บท
ตั้งค่า

บทที่ 5: กลิ่นเนื้อหอมกรุ่น กับห่วงบ่วงคล้องคอสุนัขรับใช้

ยามโหย่ว (17.00 - 18.59 น.) ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำจรดขอบเขา ทอแสงสีส้มอมแดงสาดส่องลงมาบนผืนดินที่แห้งผาก เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดยาวทาบทับไปตามเส้นทางลูกรัง นกกาบินกลับรังส่งเสียงร้องระงม บรรยากาศยามเย็นควรจะเงียบสงบและผ่อนคลาย ทว่าบนถนนสายเล็กๆ ที่มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านตระกูลซู กลับมีเสียงหอบหายใจหนักหน่วงสลับกับเสียงฝีเท้าที่ลากพื้นอย่างเหนื่อยล้า

ขบวนของตระกูลซูเดินทางกลับมาถึงหน้าหมู่บ้านในที่สุด

ซูต้าและซูเอ้อร์แบกกระสอบข้าวสารขาวบริสุทธิ์และแป้งสาลีเนื้อละเอียดที่หนักอึ้งจนหลังค่อม คานหาบไม้ไผ่กดทับบ่าจนบวมแดง หวังซื่อและหลี่ซื่อที่เดินตามหลังก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกนางสะพายตะกร้าที่บรรจุเครื่องปรุงรสและก้อนเนื้อหมูสามชั้นหนักห้าชั่ง ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบจะก้าวไม่ออก เหงื่อไคลไหลย้อยจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบติด ร่างกาย ความเหนื่อยล้าเกาะกุมไปทั่วทุกอณูเนื้อ

ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือ แม้จะเหนื่อยเจียนตาย แต่ดวงตาของพวกเขากลับทอประกายวาววับ ไม่มีความสิ้นหวังหดหู่เหมือนตอนขาไปอีกแล้ว สายตาของพวกเขามักจะลอบมองตะกร้าที่บรรจุเนื้อหมูและกระสอบข้าวสารสลับกันไปมา คล้ายกับสุนัขหิวโซที่จ้องมองกระดูกชิ้นโต

หลินหว่านเดินทอดน่องนำหน้าขบวนอย่างสบายใจ มือขวาถือไม้ตะพดแกว่งไปมา แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างเย่อหยิ่ง นางปรายตามองสภาพของลูกๆ และสะใภ้แล้วลอบยิ้มมุมปาก

นี่แหละคือพลังของความหวังและปากท้อง... แค่เอาเนื้อชิ้นโตมาล่อ ไอ้พวกขี้เกียจสันหลังยาวพวกนี้ก็พร้อมจะยอมถวายหัวทำงานหนักเจียนตาย

“ชักช้าอยู่ยืดอาดอยู่ได้ รีบเดินเข้า หากฟ้ามืดลงเสียก่อนแล้วมีโจรป่ามาปล้นข้าวสารของข้าไป ข้าจะจับพวกเจ้าถลกหนังมาต้มกินแทนเนื้อหมู” หลินหว่านหันไปตวาดเสียงเขียว เร่งจังหวะฝีเท้าขึ้นอีก

ทันทีที่เข้าสู่เขตหมู่บ้าน หลินหว่านก็สั่งให้ทุกคนเดินลัดเลาะไปตามทางแคบๆ หลังดงไผ่เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของเพื่อนบ้าน ยามนี้ทุกครัวเรือนต่างอดอยาก หากมีใครเห็นว่าบ้านซูแบกข้าวสารขาวและเนื้อหมูกลับมา ย่อมต้องเกิดความอิจฉาริษยาและอาจนำภัยมาสู่ตัวได้

เมื่อมาถึงหน้าประตูลานบ้าน ซูเม่ยที่ชะเง้อคอรอคอยอยู่นานก็รีบวิ่งมาเปิดประตูรับ แววตาของเด็กสาวเบิกกว้างเมื่อเห็นข้าวของมากมายที่พี่ชายและพี่สะใภ้แบกกลับมา

“ทะ... ท่านแม่ นี่มัน...” ซูเม่ยอ้าปากค้าง มองกระสอบข้าวสารและเนื้อหมูสีแดงสดสลับไปมาด้วยความตกตะลึง

“หุบปาก ปิดประตูลงกลอนให้แน่นหนา อย่าให้ผู้ใดหน้าไหนชะโงกหน้าเข้ามาดูได้เด็ดขาด” หลินหว่านสั่งการเฉียบขาด ก่อนจะเดินนำขบวนตรงเข้าไปในห้องครัวแคบๆ

