บทที่ 7: โอสถล้ำค่าในคราบโคลนตม กับความเคลือบแคลงของฉีอ๋อง
ยามเว่ย (13.00 - 14.59 น.) ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงกล้าอยู่กลางผืนฟ้า เปลวแดดเต้นระยิบระยับอยู่เหนือลานดินราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้ อากาศร้อนอบอ้าวไร้ซึ่งสายลมพัดผ่าน หยาดเหงื่อของเหล่าแรงงานหยดร่วงลงสู่พื้นดินที่แตกระแหงครั้งแล้วครั้งเล่า
การก่อสร้างกำแพงลานบ้านตระกูลซูดำเนินไปอย่างขะมักเขม้น เสียงสับไม้ไผ่ เสียงย่ำโคลน และเสียงหอบหายใจดังประสานกันเป็นจังหวะ ซูต้าและชายพเนจรอีกสามคนกำลังช่วยกันตอกโครงไม้ไผ่ลงดิน ส่วนซูเอ้อร์ หวังซื่อ และหลี่ซื่อ รับหน้าที่ขนโคลนที่ผสมฟางแห้งจนเหนียวหนึบมาส่งให้
“ย่ำดินให้มันแน่นกว่านี้ พวกเจ้าไม่มีแรงกันหรืออย่างไร หากกำแพงของข้าพังครืนลงมาเพราะความมักง่ายของพวกเจ้า ข้าจะจับพวกเจ้าฝังทั้งเป็นไว้ใต้กองดินนี่แหละ”
เสียงแผดตวาดของหลินหว่านดังแหวกอากาศร้อนระอุขึ้นมาเป็นระยะ นางนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ใต้ร่มเงาของต้นอู๋ถงที่เหลือแต่กิ่งก้าน มือขวาแกว่งไม้ตะพดไปมา ข้างกายมีโต๊ะไม้ตัวเล็กวางป้านน้ำชาที่ส่งกลิ่นหอมจางๆ นางสวมบทบาทมารดาใจยักษ์และนายจ้างหน้าเลือดได้อย่างไร้ที่ติ
ท่ามกลางกลุ่มแรงงานที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย ‘เฉินซาน’ หรือจ้าวเฉินในคราบคนงานซอมซ่อ กำลังยกก้อนดินเหนียวขนาดใหญ่ขึ้นโบกทับโครงไม้ไผ่ เหงื่อกาฬไหลซึมผ่านหน้าผากลงมาตามกรอบหน้าคมคาย แผลฉกรรจ์ที่สีข้างและท่อนแขนซ้ายเริ่มปริแตกจากการออกแรงหนัก เลือดสีแดงคล้ำซึมผ่านผ้าพันแผลออกมาเปรอะเปื้อนเสื้อที่ขาดวิ่น
ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างกาย ทุกครั้งที่เขาขยับตัว ทว่าจ้าวเฉินกลับกัดฟันข่มมันไว้ แววตาของเขาไม่แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย เขาลอบปรายตามองสตรีวัยกลางคนที่นั่งจิบชาอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยความรู้สึกเคลือบแคลงใจที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดครึ่งค่อนวันที่ผ่านมา เขาเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของหลินหว่านอย่างเงียบเชียบ สตรีผู้นี้ปากคอเราะราย ด่าทอทุบตีบุตรชายและสะใภ้อย่างไร้ความปรานี ใช้งานพวกเขาหนักยิ่งกว่าวัวควาย ดูผิวเผินเหมือนสตรีไร้การศึกษาที่บ้าอำนาจและเห็นแก่ตัวขั้นสุด
ทว่า... มีบางอย่างผิดปกติ
แม้ปากนางจะด่าว่าลูกๆ เป็นตัวไร้ประโยชน์และขู่จะปล่อยให้อดตาย แต่เมื่อถึงเวลาพักดื่มน้ำ เด็กสาวที่ชื่อซูเม่ย กลับยกถังน้ำที่ผสมเกลือและน้ำตาลเจือจางมาให้ทุกคนดื่ม ซึ่งเกลือและน้ำตาลในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ถือเป็นของล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก นอกจากนี้ แม้ซูต้าและซูเอ้อร์จะถูกด่าทอแทบทุกครั้งที่ขยับตัว แต่งานที่นางมอบหมายให้กลับเหมาะสมกับพละกำลังและความถนัดของแต่ละคนอย่างน่าประหลาด ราวกับนางวางแผนทุกอย่างไว้ในหัวอย่างแยบคาย
‘สตรีผู้นี้... ซ่อนความเฉียบขาดไว้ภายใต้เปลือกนอกที่ร้ายกาจ นางกำลังจงใจบีบคั้นให้คนในครอบครัวหลุดพ้นจากความเกียจคร้านงั้นหรือ?’ จ้าวเฉินครุ่นคิดในใจ ‘แล้วเกลือบริสุทธิ์นั่นอีกล่ะ ครอบครัวชาวนาที่บ้านผุพังปานนี้ จะไปหาของพรรณนั้นมาจากที่ใด?’
