บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2: น้ำตาซึมหน้าเรือนไม้และพันธสัญญาบ้านทุ่ง

เงาไม้สีเขียวเข้มทอดตัวยาวตามแสงตะวันยามเย็นที่เริ่มจะลับขอบฟ้า รถซาเล้งของปิยะฉัตร หรือ "อิปิ๊" นำทางรถ SUV คันหรูของกริชมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าบ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านไม้เก่าที่ดูแข็งแรงและอบอุ่น รอบบ้านร่มรื่นด้วยต้นมะม่วงและต้นขี้เหล็ก ล้อมรอบด้วยต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่และแปลงผักสวนครัวที่จัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ

กริชก้าวลงจากรถ มองสำรวจไปรอบๆ ด้วยสายตาว่างเปล่า ความทรงจำจาง ๆ เกี่ยวกับที่นี่แทบจะหายไปหมดแล้ว เขารู้สึกเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมในที่แห่งนี้ ชุดสูทที่เปื้อนโคลนและกลิ่นเหงื่อที่เริ่มออกทำเอาเขารู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง

"ยืนบื้ออยู่เฮ็ดหยังล่ะอ้ายกริช ฟ้าวขึ้นไปหาแม่ใหญ่บุญมาเร็ว ๆ เพิ่นถ่านั่งอยู่เทิงชานพู้น" อิปิ๊ตะโกนบอกพลางวิ่งขึ้นบันไดเรือนไม้ไปด้วยความคล่องแคล่ว

บนเรือนไม้ขัดมันวับ หญิงชราในชุดเสื้อคอกระเช้าสีขาว นุ่งผ้าถุงมัดหมี่สีซีดแต่ดูสะอาดตานั่งอยู่บนเสื่อกก กำลังเคี้ยวหมากอยู่อย่างสงบ สายตาของท่านฝ้าฟางลงไปบ้างตามกาลเวลาแต่ยังดูมีเมตตาและทรงอำนาจในที ย่าบุญมาเพ่งมองลอดแว่นสายตาออกมาเมื่อได้ยินเสียงหลานสาวตัวแสบ ลูกสาวของพ่อผู้ใหญ่เจื้อยแจ้วมาทักทายเป็นประจำ

"แม่ใหญ่จ๋า ! ปิ๊พาแขกมาหาจ้า" อิปิ๊เข้าไปสวมกอดเอวหญิงชราด้วยความสนิทสนม

"มาเบิ่งดู๊ ว่าจำได้บ่" ย่าบุญมาขมวดคิ้ว

"ไผกะด้อกะเดี้ยล่ะหึ แต่งโตปานเทวดาสิมาเล่นงิ้วอยู่บ้านเฮาเบาะอีปิ๊ ผิวพรรณกะขาวปานหยวกกล้วยคือบ่เคยเห็นหน้าเห็นตา"

กริชค่อยๆ ก้าวขึ้นเรือนไม้ เสียงไม้กระดานลั่นดัง เอี๊ยด ตามน้ำหนักตัว เขาประหม่าจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงข้ามหญิงชรา อิปิ๊เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเขาก็เลยถอนใจยาว

"โถ่แม่ใหญ่... จำหลานเจ้าของบ่ได้อีหลีเบาะ นี่อ้ายกริชลูกชายพ่อไกรของย่าที่หนีไปอยู่กรุงเทพฯ พู้นน่ะนา"

คำว่า ‘พ่อไกร’ เหมือนฟ้าผ่าลงกลางชานเรือน ย่าบุญมาชะงักนิ่ง มือที่กำลังถือเต้าปูนสั่นระริก ท่านค่อย ๆ วางมันลงแล้วจ้องมองกริชอย่างไม่ละสายตา แววตาที่เคยฝ้าฟางกลับมีประกายของความหวังและร่องรอยของอดีตพลุ่งพล่านออกมา

"กริช... บักกริชหลานย่าเบาะลูก" ย่าบุญมาเรียกเสียงสั่นเครือ

กริชค่อยๆ คุกเข่าลงก้มกราบแทบตักหญิงชรา กลิ่นหอมสะอาดของน้ำอบไทยที่ลอยมาจากตัวย่าทำให้ความทรงจำที่ถูกทับถมไว้กว่ายี่สิบปีพุ่งกลับมา กริชสะอื้นในใจ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาท่าน

"ครับย่า... ผมกริชครับ ผมพาพ่อกลับมาหาย่า..."