เมื่อตะกร้าและกระสอบถูกวางลงบนพื้นดินในครัว เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก็ดังประสานกัน ซูต้าทิ้งตัวลงนั่งแหมะกับพื้น นวดบ่าที่ปวดหนึบของตนเอง หวังซื่อและ หลี่ซื่อรีบเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่เนื้อหมูสามชั้นก้อนนั้นไม่วางตา

หลินหว่านไม่ปล่อยให้พวกเขาได้พักหายใจนาน นางใช้ไม้ตะพดเคาะกระดานไม้เสียงดัง ตึง

“มองอะไร มองแล้วมันจะอิ่มหรืออย่างไร หวังซื่อ หลี่ซื่อ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไปก่อไฟ ตั้งกระทะ คืนนี้ข้าจะกินข้าวขาวและเนื้อหมูตุ๋นน้ำแดง ส่วนพวกเจ้า...” หลินหว่านตวัดสายตาเหยียดหยามมองลูกชายและลูกสะใภ้ “หุงแป้งหยาบผสมกับซานเหย้าที่เหลือเมื่อเช้ากินซะ เงินของข้า ข้าจะกินของดีๆ ผู้เดียว”

คำพูดนั้นราวกับมีดน้ำแข็งกรีดลงกลางใจ หวังซื่อและหลี่ซื่อหน้าม่อยลงทันที ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความน้อยใจ แต่ก็ไม่กล้าปริปากเถียง พวกนางจำต้องฝืนลุกขึ้นไปตักน้ำและก่อไฟตามคำสั่ง ซูต้าและซูเอ้อร์ได้แต่นั่งมองหน้ากันตาละห้อย กลืนน้ำลายข่มความหิวที่ทวีความรุนแรงขึ้น

หลินหว่านหยิบมีดทำครัวที่ลับจนคมกริบมาถือไว้ นางดึงเนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามที่มีชั้นไขมันแทรกสลับกับเนื้อแดงอย่างลงตัวออกมาวางบนเขียงไม้ จัดการหั่นเนื้อหมูออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดใหญ่พอดีคำ เสียงมีดกระทบเขียง ฉับ ฉับ ฉับ ดังก้องไปทั่วครัว ราวกับเป็นจังหวะกลองรบที่กระชากวิญญาณของผู้หิวโหย

ในระหว่างที่หั่นเนื้อ หลินหว่านลอบใช้ความคิดสื่อสารกับระบบอย่างเงียบเชียบ

‘ระบบ ดึงเกลือบริสุทธิ์และเครื่องเทศตุ๋นเนื้อสูตรพิเศษจากมิติออกมาให้ข้าที เอาแบบที่กลิ่นหอมทะลุทะลวงไปสามบ้านแปดบ้าน’

(ติ๊ง ดำเนินการหักเหรียญทองแดง 5 เหรียญ... สกัดเกลือบริสุทธิ์และผงเครื่องเทศลับเฉพาะสำเร็จ)

เพียงชั่วพริบตา ในแขนเสื้อของหลินหว่านก็ปรากฏห่อกระดาษเล็กๆ สองห่อ นางอาศัยจังหวะที่หวังซื่อกำลังก้มหน้าเป่าไฟ แอบเทผงเครื่องเทศและเกลือลงในชามที่ใส่เนื้อหมูเตรียมไว้

เมื่อกระทะเหล็กใบเก่าร้อนจนได้ที่ หลินหว่านก็จัดการโยนก้อนไขมันหมูที่หั่นแยกไว้ลงไปเจียวน้ำมัน เสียง ฉ่า ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่ง กลิ่นหอมของน้ำมันหมูบริสุทธิ์ลอยตลบอบอวลไปทั่วห้องครัว

ซูต้าที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องถึงกับตาลอย จมูกบานฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมนั้นราวกับคนเสียสติ “หอม... หอมเหลือเกิน... สวรรค์ ข้าไม่ได้กลิ่นน้ำมันหมูมาเป็นปีแล้ว...”

“หุบปาก น้ำตาน้ำลายไหลย้อยน่าเกลียดน่าชัง ถอยออกไปไกลๆ อย่าให้ความโสโครกของพวกเจ้ามากระเด็นใส่กระทะของข้า” หลินหว่านตวาดไล่ ก่อนจะโยนน้ำตาลกรวดที่ซื้อมาลงไปเคี่ยวจนละลายกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ แล้วจึงเทเนื้อหมูสามชั้นชิ้นโตลงไปผัดคลุกเคล้า

เสียงเนื้อหมูกระทบกระทะร้อนฉ่า กลิ่นหอมของเนื้อผสานกับความหวานของน้ำตาลไหม้และเครื่องเทศสูตรลับจากระบบ ระเบิดอานุภาพทำลายล้างขั้นสุดยอดออกมา

มันไม่ใช่แค่กลิ่นหอมธรรมดา แต่มันคือความหอมที่สามารถปลุกเร้าสัญชาตญาณความหิวโหยของมนุษย์ให้พุ่งทะยานจนถึงขีดสุด หวังซื่อที่กำลังเติมฟืนอยู่หน้าเตาถึงกับน้ำลายหกหยดแหมะลงบนท่อนฟืน หลี่ซื่อต้องยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นแห่งความทรมาน แม้แต่ซูเม่ยที่ยืนแอบอยู่หลังประตูก็ยังต้องลอบกลืนน้ำลายครั้งแล้วครั้งเล่า

หลินหว่านเติมน้ำลงไปกะท่วมเนื้อ ปิดฝาไม้ไผ่สาน ปล่อยให้เนื้อหมูตุ๋นเคี่ยวไปกับไฟอ่อนๆ จากนั้นนางก็หันไปจัดการกับข้าวขาวบริสุทธิ์ นางตักข้าวขาวออกมาสองถ้วยเต็มๆ ล้างน้ำอย่างทะนุถนอมแล้วใส่ลงในหม้อดินใบเล็กเพื่อหุงกินเองโดยเฉพาะ

“ส่วนพวกเจ้า เอาแป้งหยาบนี่ไปต้มผสมกับหัวซานเหย้าที่เหลือ รีบๆ ทำให้เสร็จ ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว” นางตวัดปลายมีดชี้ไปที่กระสอบแป้งหยาบสีคล้ำ

สะใภ้ทั้งสองจำใจต้องละสายตาจากหม้อตุ๋นเนื้อ มาจัดการต้มแป้งหยาบผสมซานเหย้าในหม้ออีกใบอย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ข้าวขาวในหม้อดินสุกส่งกลิ่นหอมกรุ่นเป็นเอกลักษณ์ของข้าวใหม่ ส่วนเนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงในกระทะก็งวดได้ที่ หลินหว่านเปิดฝากระทะออก ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมรุนแรงที่ทำเอาทุกคนในบ้านแทบจะล้มทั้งยืน เนื้อหมูสามชั้นบัดนี้ถูกเคลือบด้วยน้ำซอสสีน้ำตาลแดงมันวาว แต่ละชิ้นดูนุ่มละมุนจนแทบจะละลายในปาก

หลินหว่านตักเนื้อหมูพูนๆ และข้าวขาวร้อนๆ ใส่ชามกระเบื้องใบใหญ่ของตนเอง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางโถงบ้านอย่างสง่าผ่าเผย

“ยกชามของพวกเจ้ามานี่” หลินหว่านออกคำสั่งเสียงเข้ม

ซูต้า ซูเอ้อร์ หวังซื่อ หลี่ซื่อ และซูเม่ย รีบประคองชามไม้เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยแป้งต้มเหนียวหนืดสีคล้ำผสมหัวซานเหย้าเดินมาเข้าแถวเรียงหน้ากระดานต่อหน้ามารดา แววตาของพวกเขาทั้งหิวโหย ทั้งคาดหวัง และเต็มไปด้วยความยำเกรง

หลินหว่านกวาดสายตามองทุกคนด้วยความเย่อหยิ่ง นางใช้ทัพพีตักน้ำมันหมูและซอสสีน้ำตาลแดงที่เหลือติดก้นกระทะ ราดลงบนชามแป้งต้มของแต่ละคนอย่างลวกๆ

“พวกเจ้ามันตัวไร้ประโยชน์ แต่เห็นแก่ที่วันนี้พวกเจ้าอุตส่าห์ออกแรงแบกของกลับมาให้ข้า ข้าจะเมตตาประทานน้ำแกงก้นกระทะนี่ให้พวกเจ้าได้คลุกข้าวกิน”

