ย่าบุญมาดุพลางส่องไฟฉายไปรอบๆ กริชตัวสั่นชี้มือไปที่นอกมุ้ง
“ผี... ผีโพงครับย่า! มันมาลากข้างฝาบ้านตรงผมนอน เงาเบ้อเริ่มเลย”
ย่าบุญมาถอนหายใจยาวพลางเดินไปดูที่ขอบหน้าต่าง ก่อนจะอุ้มเจ้า ‘สีหมอก’ แมวสีครามตัวโตที่ย่าเลี้ยงไว้ขึ้นมาโชว์
“นี่แม่บ่ ผีโพงเจ้า บักสีหมอก... มันมาจับจิ้งจกกินซื่อ ๆ ดอก แหม... ตัวโตเป็นควายใจเสาะปานมดแท้น้อ” กริชหน้าเสีย รีบทรุดตัวลงนอนมุดผ้าห่มด้วยความอับอาย
“ผม... ผมแค่ไม่ชินครับย่า”
ตีสี่ตรง...
ยังไม่ทันที่แสงแรกจะจับขอบฟ้า ความเงียบสงัดของราตรีกาลก็ถูกทำลายลงด้วยเสียง ‘ก๊ก... ก๊ก... ก๊ก...’ มันคือเสียงสากกระทบลงบนครกไม้ดังแว่วมาจากใต้ถุนบ้าน ตามมาด้วยเสียงฟันไม้ฟืน ‘โป๊ก! โป๊ก!’ ที่จังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ
กริชสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูภูมิฐานตอนนี้ยับยู่ยี่ เขาพยายามจะข่มตาหลับต่อ แต่กลิ่นบางอย่างก็เริ่มลอยขึ้นมาตามร่องไม้กระดาน... กลิ่นควันไฟจางๆ ที่มีความหอมอบอวลของข้าวเหนียวสุกใหม่ๆ กลิ่นควันจากฟืนไม้สะเดาที่ย่าบุญมาใช้ก่อเต้าหุงหาอาหาร เป็นกลิ่นที่กระตุ้นความทรงจำวัยเด็กแต่มันช่างขัดใจคนรักการตื่นเที่ยงวันอาทิตย์อย่างเขาเหลือเกิน
มอออออ... เสียงวัวของย่าที่อยู่ในคอกที่อยู่ห้างจากตัวบ้านไปหน่อยก็ร้อง ใต้ถุนบ้านก็มีเสียงร้องรับเสียงไก่ที่ประสานเสียงกันราวกับนัดหมาย กริชทนไม่ไหวต้องมุดตัวออกจากมุ้ง เดินงัวเงียลงมายังชานเรือน
เขาเห็นย่าบุญมาในชุดเดิมแต่คาดผ้าซิ่นผืนใหม่ ท่านกำลังนั่งอยู่หน้าเตาฟืน แสงไฟจากฟืนสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยประสบการณ์ ย่ากำลังปั้นข้าวเหนียวร้อนๆ ใส่กระติ๊บ
“อ้าว... ตื่นแล้วเบาะบักหลานชาย ย่ายังบ่ทันได้ไปปลุกอยู่” ย่าบุญมาเอ่ยทักโดยไม่หันมามอง
“ไปล้างหน้าล้างตาซะลูก พระเพิ่นใกล้สิมาแล้ว”
“ย่าครับ... นี่มันยังมืดอยู่เลยนะครับ พระท่านเดินไหวเหรอครับ ยังไม่สว่างเลยครับ” กริชถามพลางขยี้ตา
“พระเพิ่นกะเดินตามแสงเทียน แสงธรรมนั่นล่ะ มาๆ อย่าเว้าหลาย ไปเตรียมตัวใส่บาตรหน้าบ้าน”
กริชที่ต้องไปล้างหน้าล้างตา เพื่อมาใส่บาตรพร้อมย่าบุญมา
เวลา 05.50 น.