"แล้วพ่อไกรล่ะ พ่อเจ้าคือบ่มานำ มันยังโกรธย่าอยู่เบาะที่ย่าเคยไล่แม่เจ้าออกจากบ้าน" ย่าบุญมาถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

กริชเม้มริมฝีปากแน่น ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เขาจะเอ่ยความจริงที่เจ็บปวดออกมา

"พ่อ... พ่อเสียแล้วครับย่า ท่านเพิ่งจากไปเมื่อเดือนก่อน ก่อนไปท่านสั่งเสียไว้ว่าให้ผมกลับมาหาคุณย่าที่อุบลฯ ท่านบอกว่าท่านขอโทษ... ท่านอยากกลับมาแต่ท่านกลับมาไม่ไหวแล้ว" กริชนำรูปถ่ายพร้อมเถ้ากระดูกบางส่วนมาให้ย่า

วินาทีนั้น น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มเหี่ยวๆ ของหญิงชรา ท่านไม่ได้ร้องไห้โฮ แต่เสียงสะอื้นที่อยู่ในลำคอทำเอาอิปิ๊ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับน้ำตาคลอตาม เธอประคองร่างของย่าไว้แน่น ขณะที่หญิงชราลูบหัวกริชด้วยมือที่สั่นเทา

"ไปดีแล้วน้อบักไกร... หนีแม่ไปยี่สิบปี กลับมาได้แค่ชื่อกระซ่างเถาะ อย่างน้อยกะยังส่งหลานมาให้แม่เบิ่งหน้า" ย่าบุญมาปาดน้ำตาพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมสติ

"ไปๆ ... มาเหนื่อย ๆ ไปล้างหน้าล้างตา อีปิ๊ไปเบิ่งในครัวสิลูก มีอิหยังกินแลงบ้าง"

มื้อเย็นวันแรกที่บ้านโคกอีแหลวเรียบง่ายจนกริชทำตัวไม่ถูก บนเสื่อกกกลางบ้านมีเพียง ต้มปลาคอ(ปลาช่อน)กับผักแขยง กลิ่นหอมฉุย และ ข้าวเหนียว ร้อนๆ ในกระติ๊บ ย่าบุญมาอยู่คนเดียวมานาน เมนูของท่านจึงมีเพียงของง่ายๆ จากห้วยจากสวน

กริชนั่งเก้ๆ กังๆ อยู่บนพื้นไม้ เขาพยายามจะจัดระเบียบขาสามฟุตของตัวเองที่ยาวเกินไปให้เข้าที่ ชุดสูทที่เขายังไม่ได้เปลี่ยนทำให้เขานั่งท่าไหนก็น่าลำบากใจไปหมด

"นั่งลงดี ๆ บักหลานชาย นั่งขัดสมาธิกะนั่งบ่เป็นเบาะ ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่กะสิเจริญอยู่เบาะ" ย่าดุเสียงหลงเมื่อเห็นกริชพยายามจะหาเก้าอี้

"เอ่อ... คือผมไม่ค่อยชินกับการนั่งพื้นครับย่า" กริชตอบเสียงอ้อมแอ้ม

"นั่ง ๆ ลงไปอ้ายกริช พื้นบ้านแม่ใหญ่สะอาดกว่าโต๊ะทำงานอ้ายอีก" อิปิ๊หัวเราะพลางปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ แล้วจิ้มลงในถ้วยแจ่วบอง

"กินนี่ดู๊ ต้มปลาฝีมือแม่ใหญ่ แซ่บคักๆ"

กริชมองชิ้นปลาในต้มที่มีหัวและก้างโผล่ออกมาอย่างหวาดๆ เขาชินกับการกินปลาฟิลเลต์ที่แล่มาเรียบร้อยแล้ว แต่พอเห็นสายตาคาดคั้นของย่าและรอยยิ้มท้าทาย  ของอิปิ๊ เขาจึงจำใจปั้นข้าวเหนียว (ที่เหนียวติดมือจนเขาเหวอ) แล้วส่งเข้าปาก รสชาติเปรี้ยวเค็มและหอมสมุนไพรของต้มปลาทำเอาเขาแปลกใจ

"เอ่อ... อร่อยดีครับย่า"

"กินหลาย ๆ สิได้มีแรง" ย่าบุญมามองหลานชายด้วยสายตาที่เริ่มมีความเข้มงวด

"กินอิ่มแล้วเฮาสิมาเว้าเรื่องมรดกที่พ่อเจ้าสั่งไว้" ย่ารู้ที่หลานชายจะมาด้วยเรื่องอะไร