ในขณะที่จ้าวเฉินกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด อาการบาดเจ็บที่สีข้างก็ประท้วงขึ้นมาอย่างรุนแรง หน้ามืดวิงเวียนจนร่างสูงโปร่งเซถลาไปชนกับโครงกำแพงไม้ไผ่ ก้อนดินเหนียวในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง ตุบ
“เฮ้ย ไอ้คนงานใหม่ เจ้าตาบอดหรืออย่างไร ถึงได้ทำดินของข้าหล่นพื้น”
เสียงตวาดแหวของหลินหว่านพุ่งตรงมาที่เขาทันที นางผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาหาจ้าวเฉินพร้อมกับไม้ตะพดในมือ หวังซื่อและหลี่ซื่อที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบถอยกรูดหลบทางให้มารดาสามีด้วยความหวาดกลัว
หลินหว่านเดินมาหยุดยืนตรงหน้าจ้าวเฉิน นางกวาดสายตามองคราบเลือดที่ซึมทะลุเสื้อผ้าของเขา คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น
(ติ๊ง แจ้งเตือนจากระบบ: ค่าสถานะทางกายภาพของเป้าหมาย ‘เฉินซาน’ ลดต่ำลงถึงระดับวิกฤต บาดแผลติดเชื้อ หากไม่ได้รับการรักษาภายในสองชั่วยาม อาจถึงแก่ชีวิต)
เสียงกลไกเย็นชาดังขึ้นในหัวของหลินหว่าน นางลอบเดาะลิ้นในใจอย่างขัดใจ
‘บัดซบ หากไอ้หมอนี่มาตายในบ้านข้า มีหวังทางการได้แห่กันมาตรวจสอบแน่ แล้วกำแพงของข้าใครจะสร้างต่อ’ หลินหว่านสบถในใจ นางไม่อาจปล่อยให้ตัวอันตรายผู้นี้ตายลงในอาณาเขตของนางได้
“สำออยนักนะ” หลินหว่านแสร้งทำเป็นตวาดเสียงดังลั่น “แค่ยกดินไม่กี่ก้อนก็ทำเป็นหน้ามืดจะเป็นจะตาย บ้านตระกูลซูไม่จ่ายข้าวให้คนไร้ประโยชน์หรอกนะ”
จ้าวเฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง นัยน์ตาดอกท้อที่ซ่อนความเย็นเยียบไว้พยายามแสร้งทำเป็นสั่นไหว “นายหญิง... ข้าขออภัย บาดแผลเก่าของข้ามันกำเริบ ขอข้าพักเพียงครู่เดียว...”
“พักหรือ? เจ้าคิดว่าที่นี่คือโรงเตี๊ยมหรืออย่างไร” หลินหว่านยกไม้ตะพดขึ้นชี้หน้าเขา “เบิกตาดูเลือดสโสโครกของเจ้าสิ ซึมหยดลงมาเปื้อนดินเปื้อนกำแพงของข้าหมดแล้ว หากเจ้ามาตายโหงในบ้านของข้า ฮวงจุ้ยบ้านข้ามิพังพินาศหมดหรือ”
ทุกคนในลานบ้านต่างหยุดมือและมองมาที่หลินหว่านด้วยความหวาดผวา ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอด ซูเม่ยที่ยืนแอบอยู่หน้าประตูครัวกำมือแน่นด้วยความสงสารคนงานหนุ่ม แต่ก็ไม่กล้าขัดใจมารดา
หลินหว่านทำหน้ารังเกียจขยะแขยง นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ลอบสั่งการระบบอย่างรวดเร็ว
‘ระบบ ซื้อยาสมานแผลและถอนพิษระดับกลางหนึ่งตลับ เอาแพ็กเกจที่ดูซอมซ่อที่สุด อย่าให้ดูเป็นของมีราคา’
(ติ๊ง หักเหรียญทองแดง 20 เหรียญ... ดำเนินการเสร็จสิ้น)
นางดึงตลับไม้ไผ่เก่าๆ ที่มีคราบดินติดอยู่หลุดรุ่ยออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะปาใส่หน้าอกของจ้าวเฉินอย่างแรงจนเขาต้องรีบยกมือขึ้นรับไว้
“เอ้านี่ รับไป” หลินหว่านตะคอก “นี่คือยาสมุนไพรชั้นต่ำที่ข้าบังเอิญเก็บได้จากท้ายหมู่บ้าน เอาไปทาแผลเน่าๆ ของเจ้าซะ อย่ามาตายรังควานบ้านข้า ทาเสร็จแล้วก็รีบไสหัวไปก่อกำแพงต่อ หากวันนี้กำแพงด้านทิศตะวันออกไม่เสร็จ เจ้าไม่ต้องมากินข้าวเย็น”
พูดจบนางก็สะบัดชายเสื้อ หมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้ากลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมอย่างหยิ่งผยอง
“มองอะไรกัน งานพวกเจ้าเสร็จแล้วหรือ ใครอู้งานข้าจะหักส่วนแบ่งอาหาร” นางหันไปตวาดใส่ลูกๆ และคนงานที่เหลือจนทุกคนต้องรีบก้มหน้าก้มตาย่ำโคลนต่อไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวเฉินยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ เขาก้มมองตลับไม้ไผ่เก่าๆ ในมือสลับกับแผ่นหลังของมารดาใจยักษ์
‘ยาสมุนไพรชั้นต่ำงั้นหรือ?’
เขาเดินหลบมุมไปที่หลังดงไผ่ ค่อยๆ ปลดเสื้อที่ขาดวิ่นออก เผยให้เห็นรอยแผลถูกฟันที่ปริแตกจนน่ากลัว เขาเปิดฝาตลับไม้ไผ่ออก ทันทีที่ฝาเปิดออก กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของสมุนไพรก็ลอยเตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นเหม็นเขียวของยาราคาถูก แต่เป็นกลิ่นหอมบริสุทธิ์ที่ทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นมาในทันที
เนื้อยาด้านในเป็นสีเขียวมรกตใสแจ๋วราวกับหยกชั้นเลิศ
จ้าวเฉินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ ในฐานะฉีอ๋องผู้สูงศักดิ์ เขาเคยกินและใช้ยาวิเศษจากสำนักแพทย์หลวงมานับไม่ถ้วน ทว่ายาในตลับไม้ไผ่ซอมซ่อนี้ กลับมีกลิ่นอายและตัวยาที่บริสุทธิ์ล้ำลึกยิ่งกว่ายาสมานแผลระดับสูงสุดของหมอหลวงในวังเสียอีก
‘นี่มัน... โอสถล้ำค่าระดับนี้ นางเอามาจากที่ใด ของสิ่งนี้ต่อให้มีเงินพันตำลึงทองก็ไม่อาจหาซื้อได้ทั่วไป’