แสงทองรำไรเริ่มฉาบทั่วท้องทุ่งนาสีเขียวขจี หมอกบางๆ ปกคลุมยอดหญ้าส่งกลิ่นหอมดินโชยมาตามลม กริชถูกบังคับให้นุ่งผ้าโสร่งไหมสีหมากสุกของพ่อที่ย่าบุญมาประคบประหงมเก็บรักษาไว้ในหีบไม้อย่างดี พร้อมพาดผ้าขาวม้าลายหมากรุกเฉียงบ่า ท่าทางของเขาดูขัดเขินประหม่า มือหนึ่งคอยพะวงจับปมผ้าโสร่งที่เอวเพราะกลัวมันจะหลุดร่วงลงมาให้อับอายชาวบ้าน ยิ่งเมื่อต้องมายืนรอพระอยู่ที่ซุ้มประตูหน้าบ้านพร้อมกับย่าในชุดเต็มยศแบบนี้ เขายิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักแสดงหลงโรง
ไม่นานนัก เงาร่างในจีวรสีส้มเข้มก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอกจางๆ พระสงฆ์สองรูปเดินเท้าเปล่าด้วยอาการสำรวมผ่านถนนลูกรังที่ขรุขระ เสียงนกกระยางร้องเรียกกันแว่วมาแต่ไกล ยิ่งขับเน้นให้เช้านี้ดูขลังและสงบอย่างที่กริชไม่เคยสัมผัสในเมืองกรุง
เมื่อพระมาหยุดยืนที่หน้าซุ้มประตู ย่าบุญมารีบนั่งคุกเข่าลงอย่างคล่องแคล่ว กริชรีบทำตามจนเข่ากระแทกพื้นดินดัง ปึก จนเขาต้องกัดฟันสะกดความเจ็บ หลวงพ่อผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าในหมู่บ้านหยุดเดิน ท่านมองดูชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่นั่งข้างย่าบุญมาด้วยสายตาเมตตา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“โยมแม่ใหญ่... มื้อนี่มีแขกบ้านแขกเมืองมานำเบาะ หน้าตาคุ้นๆ คือจั่งเห็นเงาโยมไกรซ้อนทับอยู่” ย่าบุญมาประนมมือไหว้ มือก็ค่อยๆ หยิบห่อหมกปลาและขนมเทียนใส่ลงในบาตรอย่างประณีต
“สาธุเจ้าค่ะหลวงพ่อ นี่บักกริชลูกชายบักไกรมันเจ้าค่ะ มันเพิ่งกลับมาแต่กรุงเทพฯ มาแจ้งข่าวว่าพ่อมันเสียแล้วเจ้าค่ะ” กริชยกมือขึ้นไหว้ก้มกราบหลวงพ่อ
“เจริญพร... ถึงว่าหน้าตาถอดแบบกันมา” หลวงพ่อหันมามองกริช
“กลับมาบ้านเฮากะดีแล้วลูกเอ๊ย ดินหม่องนี่มันถ่าน้ำใจเจ้าของมาดน (รอใจเจ้าของมานาน) อยู่ให้เป็นสุขเด้อ” กริชพยักหน้ารับอย่างเก้ๆ กังๆ ย่าบุญมาสะกิดไหล่เขาแรงๆ
“ฟ้าวใส่บาตรลูก ข้าวเหนียวกำลังฮ้อนๆ”
กริชเอื้อมมือลงไปในกระติ๊บสานด้วยไม้ไผ่ ทันทีที่นิ้วสัมผัสกับข้าวเหนียวที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ ความร้อนจัดก็แล่นเข้าสู่ปลายนิ้วจนเขาแทบจะสะดุ้งโหยง
‘ร้อน! ร้อนชะมัด!’ เขาอุทานในใจ แต่สายตาของย่าและสายตาที่สงบนิ่งของหลวงพ่อทำให้เขาต้องฝืนทน
กริชพยายามปั้นข้าวเหนียวที่เหนียวติดมือและร้อนจี๋ให้เป็นก้อนกลมเล็กๆ แต่ด้วยความไม่ชิน ก้อนข้าวเกือบจะหลุดจากมือจนเขาต้องรีบตะครุบไว้กลางอากาศอย่างทุลักทุเล ก่อนจะบรรจงวางลงในบาตรพระทีละรูป
ในจังหวะที่เขาก้มลงกราบพระกลางถนนลูกรัง กลิ่นข้าวสุกและอากาศเย็นเยือกยามเช้าซึมเข้าสู่โสตประสาท ความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงสวดให้พรเป็นภาษาบาลีสั้นๆ กลับทำให้หัวใจที่เคยวุ่นวายอยู่กับตัวเลข แบบแปลน และความเร่งรีบของสถาปนิกเมืองกรุงเริ่มนิ่งลงอย่างน่าประหลาด เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นตอนที่ย่ากรวดน้ำ ที่ส่งผ่านมาจากมือของย่าที่แตะไหล่เขาไว้ขณะรับพร ความรู้สึกโหยหาที่เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงชอบนั่งเหม่อมองไปทางทิศตะวันออกบ่อยๆ บัดนี้มันเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาในใจของเขาแล้ว
“สถาปนิกกะสร้างตึกได้... แต่คนบ้านทุ่งเขาใช้ 'ใจ' สร้างความสุขเด้ออ้าย”
เสียงแว่วของอิปิ๊ที่แอบมองอยู่ไกลๆ ดังขึ้นในหัวของเขา กริชถอนหายใจยาว ความเงียบสงบในเช้านี้เหมือนเป็นยาขนานเอกที่กำลังเริ่มรักษาแผลใจจากการสูญเสียพ่อ และเริ่มเตรียมความพร้อมให้เขาสำหรับ "นรกกลางทุ่งนา" ที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า!
