ตอนที่ 2 ความหมางเมิน
ฉินเสี่ยวเฟิง นอนพักรักษาตัวอยู่ภายในเรือนนอนของเธอ บาดแผลจากการถูกเฆี่ยนตีนดูเหมือนจะดีขึ้นบ้าง แต่ยังคงมีอาการเจ็บปวดไม่น้อย ภาพความทรงจำที่เธอไม่อาจลืมเลือนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังคงหลอกหลอนเธออยู่เสมอ การถูกเฆี่ยนตีอย่างโหดร้ายโดย ฮูหยินใหญ่ เนื่องจากเหตุการณ์เพียงเล็กน้อยการทำถ้วยน้ำชาแตกทำให้เธอต้องรับโทษที่ไม่สมควร
ฮูหยินใหญ่ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจภายในจวนที่เป็นรองเพียงแค่ท่านแม่ทัพสามีของเธอ เธอมักจะหาภาระใส่ความผิดให้กับฉิน เสี่ยวเฟิงอยู่เสมอ เพียงแค่ข้อหาเล็กๆ ก็อาจถูกกล่าวหาว่ามีความผิดร้ายแรง ซึ่งนั่นทำให้เธอต้องรับโทษอันหนักหน่วง
บาดแผลที่กรีดลงไปบนร่างกายของเธอนั้นไม่เท่ากับบาดแผลที่กรีดลงในหัวใจ นี่คือการบาดเจ็บที่ทรมานยิ่งกว่า
ฉิน เสี่ยวเฟิงส่งเสียงหัวเราะให้กับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ดวงตาของเธอส่องประกายด้วยความสนุกสนานที่ยากจะปิดบัง แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทายและอันตรายที่สุด ร่างกายของเธอกำลังสั่นเทาจากความหวาดกลัว เพราะมันคือสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิตที่แล้วของเธอ
"คิก คิก อะไรกันเนี่ย? ร่างกายของเรากำลังสั่นเทาเพราะความหวาดกลัวอย่างนั้นเหรอ?" เสียงหัวเราะของเธอสะท้อนในความมืด ความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยรู้จัก แต่กลับให้ความรู้สึกตื่นเต้นและแปลกใหม่สำหรับนักฆ่าสาวอย่างเธอ
เธอยิ้มไปกับความรู้สึกที่แปลกใหม่นี้
"สำหรับข้าแล้ว การได้สัมผัสกับความหวาดกลัวนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก" ฉิน เสี่ยวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพอใจ
เธอมองไปที่สิ่งที่ทำให้เธอสั่นเทา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจและความสนุกสนานที่มีแต่การประสบกับสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเท่านั้นที่จะให้ได้ ดูเหมือนว่าฮูหยินใหญ่ผู้นี้จะปลูกฝังสร้างความหวาดกลัวให้กับเจ้าของร่างเดิมไม่ใช่น้อยๆเลย เพราะร่างกายของเธอในตอนนี้นั้นมันกำลังสั่นเทาไม่ยอมหยุด
"คิกคิก เจ้าเนี้ยทำตัวเหมือนกระต่ายน้อยจังเลยนะ เป็นแค่เหยื่อ แต่ขอโทษที ข้าชอบเป็นผู้ล่ามากกว่า" ฉิน เสี่ยวเฟิง พูดกับตัวเองอย่างยิ้มแย้ม
เธอพูดอย่างมีอารมณ์ขันและยิ้มอย่างเย็นชา ขณะที่มองไปยังเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า การที่เขาพูดเช่นนี้สะท้อนถึงความมั่นใจและความเป็นผู้ล่าที่เขาเป็นอยู่ในขณะนี้ ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความเบิกบานใจของเธอในการเล่นเกมของผู้ล่าและเหยื่อ
ช่วงสายของวัน อาการของเธอดีขึ้นมาก เธอจึงตัดสินใจออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์นอกเรือนรับใช้ ขณะเดินออกจากห้องของตน เธอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่สดชื่นและเย็นสบายของเช้าวันใหม่ ขณะนั้น เธอเห็นภาพของจวนท่านแม่ทัพที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและความมีชีวิตชีวา
ภายในจวนท่านแม่ทัพ เต็มไปด้วยเหล่าทหารและคนรับใช้ที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง การเดินไปมาของทหารและการจัดเตรียมสิ่งของแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของท่านแม่ทัพอย่างชัดเจน ความยิ่งใหญ่ของจวนท่านแม่ทัพสะท้อนออกมาในทุกมุมมอง ตั้งแต่ขนาดของอาคารที่กว้างขวางและโอ่อ่า ไปจนถึงการตกแต่งที่หรูหรา
เสียงสนทนาของทหารที่แลกเปลี่ยนคำสั่งและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของคนรับใช้ ทำให้เธอรู้สึกถึงพลังและความมีระเบียบในจวนแห่งนี้ เหล่าทหารที่ยืนเรียงรายอยู่รอบๆ ทำให้รู้สึกถึงความมั่นคงและความสง่างามของท่านแม่ทัพที่เป็นหัวหน้าของพวกเขา การที่เธอได้เห็นภาพดังกล่าว ทำให้เธอรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของท่านแม่ทัพอย่างแท้จริง นี่เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นในอนาคต จวนแห่งนี้และท่านแม่ทัพจะยังคงเป็นศูนย์กลางของความมั่นคงและอำนาจอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