ความสงสัยเกาะกินหัวใจของชายหนุ่ม เขาป้ายเนื้อยาสีเขียวมรกตเพียงเล็กน้อย ทาลงบนบาดแผลที่กำลังอักเสบ ทันทีที่เนื้อยาสัมผัสผิวหนัง ความรู้สึกเย็นซ่านก็ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก ความเจ็บปวดปวดแสบปวดร้อนที่ทรมานเขามาตลอดทั้งวันมลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์ ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าว่าปากแผลที่ปริแตกกำลังค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างช้าๆ
จ้าวเฉินรีบปิดฝาตลับไม้อย่างรวดเร็วและซ่อนมันไว้ในอกเสื้อราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า หัวใจของเขาเต้นระรัว
‘หลินหว่าน... หญิงชาวนาผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่? หรือว่านางจะเป็นยอดคนเร้นกายที่แฝงตัวอยู่ในชนบท? การที่นางแสร้งทำเป็นด่าทอข้า แท้จริงแล้วเพื่อหาข้ออ้างมอบโอสถล้ำค่านี้ให้ข้าอย่างแนบเนียนกระนั้นหรือ?’
มุมมองที่จ้าวเฉินมีต่อมารดาใจยักษ์แห่งบ้านตระกูลซูเปลี่ยนไปในพริบตา สตรีผู้นี้กุมความลับที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตาเห็น และการที่เขาสุ่มเลือกมาซ่อนตัวในบ้านหลังนี้ อาจจะเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของเขา
เมื่อบาดแผลทุเลาลง เรี่ยวแรงมหาศาลก็กลับคืนสู่ ร่างกาย จ้าวเฉินเดินกลับไปที่ลานดิน คราวนี้เขายกหินและโกยดินด้วยความรวดเร็วและคล่องแคล่วจนคนงานพเนจรคนอื่นๆ ถึงกับอ้าปากค้าง ซูต้าที่คิดว่าตนเองแข็งแรงที่สุดยังต้องหันมามองด้วยความทึ่ง
“พี่ชาย ท่านไปกินยาชูกำลังอันใดมา เหตุใดจู่ๆ ถึงมีแรงปานวัวปานควายเช่นนี้” ซูต้าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
จ้าวเฉินเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก ไม่ตอบคำ เขาลอบมองไปที่หลินหว่านที่กำลังนั่งหลับตาพริ้มรับลมอยู่ใต้ต้นไม้ สตรีผู้นั้น... ช่างลึกลับและน่าค้นหายิ่งนัก
ยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) เสียงเรียกของซูเม่ยก็ดังขึ้นจากหน้าห้องครัว
“ท่านแม่เจ้าคะ อาหารมื้อเย็นเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
คำว่า ‘อาหาร’ ราวกับเสียงสวรรค์ที่ปลดปล่อยเหล่าวิญญาณบาป ทุกคนทิ้งจอบทิ้งเสียมแทบจะในทันที ลากสังขารที่เปื้อนโคลนไปต่อแถวหน้าห้องครัวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังหรือแย่งชิงกัน เพราะรู้ดีว่าไม้ตะพดของหลินหว่านพร้อมจะฟาดลงมาเสมอ
หลินหว่านลืมตาขึ้น นางเดินนวดบ่าตัวเองช้าๆ ตรงไปที่โต๊ะไม้ ซูเม่ยรีบยกชามข้าวขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมฉุย พร้อมกับจานเนื้อหมูผัดซอสที่เหลือจากเมื่อคืนมาวางตรงหน้านางอย่างนอบน้อม
ส่วนลูกชาย สะใภ้ และคนงานทั้งสี่คน ได้รับชามไม้ที่บรรจุแป้งหยาบต้มผสมกับซานเหย้า ทว่าวันนี้... น้ำซุปที่ต้มแป้งกลับมีสีเข้มและส่งกลิ่นหอมของกระดูกหมูลอยเตะจมูก
“ทะ... ท่านแม่ นี่มันกลิ่นน้ำต้มกระดูกหมูใช่หรือไม่ขอรับ” ซูเอ้อร์สูดกลิ่นหอมจนน้ำลายสอ
“หุบปากแล้วกินเข้าไป” หลินหว่านตวาด “ข้าแค่เอากระดูกหมูที่ข้าแทะเหลือทิ้งๆ ไปต้มรวมกับเศษผักให้พวกเจ้ากิน หากใครบ่นว่าไม่อร่อย ก็เอาไปเทให้สุนัขกินเสีย”
แม้ปากจะบอกว่าเป็นกระดูกที่แทะเหลือ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าในยามอดอยากเช่นนี้ การได้ซดน้ำซุปที่มีรสชาติของเนื้อสัตว์ถือเป็นบุญวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง พวกเขารีบซดน้ำซุปร้อนๆ และเคี้ยวซานเหย้าอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติเค็มปะแล่มๆ และความหวานของกระดูกหมู ที่หลินหว่านแอบซื้อผงปรุงรสจากระบบใส่ลงไปทำให้เรี่ยวแรงที่สูญเสียไปกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
จ้าวเฉินคีบซานเหย้าเข้าปากอย่างเงียบๆ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แฝงอยู่ในน้ำซุปชามนี้ มันช่วยฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้อย่างน่าประหลาด เขาลอบมองหลินหว่านที่กำลังคีบเนื้อหมูชิ้นโตเข้าปากด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
‘สตรีผู้นี้... ปากแข็งใจอ่อน ใช้วิธีตบหัวแล้วลูบหลังได้อย่างแนบเนียนที่สุด’ ฉีอ๋องหนุ่มลอบยิ้มในใจ ‘ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้ว ว่าครอบครัวตระกูลซูภายใต้การนำของมารดาใจยักษ์ผู้นี้ จะไปได้ไกลสักเพียงใด’
เมื่อมื้ออาหารจบลง หลินหว่านก็ลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองผลงานการสร้างกำแพงในวันนี้ กำแพงดินเหนียวสูงท่วมหัวทางด้านทิศตะวันออกและทิศเหนือถูกสร้างเสร็จไปแล้วกว่าครึ่ง แม้จะดูหยาบๆ แต่ก็แข็งแรงแน่นหนาพอที่จะป้องกันสายตาสอดรู้สอดเห็นจากภายนอกได้
“ถือว่าพวกเจ้าไม่ได้กินข้าวข้าเสียเปล่า” หลินหว่านเอ่ยเสียงเรียบ “คืนนี้ พวกคนงานไปนอนรวมกันที่โรงเก็บฟืนท้ายลานบ้าน ส่วนซูต้า ซูเอ้อร์ พรุ่งนี้เตรียมตัวขึ้นเขาไปหาไม้มาเสริมหลังคา หากพรุ่งนี้ใครตื่นสาย ข้าจะหวดด้วยไม้ตะพดให้เนื้อแตก”
ทุกคนรับคำสั่งอย่างแข็งขัน ความกลัวผสมปนเปกับความอิ่มท้อง ทำให้พวกเขายอมสยบแทบเท้ามารดาใจยักษ์ผู้นี้อย่างราบคาบ
ค่ำคืนนั้น ขณะที่ทุกคนในบ้านตระกูลซูหลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า จ้าวเฉินที่นอนอยู่บนกองฟางในโรงเก็บของกลับลืมตาตื่นขึ้นในความมืด เขาลูบตลับไม้ยาสมานแผลในอกเสื้อเบาๆ นัยน์ตาดอกท้อทอประกายลึกล้ำฝ่าความมืดมิด
การสืบคดีฉ้อโกงเสบียงหลวงของเขาในเมืองนี้ คงต้องอาศัย ‘ฉากบังหน้า’ จากครอบครัวชาวนาที่ไม่ธรรมดาครอบครัวนี้เสียแล้ว