หลังมื้ออาหาร ย่าบุญมาให้กริชขึ้นไปเตรียมที่หลับที่นอนบนห้องโถงไม้ ท่านยื่นมุ้งสีขาวสะอาดที่พับไว้อย่างเรียบร้อยให้พร้อมกับหมอนนุ่นแข็งๆ

"กางมุ้งนอนซะเด้อ มืดแล้วยุงมันร้าย" ย่าบอก

กริชรับมุ้งมาอย่างงงๆ เขาหมุนซ้ายหมุนขวา พยายามจะหาจุดเกี่ยวเชือกมุ้งกับฝาบ้าน แต่มันก็ดูรุงรังไปหมดจนมุ้งลงมากองอยู่ที่พื้น อิปิ๊ที่เดินขึ้นมาเอาของพอดีถึงกับขำกลิ้ง

"โถ่... อ้ายกริช สถาปนิกเมืองกรุงกางมุ้งบ่เป็น กะปานนั้นล่ะเนาะ" เธอแย่งมุ้งไปจากมือเขาแล้วสะบัดเพียงไม่กี่ครั้ง มุ้งก็นอนพองลมสวยงามอยู่บนฟูก

"เอ้า นอนซะ มัวแต่ช้าเดี๋ยว ผีโพง กะออกมาหาเขี่ยกินตับอ้ายดอก"

"ผีโพง มันคืออะไรครับ" กริชถามพลางขมวดคิ้ว แสงตะเกียงที่สั่นไหวทำให้บรรยากาศบ้านไม้ดูน่าขนลุกขึ้นมาทันที

"กะผีที่มันมีแสงออกจากจมูก ชอบกินของสดของคาว คืนไหนมีฝนตกมันสิชอบออกมา... อ้ายหน้าตาขาวๆ จั่งซี่ ตับน่าสิหวาน ผีโพงมันมักนักล่ะ" อิปิ๊ทำเสียงขู่จนกริชเผลอถอยหลัง

"อีปิ๊! อย่าไปตั๋วพี่เขา (อย่าไปหลอกพี่เขา) " ย่าบุญมาเดินเข้ามาขัดจังหวะ ก่อนจะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเข้าสู่โหมดจริงจัง

"กริช... ย่าสิเว้าเรื่องที่ดินห้าสิบไร่ของพ่อเจ้า" กริชหูผึ่งทันที

"ครับย่า ผมตั้งใจจะมาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เพื่อจะนำเงินส่วนนี้ไปสมทบทุนบริษัท..."

"ย่าสิยกโฉนดให้เจ้า" ย่าบุญมาพูดแทรก

"แต่มีข้อแม้... เจ้าต้องอยู่ที่นี่ให้ครบ หนึ่งปี และต้อง ลงนาทำนา ผืนนั้นด้วยมือของเจ้าเองจนกว่าสิเก็บเกี่ยวได้สำเร็จ ห้ามจ้างคนอื่น ห้ามใช้เครื่องจักรใหญ่ เจ้าต้องพิสูจน์ให้ย่าเห็นว่าเจ้าคือ 'หลานย่าบุญมา' อีหลี บ่แม่นคนแปลกหน้าชุดสูทที่ลืมรากเหง้าเจ้าของ" กริชถึงกับอ้าปากค้าง เข่าอ่อนจนต้องทรุดลงนั่งกับพื้นไม้

"ย่าครับ หนึ่งปี! ผมมีงานที่กรุงเทพฯ ผมทำนาไม่เป็น แม้แต่ปักดำผมยังไม่เคยเห็นของจริงเลยนะครับ!"

"กะนั่นล่ะ ย่าเลยจะให้อีปิ๊เป็นคนสอน" ย่าบุญมาสรุปสั้นๆ

"ถ้าทำไม่ได้ ย่าจะยกที่ดินทั้งหมดให้วัดและส่วนรวม... เลือกเอาเด้อ หลานชาย สิเป็นสถาปนิกตกงาน หรือสิเป็นชาวนาที่ได้มรดกร้อยล้าน"

กริชหันไปมองอิปิ๊ที่ตอนนี้ยืนพิงประตู กอดอกยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ

"ฝันดีเด้อจ้า... อ้ายสถาปนิกบ้านนา พรุ่งนี้ตีสี่... ข่อยสิมารับไปดูหน้างาน"

กริชนั่งนิ่งอยู่กลางมุ้งที่อิปิ๊เป็นคนกางให้ เสียงตุ๊กแกร้องรับกันเป็นจังหวะ และความมืดมิดของบ้านทุ่งทำเอาเขาอยากจะร้องไห้ออกมาเป็นภาษาอีสานที่เขาฟังไม่ออกเสียจริงๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel