บทที่ 6: ชายพเนจรผู้ซ่อนเร้น กับการคัดเลือกแรงงานทาส - 1
ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายหมอกหนาทึบที่ลอยต่ำเรี่ยพื้นดิน อากาศในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหนาวเหน็บจนน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกดำ ทว่าสำหรับครอบครัวตระกูลซูแล้ว ความหนาวเย็นของอากาศยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่ากับเสียงเคาะไม้ตะพดของมารดาใจยักษ์ที่ดังก้องขึ้นเบิกฤกษ์ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
ตึง ตึง ตึง
“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ พระอาทิตย์จะแยงตาพวกเจ้าอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาซุกหัวนอนอู้งานอยู่อีกหรือ วันนี้บ้านเรามีงานใหญ่ต้องทำ ใครชักช้าแม้แต่ครึ่งก้านธูป ข้าจะตัดส่วนแบ่งอาหารเย็นของมันทิ้งเสีย”
เสียงแผดตวาดของหลินหว่านดังกังวานทะลุบานประตูไม้ที่ผุพังเข้าไป ปลุกให้ซูต้า ซูเอ้อร์ หวังซื่อ และหลี่ซื่อ สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความลุกลี้ลุกลาน แม้ร่างกายของพวกเขาจะปวดร้าวราวกับถูกบดขยี้จากการกรำงานหนักเมื่อวาน ทว่าเมื่อนึกถึงรสชาติของน้ำแกงเนื้อหมูตุ๋นที่หอมหวานและข้าวขาวบริสุทธิ์ที่ได้ลิ้มรส เรี่ยวแรงที่เหือดหายไปก็คล้ายจะถูกจุดประกายขึ้นมาใหม่ พวกเขารีบสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นแล้ววิ่งกระหืดกระหอบออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานกลางลานบ้านอย่างพร้อมเพรียง
หลินหว่านนั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเดียวที่ยังสมประกอบในบ้าน มือหนึ่งกุมไม้ตะพดคู่กาย อีกมือหนึ่งถือชามน้ำชาร้อนๆ ที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะใบหน้าซูบผอมที่ถูกแต่งแต้มด้วยความเย่อหยิ่งและดุดัน นางกวาดสายตาคมกริบราวกับใบมีดประเมินลูกชายและสะใภ้ทีละคน
“ดีมาก ดูเหมือนน้ำแกงเนื้อเมื่อคืนจะทำให้พวกเจ้าหูตาสว่างขึ้นมาบ้าง” หลินหว่านแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ “ซูต้า เจ้าจงหยิบขวานแล้วขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่ เลือกเอาลำที่แก่และแข็งแรงที่สุดมาทำโครงกำแพง ซูเอ้อร์ เจ้าไปขนดินเหนียวจากริมลำธารที่แห้งขอดมาให้มากที่สุด ส่วนสะใภ้ทั้งสอง พวกเจ้าจงไปลากฟางแห้งมาผสมกับดินเหนียว ย่ำให้เข้ากันเตรียมไว้โบกกำแพง ใครทำชุ่ย ข้าจะจับหัวมันโขกกับกำแพงจนกว่ากำแพงจะเรียบ”
“ขะ... เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ข้าจะสับไม้ไผ่ให้ขาดสะบั้นด้วยขวานเดียวเลยขอรับ” ซูต้ารีบประจบประแจง แววตาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“ไป ไสหัวไปทำงานได้แล้ว” หลินหว่านตวัดไม้ตะพดไล่
เมื่อลูกชายและสะใภ้วิ่งวุ่นออกไปทำหน้าที่ของตนราวกับสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ หลินหว่านก็หันมาหาซูเม่ย บุตรสาวคนเล็กที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ เด็กสาวสวมเสื้อผ้าฝ้ายปะชุนที่แม้จะเก่าซอมซ่อ แต่ก็ถูกซักจนสะอาดสะอ้าน ใบหน้าที่เคยซูบตอบและหมองคล้ำเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากได้กินอิ่มนอนหลับมาสองคืน
“เม่ยเอ๋อร์ เจ้าจงเข้ามานี่” น้ำเสียงของหลินหว่านอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดกับบุตรสาว แต่ก็ยังคงความเด็ดขาดไว้
“เจ้าค่ะท่านแม่” ซูเม่ยรีบเดินเข้าไปหา ก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม
หลินหว่านล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมา ภายในบรรจุเหรียญทองแดงที่ถูกร้อยไว้ด้วยเชือกป่านจำนวนหนึ่ง นางโยนถุงเงินนั้นลงบนโต๊ะตรงหน้าบุตรสาวเสียงดัง กริ๊ก
“ในนี้มีเงินอยู่ห้าสิบอีแปะ” หลินหว่านกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าจงนำเงินนี้ เดินทางไปที่วัดร้างท้ายตำบลชิงสุ่ย ที่นั่นเป็นแหล่งรวมตัวของพวกผู้ลี้ภัยที่หนีความตายจากภัยแล้งมาจากเมืองอื่น เจ้าจงไปคัดเลือกบุรุษรูปร่างกำยำที่มีแรงงานมาสักสี่ห้าคน บอกพวกมันว่า บ้านตระกูลซูต้องการคนงานซ่อมแซมบ้านและสร้างกำแพง ค่าจ้างคือข้าวแป้งหยาบวันละสองมื้อ ไม่มีเงินให้ หากใครยินดีทำก็ให้เดินตามเจ้ากลับมา”
ซูเม่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ทะ... ท่านแม่ ให้ข้าไปคัดเลือกบุรุษหรือเจ้าคะ? ข้าเป็นเพียงสตรี หากพวกผู้ลี้ภัยหิวโซเหล่านั้นเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ข้าจะรับมือได้อย่างไรเจ้าคะ”
หลินหว่านหรี่ตาลง แววตาทอประกายอำมหิต “หากเจ้าทำตัวอ่อนแอเป็นลูกแกะ พวกมันก็ย่อมรุมขย้ำเจ้า แต่เจ้าเป็นลูกสาวของข้า หลินหว่านผู้นี้ เจ้าจงเชิดหน้าขึ้น ทำตัวให้หยิ่งผยองเข้าไว้ บอกพวกมันไปว่า หากใครกล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ มารดาของเจ้าจะสับมันเป็นชิ้นๆ แล้วโยนให้สุนัขกิน ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ผู้ที่มีอาหารคือผู้กุมชะตาชีวิต จำไว้... จงใช้ความเด็ดขาดของเจ้าข่มขวัญพวกมันเสีย”
คำสอนที่โหดร้ายแต่แฝงไปด้วยหลักความเป็นจริงในยุคกลียุค ทำให้ซูเม่ยสูดลมหายใจเข้าลึก เด็กสาวกำมือแน่น พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องผิดหวัง”
“ดี ไปได้แล้ว และจำไว้ว่า ให้เลือกคนที่ดูหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย แต่มีพละกำลัง อย่าไปเลือกพวกที่มีแววตาเจ้าเล่ห์หรือพวกหัวหมอมาเด็ดขาด”
ซูเม่ยรับถุงเงินมาซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด ก่อนจะคว้าตะกร้าใบเล็กเดินออกจากบ้านไป มุ่งหน้าสู่ตำบลชิงสุ่ยด้วยหัวใจที่เต้นระทึก นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญเช่นนี้ นางจะต้องสวมวิญญาณความร้ายกาจของมารดาให้จงได้
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ หุบเขาลึกที่ห่างไกลจากหมู่บ้านตระกูลซูออกไปหลายสิบลี้
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยปะปนไปกับสายหมอกยามเช้า ซากศพของนักฆ่าชุดดำนับสิบนอนเกลื่อนกลาดอยู่ท่ามกลางดงไม้ที่หักโค่นจากการต่อสู้อย่างดุเดือด
ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงพิงต้นไม้ใหญ่ ร่างกาย ของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ เสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่สวมใส่เพื่อตบตาถูกฟันจนขาดวิ่น เผยให้เห็นเสื้อแพรไหมสีดำสนิทที่ซ่อนอยู่ด้านในซึ่งบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน นัยน์ตาดอกท้อที่มักจะทอประกายเกียจคร้าน บัดนี้กลับเยือกเย็นและแหลมคมดุจพญาเหยี่ยว
เขาคือ ‘จ้าวเฉิน’ หรือตัวตนที่แท้จริงคือ ‘ฉีอ๋อง’ พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ผู้ได้รับราชโองการลับให้ปลอมตัวลงใต้มาสืบคดีการทุจริตยักยอกเสบียงหลวงที่กำลังสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้แก่ราษฎร ทว่าการเคลื่อนไหวของเขากลับถูกเกลือเป็นหนอนล่วงรู้ ทำให้ขบวนเดินทางถูกลอบสังหารจนแตกพ่าย ผู้คุ้มกันเสียชีวิตจนหมดสิ้น เหลือเพียงเขาที่ฝ่าวงล้อมหนีรอดมาได้ด้วยวรยุทธ์ที่ล้ำเลิศ
“พวกกังฉินชั่วช้า... กล้าลงมืออุกอาจถึงเพียงนี้ ดูท่าเบื้องหลังของพวกมันคงมีสายป่านยาวไปถึงเมืองหลวงเป็นแน่” จ้าวเฉินกัดฟันกรอด ข่มความเจ็บปวดจากบาดแผลที่แขนซ้ายและสีข้าง
เขาล้วงเอายาสมานแผลที่เหลือติดตัวเพียงน้อยนิดออกมาโรยลงบนปากแผลอย่างลวกๆ แล้วฉีกชายเสื้อมาพันห้ามเลือดไว้ หากเขาดันทุรังเดินทางกลับเมืองหลวงในสภาพนี้ ย่อมต้องถูกพวกนักฆ่าที่ยังตามล่าตัวตามรอยเจอและถูกสังหารทิ้งกลางทางอย่างแน่นอน สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือการหาที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัย เพื่อรักษาบาดแผลและลอบสืบหาหลักฐานต่อไปอย่างเงียบเชียบ
‘ข้าต้องหาครอบครัวชาวบ้านสักแห่งเพื่อซ่อนตัว... แต่ในยามที่เกิดภัยแล้งเช่นนี้ ชาวบ้านธรรมดาย่อมไม่มีอาหารเหลือเผื่อแผ่คนแปลกหน้าเป็นแน่’ จ้าวเฉินครุ่นคิดพลางก้าวเดินอย่างโซเซลงจากภูเขา มุ่งหน้าไปยังทิศทางของหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด
ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ณ วัดร้างท้ายตำบลชิงสุ่ย
บรรยากาศที่นี่หดหู่และน่าสะอิดสะเอียนเกินกว่าที่ซูเม่ยจะจินตนาการไว้ กลิ่นเหม็นสาบของความตายและสิ่งปฏิกูลลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ผู้ลี้ภัยนับร้อยชีวิตนอนระเนระนาดอยู่ตามพื้นดิน ซากปรักหักพัง และใต้ต้นไม้ใหญ่ สภาพของแต่ละคนผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก ดวงตาเว้าลึกไร้แววแห่งความหวัง เสียงครางโหยหวนขออาหารดังระงมราวกับอยู่ในขุมนรก
เมื่อซูเม่ยที่สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านและมีใบหน้าอิ่มเอิบปรากฏตัวขึ้น สายตาของผู้อดอยากนับร้อยก็พุ่งตรงมาที่นางราวกับฝูงหมาป่าที่เห็นเนื้อชิ้นโต บางคนพยายามตะเกียกตะกายเข้ามาหา พลางยื่นมือที่สั่นเทาออกมาร้องขออาหาร
“แม่นาง... ขอทานให้พวกเราเถิด... ข้าหิวเหลือเกิน”
ซูเม่ยตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อนึกถึงคำสอนและใบหน้าที่ดุดันของมารดา นางก็สูดลมหายใจเข้าลึก กัดฟันแน่น แล้วยกมือขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นสูง เปลี่ยนแววตาที่หวาดกลัวให้กลายเป็นความแข็งกร้าวและเย็นชา
“หยุดอยู่ตรงนั้น หากใครกล้าขยับเข้ามาใกล้ข้าแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะสั่งให้คนตีมันให้ตาย” ซูเม่ยตวาดเสียงแหลมสูง พยายามดัดเสียงให้ฟังดูทรงอำนาจที่สุด “ข้าไม่ได้มาแจกทาน บ้านตระกูลซูแห่งหมู่บ้านชิงสุ่ยต้องการคนงานไปซ่อมแซมกำแพงและหลังคาบ้าน ข้าต้องการบุรุษที่มีพละกำลังสี่คน ค่าจ้างคือข้าวแป้งหยาบวันละสองมื้อ กินอิ่ม นอนอุ่น แต่ไม่มีเงินให้ หากใครคิดว่าตนเองยังมีแรงยกจอบยกเสียมไหว ก็จงลุกขึ้นมายืนตรงหน้าข้า”