แม้จะเป็นเช่นนั้น เธอและแม่ของเธอก็ยังคงต้องอาศัยอยู่ภายในเรือนของคนใช้ ซึ่งทั้งเล็กและสกปรก ทำให้ความรู้สึกของพวกเขายิ่งแย่ลงไปอีก ทุกมุมของเรือนนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบสกปรก ตัวบ้านมีขนาดเล็กจนแทบไม่มีที่ว่างสำหรับการเคลื่อนไหว อากาศที่ถ่ายเทได้ไม่ดีทำให้ภายในบ้านมีกลิ่นอับและความอบอ้าวอยู่เสมอ ทุกๆ วันพวกเธอจะต้องทนกับความลำบากเหล่านี้ในขณะที่เฝ้ารอวันแห่งการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมาเยือนชีวิตของพวกเธอ
ในระหว่างที่ตัวของเธอกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองนั้นหัวหน้าแม่ครัวก็เดินเข้ามาหา
หัวหน้าแม่ครัวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "วันนี้หน้าที่ของเจ้าคือการไปจ่ายตลาด อาหารที่ขาดหายไปต้องไปหามาให้ครบ"
เสี่ยวเฟิงขานรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "เจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการให้เรียบร้อย" เธอลุกขึ้นแล้วก็รีบเดินออกไปในทันทีเพราะนี่ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่เธอจะได้พบเห็นที่โลกภายนอกบ้าง
ตลาดที่ฉิน เสี่ยวเฟิง เดินอยู่เต็มไปด้วยสีสันและเสียงรบกวนที่มีชีวิตชีวาแสดงถึงความคึกคักของเมืองหลวง ผู้คนสวมใส่ชุดเสื้อผ้าสีสันสดใส เดินไปมาในท่าทางรวดเร็วและมั่นใจ ชาวบ้านที่มาจากชนบท และผู้ค้าแผงลอยต่างๆ ล้วนแต่ดูยุ่งเหยิงและมีความเป็นตัวของตัวเอง
สินค้าที่ตลาดนั้นมี แผงลอยขายผักสดและผลไม้เรียงรายไปตลอดทาง มีผักใบเขียวสดๆ เช่น คะน้าและผักบุ้ง และผลไม้หลากหลายชนิดเช่น แอปเปิ้ล สาลี่ และผลไม้หายาก เช่น ลูกพีชสีทองและองุ่นเขียว
หลังจากที่ฉิน เสี่ยวเฟิงเสร็จสิ้นการซื้อของที่ตลาด นางก็กลับมายังจวนของท่านแม่ทัพเพื่อที่จะทำหน้าที่ในการจัดเตรียมอาหาร หน้าที่ของนางนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากสาวใช้คนอื่นๆ หลังจากที่นางทำอาหารเสร็จก็ต้องเอาอาหารไปส่งที่ห้องโถง
ห้องโถงอาหารภายในจวนท่านแม่ทัพ
ห้องโถงอาหารภายในจวนท่านแม่ทัพนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศของความยิ่งใหญ่และความหรูหรา ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักที่แกะสลักลวดลายอย่างประณีตและละเอียดอ่อน โต๊ะอาหารยาวที่ตั้งอยู่กลางห้องมีผ้าปูโต๊ะสีงาช้างและผ้าเช็ดปากที่ประดับด้วยลวดลายของดอกไม้สีทอง มีเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างดีจัดเรียงอยู่รอบโต๊ะ ทุกๆ ที่นั่งถูกปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาด
แสงไฟส่องสว่างจากโคมไฟระย้าที่แขวนอยู่เหนือโต๊ะอาหาร ให้แสงสว่างที่อบอุ่นและนุ่มนวล ด้านข้างของห้องมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นวิวสวนภายนอก ซึ่งมีต้นไม้เขียวขจีและดอกไม้หลากสีเรียงรายอยู่ สร้างความรู้สึกสงบและเป็นธรรมชาติ
บนโต๊ะอาหารมีอาหารจานหรูหราหลายประเภท ซึ่งจัดเรียงอย่างเรียบร้อยและสวยงาม
บรรยากาศโดยรวมของห้องอาหารมีความเงียบสงบ แต่ก็สามารถรู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาและความเป็นทางการที่เต็มไปด้วยความเคารพและศักดิ์ศรี
ท่านแม่ทัพและฮูหยินใหญ่และลูกๆคนอื่นที่ได้รับการยอมรับต่างพากันมาถึงโต๊ะอาหารเมื่อถูกจัดเตรียมเสร็จแล้ว
ฉิน เสี่ยวเฟิง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความแค้นเคืองโดยเฉพาะกับชายที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยอำนาจศักดิ์ศรีนามของเขานั้นก็คือ ฉิน หย่งเทียน
แม่ทัพใหญ่ ฉิน หย่งเทียน อายุ 50 ปี เป็นบุคคลที่มีความสง่างามและน่าเกรงขาม รูปร่างสูงใหญ่และมีมาดที่สง่างาม ทำให้เขาโดดเด่นในทุกสถานที่ที่เขาปรากฏตัว ผมของเขายาวและมีสีดำขลับ แต่บางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวอย่างเป็นระเบียบตามวัย ความทุ้มลึกของดวงตาของเขาแสดงถึงประสบการณ์และความเฉียบแหลม
“เจ้ามองข้าแบบนี้หมายความว่าไง” แม่ทัพ ฉิน หย่งเทียน สังเกตเห็นบุตรสาวของเขาที่เกิดจากสาวใช้นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่แสดงถึงความเย็นชา โดยที่ตัวของนางในยามนี้นั้นกำลังยืนรวมกับสาวใช้คนอื่นๆอยู่
สีหน้าและแววตาของ ฉิน เสี่ยวเฟิง นั้นนางยังคงเงียบสงบถึงแม้ว่าตัวของนางจะถูกกล่าวถามโดยชายผู้มีอำนาจที่สุดภายในตระกูลก็ตามนางยิ้มออกมาอย่างเย็นชาเล็กน้อยก่อนที่จะตอบคำถามของเขา