เท่านั้นยังไม่พอ หลินหว่านทำหน้าบูดบึ้ง ราวกับเสียดายของเต็มประดา นางคีบเนื้อหมูชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วก้อย โยนใส่ชามของซูต้า ซูเอ้อร์ หวังซื่อ และหลี่ซื่อ คนละหนึ่งชิ้น

“ส่วนนี่คือรางวัลของพวกเจ้า ใครแบกของหนัก ข้าก็ให้กินเนื้อ ใครล้างชามเฝ้าบ้าน ข้าก็ให้กินแค่น้ำแกง” นางหันไปมองซูเม่ยที่ได้เพียงน้ำแกงราดข้าว แต่กลับไม่มีเสียงบ่นใดๆ หลินหว่านแสร้งทำเป็นกระแทกเสียง “จำเอาไว้ ในบ้านนี้ ใครขยันทำงาน ก็จะได้กินของดี ใครขี้เกียจสันหลังยาว ก็จงกินรำข้าวไปจนตาย”

“ขะ... ขอบคุณท่านแม่ ขอบคุณความเมตตาของท่านแม่ขอรับ”

ซูต้าดีใจจนน้ำตาไหลพราก เขารีบคุกเข่าโขกศีรษะให้มารดาก่อนจะถอยกลับไปนั่งยองๆ ตรงมุมห้อง ซูเอ้อร์และสะใภ้ทั้งสองก็รีบทำตามอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเนื้อหมูจริงๆ แม้จะเป็นเพียงชิ้นเล็กจิ๋ว แต่นี่คือเนื้อหมู เนื้อหมูตุ๋นที่หอมหวานที่สุดในชีวิต

ซูต้านำร่องใช้ตะเกียบพุ้ยแป้งต้มที่คลุกเคล้ากับน้ำซอสเนื้อหมูเข้าปาก ทันทีที่รสชาติเค็มนำหวานตาม หอมกลิ่นเครื่องเทศและมันหมูแตะลงบนลิ้น ดวงตาของชายหนุ่มร่างยักษ์ก็เบิกกว้าง

“สวรรค์... อร่อยเหลือเกิน ข้าไม่เคยกินสิ่งใดอร่อยปานนี้มาก่อนในชีวิต” ซูต้าสบถออกมาทั้งน้ำตา เขาไม่รอช้า คีบเนื้อหมูชิ้นจิ๋วนั้นเข้าปากเคี้ยวอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่ามันจะสลายหายไป รสสัมผัสที่นุ่มละลายและรสชาติที่เข้มข้นทำเอาเขารู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์

หวังซื่อและหลี่ซื่อก็มีสภาพไม่ต่างกัน สะใภ้ทั้งสองกินไปร้องไห้ไป น้ำตาอาบแก้ม รสชาติของอาหารมื้อนี้สลักลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของพวกนาง

ในวินาทีนั้นเอง ความคิดบางอย่างก็ตกผลึกในหัวของทุกคน...

มารดาของพวกเขาแม้จะร้ายกาจ ปากคอเราะราย และใช้งานพวกเขาหนักเยี่ยงทาสทารุณ ทว่า... นางกลับเป็นผู้เดียวที่สามารถเนรมิตเนื้อหมูและข้าวขาวมาวางตรงหน้าพวกเขาได้ หากยอมก้มหัวเป็นสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็งตามคำสั่งของนาง ต่อไปก็ย่อมมีเศษเนื้อและน้ำแกงเลิศรสตกถึงท้อง ไม่ต้องอดอยากกินดินนวลจนไส้ทะลักอีกต่อไป

ห่วงบ่วงแห่งความตะกละตะกลามได้คล้องเข้าที่คอของพวกเขาจนแน่นสนิทแล้ว

หลินหว่านที่นั่งกินข้าวขาวและเนื้อชิ้นโตอยู่บนโต๊ะ ลอบสังเกตปฏิกิริยาของลูกๆ ด้วยความพึงพอใจ แผนการ ‘ตบหัวแล้วลูบหลังด้วยกระดูกหมู’ ของนางประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตอนนี้อำนาจเด็ดขาดในบ้านตระกูลซูตกอยู่ในมือนางอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์

เมื่ออาหารทุกชามถูกกวาดจนเกลี้ยงเกลา ชนิดที่ว่าไม่ต้องล้างก็ยังสะอาด หลินหว่านก็วางตะเกียบลง หยิบผ้าเก่าๆ มาเช็ดปากอย่างมีจริต ก่อนจะกระแทกไม้ตะพดลงบนพื้นเรียกความสนใจ

