บทที่ 6: ชายพเนจรผู้ซ่อนเร้น กับการคัดเลือกแรงงานทาส - 2
คำว่า ‘กินอิ่ม’ และ ‘ข้าวแป้งหยาบ’ ราวกับมนต์วิเศษที่ปลุกวิญญาณของผู้ลี้ภัย ชายฉกรรจ์หลายคนที่ยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แย่งกันเสนอตัวกันอย่างโกลาหล
“ข้าทำได้ ข้าเคยเป็นช่างไม้มาก่อน”
“เลือกข้าเถิดแม่นาง ข้ามีแรงเยอะ ข้าแบกหินได้เป็นร้อยชั่ง”
ซูเม่ยกวาดสายตามองชายร่างผอมโซที่แย่งกันเสนอตัว นางจดจำคำสอนของมารดาได้ดี ‘อย่าเลือกคนที่มีแววตาเจ้าเล่ห์’ นางจึงชี้มือเลือกชายวัยกลางคนที่มีท่าทางซื่อบื้อแต่หน่วยก้านดูแข็งแรงมาได้สามคน
“เจ้า เจ้า และก็เจ้า... เดินออกมายืนข้างข้า” ซูเม่ยสั่งการ “ยังขาดอีกหนึ่งคน...”
ในขณะที่ซูเม่ยกำลังจะกวาดสายตาหาคนสุดท้าย สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งพิงซากกำแพงวัดอยู่เงียบๆ ตรงมุมอับ
บุรุษผู้นั้นสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลนและคราบสีน้ำตาลเข้มคล้ายเลือดแห้งกรัง ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยผมที่เผ้าที่ยุ่งเหยิงและคราบเขม่าควัน ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูเม่ยสะดุดตาคือ แม้เขาจะอยู่ในสภาพที่ดูน่าสมเพชเพียงใด แต่แผ่นหลังของเขากลับเหยียดตรงไม่งองุ้มเหมือนผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นกลับลึกล้ำ เยือกเย็น และแฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
บุรุษผู้นั้น... คือจ้าวเฉินที่เพิ่งหนีตายมาถึงวัดร้างแห่งนี้นั่นเอง
จ้าวเฉินลอบสังเกตเด็กสาวตรงหน้ามาได้สักพักแล้ว เขาได้ยินประกาศรับสมัครคนงานซ่อมบ้านแลกกับอาหาร สิ่งนี้ตรงกับความต้องการของเขาอย่างพอดิบพอดี การแฝงตัวเข้าไปเป็นคนงานในบ้านชาวนาย่อมเป็นเกราะกำบังชั้นดีที่จะหลบซ่อนจากสายตาของนักฆ่า
เขาใช้มือที่เปื้อนโคลนยันตัวลุกขึ้นยืน แม้บาดแผลที่สีข้างจะเจ็บปวดจนแทบจะฉีกขาด แต่เขาก็ข่มมันไว้ ก้าวเดินเข้าไปหาซูเม่ยอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง
“แม่นาง... ข้าขอรับงานนี้ แม้ร่างกายข้าจะมีบาดแผลจากการถูกโจรป่าทำร้าย แต่ข้ายังพอมีเรี่ยวแรงทำงานหนักได้ ขอเพียงอาหารประทังชีวิต ข้ายินดีทำงานถวายหัว” จ้าวเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่าเล็กน้อยจากการขาดน้ำ
ซูเม่ยขมวดคิ้ว มองสำรวจบุรุษตรงหน้า “เจ้ามีแผลฉกรรจ์เพียงนี้ จะยกจอบไหวหรือ? บ้านข้าไม่เลี้ยงดูคนไร้ประโยชน์หรอกนะ”
“ข้าชื่อ ‘เฉินซาน’ แม้บาดเจ็บ แต่แรงของข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าชายสติดีพวกนี้แน่นอน หากข้าทำงานไม่คุ้มข้าวสุก แม่นางค่อยไล่ข้าออกก็ยังไม่สาย” จ้าวเฉินตอบกลับอย่างฉะฉาน แววตาไม่มีความเว้าวอนอย่างขอทาน แต่เป็นการเจรจาต่อรองอย่างผู้มีศักดิ์ศรี
ซูเม่ยลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่มุ่งมั่นนั้น ประกอบกับรูปร่างที่สูงใหญ่และดูกำยำกว่าคนอื่นๆ แม้จะซูบผอมไปบ้าง นางก็ตัดสินใจพยักหน้า
“ตกลง ข้าจะรับเจ้าเป็นคนที่สี่ แต่จำไว้ให้ดี หากใครกล้าอู้งานหรือคิดตุกติก มารดาของข้าจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่ ตามข้ามา”
ซูเม่ยหมุนตัวเดินนำหน้าอย่างองอาจ ทิ้งให้ชายทั้งสี่คนเดินตามหลังไป จ้าวเฉินลอบมองแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กสาวพลางยกยิ้มมุมปากอย่างขบขัน
‘มารดาของนางงั้นหรือ... คงจะเป็นหญิงชาวบ้านปากร้ายที่ชอบด่าทอทุบตีชาวบ้านเป็นแน่... ช่างเถอะ อย่างน้อยที่นั่นก็มีกำแพงให้ข้าหลบซ่อนตัว’
ยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ขบวนคนงานก็เดินทางมาถึงหน้าบ้านตระกูลซู
ลานบ้านยามนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ซูต้ากำลังใช้ขวานสับกระบอกไม้ไผ่อย่างบ้าคลั่ง ซูเอ้อร์กำลังนวดผสมดินเหนียวกับฟางเส้นจนโคลนกระเด็นเลอะเต็มตัว หวังซื่อและ หลี่ซื่อก็กำลังช่วยกันลำเลียงดินเหนียวไปสุมไว้ตรงกำแพงที่พังทลาย ทุกคนทำงานกันอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับกลัวว่ายมบาลจะมารับวิญญาณ
และตรงกลางลานบ้านนั้นเอง มีสตรีร่างผอมบางผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือขวาถือไม้ตะพดเคาะเป็นจังหวะ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวคอยจ้องจับผิดทุกคนที่เคลื่อนไหว
“ท่านแม่ ข้าพาคนงานมาแล้วเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเดินเข้าไปรายงานตัว น้ำเสียงกลับมานอบน้อมดั่งเดิม
หลินหว่านหยุดเคาะไม้ตะพด นางเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองชายแปลกหน้าทั้งสี่คนที่ยืนเรียงแถวอยู่หน้าประตูบ้าน สายตาของนางเย็นเยียบและทะลุทะลวงราวกับเครื่องสแกนกรรม นางมองข้ามชายวัยกลางคนสามคนแรกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมาหยุดชะงักที่ชายหนุ่มร่างสูงผู้สวมเสื้อผ้าเปื้อนเลือดที่ยืนอยู่รั้งท้าย
เพียงแค่สบตากัน หลินหว่านก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา แม้ชายผู้นี้จะพยายามทำตัวให้ดูซอมซ่อและก้มหน้าหลบสายตา ทว่าโครงสร้างร่างกายที่สมส่วน กล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าขาดวิ่น และที่สำคัญที่สุดคือ... รังสีอำมหิตจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่สิ่งที่ชาวนาหรือผู้ลี้ภัยธรรมดาจะพึงมี
(ติ๊ง ระบบตรวจพบเป้าหมายที่มีค่าสถานะ ‘อันตรายแอบแฝง’ ระดับสูง แนะนำให้โฮสต์ใช้ความระมัดระวังในการปฏิสัมพันธ์)
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัว ยืนยันสัญชาตญาณของหลินหว่านอย่างชัดเจน
‘หึ... อันตรายแอบแฝงงั้นหรือ? น่าสนุกดีนี่ ถือเสียว่าข้าได้ทาสรับใช้ชั้นดีที่สวรรค์ประทานมาให้ก็แล้วกัน’ หลินหว่านแค่นยิ้มในใจ นางย่อมไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ ในเมื่อนางมีระบบเป็นแต้มต่อ และนางก็ยังต้องสวมบทบาทมารดาใจยักษ์ต่อไป
จ้าวเฉินเองก็กำลังลอบประเมินสตรีวัยกลางคนตรงหน้าเช่นกัน ทันทีที่เขาสบตากับนาง เขาก็ต้องลอบตระหนกในใจ สตรีชาวนาซอมซ่อผู้นี้กลับมีสายตาที่เฉียบคมและเยือกเย็นราวกับขุนพลที่ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วน รังสีความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ทำให้แม้แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับอำนาจราชศักดิ์อย่างเขายังต้องรู้สึกสะท้านไปชั่วขณะ
“นี่หรือคือคนงานที่เจ้าคัดมา” หลินหว่านเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความดูแคลน นางลุกขึ้นยืน เดินถือไม้ตะพดเข้าไปวนรอบตัวคนงานทั้งสี่ราวกับกำลังประเมินราคาสัตว์พาหนะ
นางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าจ้าวเฉิน ใช้ปลายไม้ตะพดเชยคางของเขาขึ้นมาอย่างเสียมารยาท จ้าวเฉินขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่ก็จำต้องแสร้งทำเป็นหวาดกลัวและก้มหน้าหลบ
“เจ้าชื่ออะไร ร่างกายสะบักสะบอมเยี่ยงนี้ ไปโดนผู้ใดทุบตีมา” หลินหว่านถามเสียงแข็ง
“ข้าชื่อเฉินซานขอรับ ข้าถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางหนีแล้ง จึงได้บาดแผลมาเล็กน้อย แต่ข้ายังมีแรงทำงานหนักได้ขอรับท่านหญิง” จ้าวเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“ท่านหญิง? ถุย อย่ามาเรียกข้าด้วยคำสอพลอเยี่ยงนั้น ข้าคือหลินหว่าน นายหญิงแห่งบ้านตระกูลซู” หลินหว่านตวาดใส่ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ “แผลฉกรรจ์จนเลือดซึมปานนี้ เจ้าบอกว่าแผลเล็กน้อยหรือ? ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าอยากกินข้าวของข้า เจ้าก็ต้องทำงานแลก ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะเป็นใครหรือหนีอะไรมา ตราบใดที่เจ้าก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้าแต่เพียงผู้เดียว”
หลินหว่านกวาดสายตามองชายทั้งสี่คนอีกครั้ง ประกาศกฎเหล็กด้วยเสียงอันดัง “ฟังให้ดี กฎของบ้านตระกูลซูมีเพียงสามข้อ หนึ่ง ห้ามอู้งาน สอง ห้ามขโมยของ และสาม ห้ามสอดรู้สอดเห็นเรื่องในบ้านของข้า หากใครฝ่าฝืน ข้าจะใช้ไม้ตะพดนี่ทุบตีมันให้ตายแล้วโยนศพไปให้หมาป่ากิน”
“ซูต้า มาพาพวกมันไปกินน้ำกินท่า แล้วแบ่งงานให้พวกมันทำซะ วันนี้ต้องก่อกำแพงด้านตะวันออกให้เสร็จ หากไม่เสร็จ พวกเจ้าทุกคน... ไม่ต้องกินข้าวเย็น”
คำสั่งประกาศิตของมารดาใจยักษ์ทำให้ทุกคนในลานบ้านขนลุกซู่ ซูต้ารีบวิ่งหน้าตั้งมาพาคนงานใหม่ทั้งสี่คนไปลุยงานโคลนทันที
จ้าวเฉินลอบถอนหายใจยาว แม้เขาจะต้องแกล้งทำเป็นคนงานต้อยต่ำ แต่ดูเหมือนว่าการเอาชีวิตรอดภายใต้เงื้อมมือของสตรีปากร้ายผู้นี้ อาจจะยากยิ่งกว่าการหลบหนีจากพวกนักฆ่าเสียอีก
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างมารดาใจยักษ์ผู้ทะลุมิติ กับฉีอ๋องผู้ซ่อนเร้น ภายใต้ชายคาบ้านดินผุพังที่กำลังจะถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นป้อมปราการแห่งความมั่งคั่งในอนาคตอันใกล้