หลังจากพระสงฆ์เดินลับหายไปกับสายหมอก ความเงียบสงบที่กริชเพิ่งได้รับมาเป็นยาขนานเอกรักษาแผลใจ ก็ถูกทำลายลงอย่างยับเยินด้วยเสียงระเบิดของท่อไอเสียรถซาเล้งคู่ใจของอิปิ๊
“บรืนนนนนนนน! ปังๆๆ!”
รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างสภาพผ่านศึกมาโชกโชนเบรกเอี๊ยดจนฝุ่นสีแดงตลบอบอวล กลบชุดโสร่งไหมมัดหมี่ราคาแพงที่กริชเพิ่งจะนุ่งเสร็จ อิปิ๊ในชุดเชิ้ตลายสก็อตแขนยาวที่พับขึ้นถึงศอก สวมรองเท้าบูทยางสีส้มปรี๊ดกระโดดลงจากรถพร้อมเสียงหัวเราะใสที่เป็นเอกลักษณ์
“ปาดดดด! อ้ายกริช นุ่งโสร่งคือจั่งกำนันแท้จ้า! คือสิฟิตคักน้ออ้าย สงสัยมื้อคืนผีโพงบ่ได้ลักกินตับเบาะ” เธอเอ่ยแซวพลางปัดฝุ่นที่ลอยฟุ้ง กริชไอค่อกแค่ก ปัดฝุ่นออกจากโสร่งพลางขมวดคิ้วสวนกลับ
“ถ้าผีโพงมีจริง ผมว่ามันคงหนีไปตั้งแต่ได้ยินเสียงรถคุณแล้วล่ะปิ๊ เสียงดังปานรถถังขนาดนี้ ใครจะไปหลับลง” ย่าบุญมาหัวเราะหึๆ ในลำคอพลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ
“เซาเว้าหยอกกันได้แล้วพวกเจ้า มาๆ บักหลานชาย มาช่วยย่าพาวัวลงทุ่งแน มื้อนี่ตาสีเพิ่นบ่อยู่ ย่าเลยต้องพึ่งแฮงเจ้าล่ะ” กริชหน้าเหวอ หันไปมองทางคอกวัวที่อยู่ข้างบ้านที่เริ่มมีเสียงกุกกัก เสียงร้อง
“พาวัวเหรอครับย่า ผมต้องทำยังไงบ้าง ต้องจ้างรถบรรทุกมาไหมครับ”
“รถบรรทุกอิหยังกะด้อกะเดี้ย!” ย่าส่ายหน้า
“กะแค่จูงมันออกไปจากคอก พามันไปกินหญ้าหม่องเถียงนาพู้นล่ะ ไปลูกไปอย่ามัวแต่ลีลา” ย่าบุญมาเดินนำลงจากเรือนไปยังคอกไม้ใต้ถุนบ้าน กลิ่น "หอมรัญจวน" ของมูลวัวและฟางเปียกชื้นลอยมาแตะจมูกกริชจนเขาต้องดึงผ้าขาวม้าขึ้นมาปิดจมูก