ทุกคนรีบยืดหลังตรง นั่งนิ่งรอรับคำสั่งราวกับทหารกองเกียรติยศ

“อิ่มกันแล้วใช่หรือไม่ อิ่มแล้วก็เบิกหูฟังให้ดี” หลินหว่านกวาดสายตาเฉียบขาดไปทั่วห้อง “เงินที่ข้าได้มาจากการขายโสมป่า ข้าจะนำมาใช้ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหลังนี้”

“ซะ... ซ่อมบ้านหรือขอรับท่านแม่” ซูเอ้อร์ถามเสียงสั่น

“ใช่ บ้านดินผุพังที่ลมพัดทีก็สั่นคลอน หลังคารั่วจนน้ำฝนหยดใส่หัว ข้าจะไม่ยอมทนซุกหัวนอนในรูหนูนี่อีกต่อไป” หลินหว่านประกาศกร้าว “พรุ่งนี้แต่เช้า ซูต้า เจ้าจงไปที่เชิงเขา ตัดไม้ไผ่และหาดินเหนียวมาเตรียมไว้ ซูเอ้อร์ เจ้าเข้าป่าไปตัดหญ้าคามามัดเตรียมขึ้นหลังคา ส่วนสะใภ้ทั้งสอง พวกเจ้าต้องช่วยกันผสมดินและซ่อมแซมกำแพงลานบ้านให้สูงขึ้น”

“ทำไมต้องทำกำแพงให้สูงขึ้นด้วยล่ะเจ้าคะท่านแม่” หลี่ซื่อผู้มีไหวพริบเอ่ยถามอย่างสงสัย

หลินหว่านแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ “พวกเจ้าคิดว่าเพื่อนบ้านรอบๆ นี้หูหนวกตาบอดหรืออย่างไร กลิ่นเนื้อตุ๋นของข้าหอมฟุ้งข้ามไปสามบ้านแปดบ้านปานนี้ พรุ่งนี้ต้องมีพวกตาหิวโซมาด้อมๆ มองๆ แถวบ้านเราแน่ ข้าสั่งให้ทำกำแพงให้สูงและหนาที่สุด หากใครกล้าปีนเข้ามา ข้าจะได้จับมันตีให้ตายคาที่”

คำพูดของมารดาทำเอาทุกคนขนลุกซู่ นางวางแผนล่วงหน้าไว้หมดแล้วจริงๆ

“แต่ว่าท่านแม่ขอรับ...” ซูต้าเกาหัวแกรกๆ “การสร้างหลังคาและก่อกำแพงใหม่ทั้งหมด ต้องใช้คนและแรงงานเยอะมากนะขอรับ ลำพังแค่ข้ากับซูเอ้อร์สองคน คงต้องทำเป็นเดือนกว่าจะเสร็จ”

หลินหว่านหรี่ตาลง แววตาเจ้าเล่ห์ทอประกายวาบ “ข้าย่อมรู้ดี พรุ่งนี้ข้าจะให้ซูเม่ยนำเงินส่วนหนึ่งไปที่ศาลาว่าการตำบล จ้างพวกคนงานพเนจรที่หนีแล้งมาทำงานให้เรา พวกที่หิวโซเหล่านั้น แค่เอาแป้งหยาบให้กินสักมื้อก็พร้อมจะทำงานถวายหัวแล้ว”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันยิ่งกว่าเดิม “แต่จำไว้ ใครที่กล้าอู้งาน หรือแอบขโมยเสบียงของข้าไปให้คนนอก ข้าจะตัดมือมันทิ้ง พวกเจ้าเตรียมตัวเตรียมใจเหนื่อยสายตัวแทบขาดได้เลย”

ค่ำคืนนั้น สายลมหนาวพัดผ่านหลังคาบ้านที่ผุพัง ทว่าภายในจิตใจของสมาชิกตระกูลซู กลับร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งความหวังและความเกรงกลัว

และในอีกด้านหนึ่งของความมืดมิดบนภูเขาไกลออกไป ขบวนผู้ตรวจการจากเมืองหลวงกำลังเผชิญหน้ากับการลอบสังหารอย่างดุเดือด ชะตากรรมของบ้านตระกูลซูและบัลลังก์มังกร กำลังจะถูกผูกเข้าด้วยกันด้วยเส้นด้ายแห่งโชคชะตาที่มองไม่เห็น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel