บทที่ 4: เข้าเมืองทำกำไร และเนื้อก้อนแรกของมารดาใจยักษ์
ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้ายังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทาจางๆ อากาศยามเช้ามืดในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงหนาวเหน็บจนแทบทะลุถึงกระดูก ทว่าบนลานดินหน้าบ้านตระกูลซู กลับมีเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าลงมากลางเรือน
ปัง ปัง ปัง
“ตื่น ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ไอ้พวกสันหลังยาว พระอาทิตย์จะส่องก้นพวกเจ้าอยู่แล้ว ยังมีหน้ามานอนคุดคู้เป็นหมูขี้เกียจอยู่อีกหรือ”
เสียงตะคอกแผดกร้าวของหลินหว่านดังทะลุประตูไม้ผุพังเข้าไปถึงโสตประสาทของทุกคนในบ้าน ร่างกายที่เคยปวดร้าวและอ่อนแอของนาง บัดนี้กลับมามีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยมหลังจากได้พักผ่อนและผลจากการใช้ยาลูกกลอนฟื้นฟู นางยืนตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน มือขวากำไม้ตะพดคู่กายไว้แน่น ใบหน้าซูบผอมเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่งและดุดัน
เพียงชั่วอึดใจ ประตูห้องของบุตรชายและสะใภ้ก็เปิดผางออก ซูต้าและซูเอ้อร์เดินโขยกเขยกออกมาด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว กล้ามเนื้อของพวกเขาปวดหนึบจากการปีนหน้าผาและขุดดินเมื่อวาน ส่วนหวังซื่อและหลี่ซื่อก็มีสภาพไม่ต่างกัน สะใภ้ทั้งสองเดินกุมเอวและนวดขาตัวเอง ดวงตาแดงก่ำจากการอดนอนและตื่นตระหนก
“ทะ... ท่านแม่ วันนี้พวกเราต้องทำอะไรอีกหรือขอรับ ร่างกายของข้าปวดร้าวไปหมดแล้ว เหมือนกระดูกจะหลุดเป็นชิ้นๆ เลยขอรับ” ซูต้าโอดครวญพลางทุบไหล่ตัวเองหนึบๆ
“ปวดกระดูกหรือ? ดี ข้าจะได้เอาไม้ตะพดนี่ทุบให้มันแหลกละเอียดไปเลย จะได้ไม่ต้องมาบ่นให้ข้ารำคาญหู” หลินหว่านถลึงตาใส่ พร้อมกับเงื้อไม้ตะพดขึ้นขู่ ทำเอาซูต้ารีบหดคอถอยหลังกรูดไปหลบหลังน้องชายทันที
“หุบปากแล้วไปล้างหน้าล้างตาซะ วันนี้ข้าจะเข้าเมือง ซูต้า ซูเอ้อร์ พวกเจ้าสองคนไปแบกตะกร้าซานเหย้า (มันเทศป่า) ที่ขุดมาเมื่อวานเตรียมไว้ หวังซื่อ หลี่ซื่อ พวกเจ้าไปเตรียมเชือกและคานหาบ หากพวกเจ้าชักช้าจนข้าพลาดเวลาเข้าเมือง ข้าจะจับพวกเจ้าถลกหนัง”
คำสั่งเด็ดขาดของมารดาทำให้ทุกคนรีบวิ่งวุ่นทำตามอย่างลนลาน ไม่มีใครกล้าปริปากบ่นถึงความเหน็ดเหนื่อยอีก ซูเม่ยที่ตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำล้างหน้าให้มารดาแอบลอบมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ ในใจของเด็กสาวรู้สึกทั้งหวาดกลัวและเลื่อมใสในความเด็ดขาดของมารดาที่สามารถปราบพี่ชายและพี่สะใภ้จอมขี้เกียจให้อยู่หมัดได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ขบวนเดินทางของตระกูลซูก็พร้อมออกเดินทาง ซูต้าและซูเอ้อร์ต้องรับหน้าที่แบกตะกร้าสานใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยซานเหย้าหลายสิบชั่ง น้ำหนักของมันกดทับจนคานหาบไม้ไผ่แอ่นโค้ง ส่วนสะใภ้ทั้งสองก็ต้องสะพายตะกร้าใบเล็กที่บรรจุซานเหย้าส่วนที่เหลือเดินตามหลังไปติดๆ
มีเพียงหลินหว่านเท่านั้นที่เดินตัวปลิว มือหนึ่งไพล่หลัง อีกมือถือไม้ตะพด เดินนำหน้าอย่างสง่าผ่าเผยราวกับนายกองคุมนักโทษ
“ท่านแม่ ข้าจะเฝ้าบ้านให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเดินมาส่งที่หน้าประตูบ้าน กระซิบเสียงเบา
หลินหว่านปรายตามองบุตรสาวคนเล็ก “หากมีใครมาเมียงมองหรือถามไถ่ถึงของในบ้าน ก็ไล่ตะเพิดมันไปเสีย อย่าให้ใครหน้าไหนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาได้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ” ซูเม่ยรับคำแข็งขัน
การเดินทางจากหมู่บ้านตระกูลซูไปยัง ‘ตำบลชิงสุ่ย’ ซึ่งเป็นตัวเมืองที่ใกล้ที่สุด ต้องใช้เวลาเดินเท้าเกือบสองชั่วยาม (ประมาณ 4 ชั่วโมง) หนทางเต็มไปด้วยฝุ่นผงและดินลูกรังที่แตกระแหง แสงแดดเริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามเข็มนาฬิกา ซูต้าและซูเอ้อร์เหงื่อไหลไคลย้อย เสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ เปียกชุ่มจนแนบลู่ไปกับร่างกาย หวังซื่อและหลี่ซื่อก็หอบหายใจจนตัวโยน แต่เมื่อเห็นแผ่นหลังตั้งตรงและจังหวะการเดินที่มั่นคงของมารดาสามี พวกนางก็จำต้องกัดฟันก้าวเท้าตามไปให้ทัน เพราะหากทิ้งห่างเมื่อใด เสียงตวาดและปลายไม้ตะพดก็จะลอยมาทักทายทันที
“เดินให้มันเร็วกว่านี้หน่อย พวกเจ้าเป็นเต่าคลานหรืออย่างไร หากไปถึงตลาดสาย ของพวกนี้จะขายได้ราคาดีได้อย่างไร” หลินหว่านหันกลับมาด่าทอเป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกๆ ไม่กล้าย่อท้อ
ในที่สุด เมื่อดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางหัว ขบวนนักโทษแห่งตระกูลซูก็เดินทางมาถึงประตูเมืองตำบลชิงสุ่ย
ตำบลชิงสุ่ยแม้จะไม่ได้ใหญ่โตเท่าเมืองหลวง แต่ก็เป็นศูนย์กลางการค้าขายของหมู่บ้านละแวกนี้ ถนนสายหลักปูด้วยแผ่นหินหยาบๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงและหาบเร่แผงลอย ทว่าบรรยากาศกลับดูซบเซาลงไปมากจากผลกระทบของภัยแล้ง ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างมีใบหน้าซูบตอบและสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ
หลินหว่านไม่สนใจสายตาเหยียดหยามของชาวเมืองที่มองมายังครอบครัวชาวนาซอมซ่อของตน นางเดินนำขบวนตรงดิ่งไปยังใจกลางเมือง เป้าหมายของนางคือโรงหมอที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในตำบล... ‘โรงหมอเป่าอันถัง’
กลิ่นสมุนไพรฉุนจมูกลอยมาแตะจมูกทันทีที่ก้าวผ่านหน้าประตูไม้บานใหญ่ของโรงหมอ ภายในร้านมีหลงจู๊ (ผู้จัดการร้าน) รูปร่างท้วมกำลังยืนคิดบัญชีอยู่หลังตู้กระจก และมีเด็กรับใช้สองสามคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงลิ้นชักยา
“พวกเจ้าหยุดรออยู่ตรงนี้ วางตะกร้าลงแล้วเฝ้าไว้ให้ดี หากซานเหย้าหายไปแม้แต่หัวเดียว ข้าจะตัดนิ้วพวกเจ้า” หลินหว่านหันไปสั่งลูกๆ ก่อนจะก้าวฉับๆ เข้าไปในร้านเพียงลำพัง
หลงจู๊ที่กำลังดีดลูกคิดเงยหน้าขึ้นมามอง เมื่อเห็นสตรีวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าปะชุนขาดวิ่นเดินเข้ามา รอยยิ้มการค้าก็หุบลงทันที แววตาแปรเปลี่ยนเป็นดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
“ที่นี่คือโรงหมอเป่าอันถัง ไม่ใช่โรงทาน หากจะมาขอทานก็ไปที่ตรอกตะวันตกโน่น ที่นี่ไม่มีเศษเงินเศษข้าวให้หรอกนะ” หลงจู๊โบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน
หลินหว่านแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบในลำคอ นางก้าวเข้าไปประชิดหน้าเคาน์เตอร์ กระแทกไม้ตะพดลงบนพื้นไม้เสียงดัง ตึง จนหลงจู๊สะดุ้งสุดตัว
“ตาบอดหรืออย่างไร ข้าไม่ได้มาขอทาน ข้ามาทำการค้า” หลินหว่านเชิดหน้าขึ้น แววตาคมกริบจ้องมองหลงจู๊จนอีกฝ่ายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “ไปเรียกเถ้าแก่หรือหมอใหญ่ของพวกเจ้าออกมาคุยกับข้า ของที่ข้าจะนำมาขาย หลงจู๊ตาถั่วอย่างเจ้าไม่มีปัญญาตีราคาหรอก”
“สามหาว บ้าบิ่นมาจากไหน กล้ามาเอะอะโวยวายในเป่าอันถัง” หลงจู๊ตวาดกลับหน้าดำหน้าแดง “เด็กๆ ไล่นางบ้าคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น เอะอะมะเทิ่งไปถึงหลังร้าน”
ก่อนที่เด็กรับใช้จะทันได้ลงมือ เสียงแหบพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามก็ดังขึ้นจากหลังม่าน ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา เขาสวมชุดผ้าไหมสีเทาเรียบง่าย แต่มีกลิ่นอายของผู้คงแก่เรียนและเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผ่ซ่านออกมา เขาคือ ‘ท่านหมอเจียง’ เจ้าของโรงหมอเป่าอันถังแห่งนี้
“ท่านหมอเจียง แม่ม้ายผู้นี้มาเอะอะโวยวาย หาว่าข้าไม่มีปัญญาตีราคาสินค้าของนางขอรับ ข้ากำลังจะให้เด็กๆ ไล่นางออกไป” หลงจู๊รีบฟ้อง
ท่านหมอเจียงปรายตามองหลินหว่าน แม้สภาพภายนอกของนางจะดูซอมซ่อ แต่ท่าทางการยืนที่หลังเหยียดตรงและแววตาที่ไม่มีความหวาดกลัวหรือต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อย กลับทำให้หมอเฒ่ารู้สึกประหลาดใจ
“แม่นางท่านนี้ ท่านบอกว่ามีของมาขายหรือ? เอาออกมาให้ชายชราผู้นี้ชมเป็นขวัญตาหน่อยเถิด หากเป็นของดีจริง เป่าอันถังย่อมให้ราคาที่เป็นธรรม” ท่านหมอเจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สุภาพ
หลินหว่านยกยิ้มมุมปาก นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ค่อยๆ หยิบห่อใบไม้ขนาดใหญ่สองห่อออกมาวางลงบนโต๊ะไม้อย่างทะนุถนอม ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในปฐพี
“เปิดดูเองเถิดท่านหมอ แล้วท่านจะรู้ว่าหลงจู๊ของท่านตาถั่วเพียงใด” หลินหว่านเอ่ยเสียงเรียบ
ท่านหมอเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาค่อยๆ คลี่ใบไม้ที่ห่อหุ้มออกอย่างเบามือ ทันทีที่ใบไม้ใบสุดท้ายถูกเปิดออก ดวงตาที่ฝ้าฟางของหมอเฒ่าก็เบิกกว้างขึ้นจนแทบจะถลนออกจากเบ้า มือที่เหี่ยวย่นสั่นเทาขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“นะ... นี่มัน โสมคนป่า รูปร่างสมบูรณ์ รากฝอยอยู่ครบถ้วนไม่มีบุบสลายแม้แต่น้อย” ท่านหมอเจียงอุทานเสียงหลง รีบหยิบแว่นขยายที่ห้อยคออยู่มาส่องดูใกล้ๆ “อายุน่าจะราวๆ สิบปี... สองต้น สวรรค์ ในช่วงภัยแล้งเช่นนี้ ยังมีโสมคนป่าที่สมบูรณ์ถึงเพียงนี้หลงเหลืออยู่อีกหรือ”
หลงจู๊ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง หน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น เขาเพิ่งจะไล่ลูกค้าที่นำโสมป่าล้ำค่ามาขายกระนั้นหรือ
“ท่านหมอตาแหลมคมยิ่งนัก สมกับเป็นเจ้าของเป่าอันถัง” หลินหว่านเอ่ยชม แต่แววตายังคงความเจ้าเล่ห์ “โสมป่าสองต้นนี้ ข้าได้มาจากหุบเขาเร้นลับ เก็บรักษาอย่างดีที่สุด ท่านลองตีราคามาเถิด หากราคาไม่เป็นที่น่าพอใจ ข้าก็พร้อมจะเดินไปที่โรงหมออีกแห่งฝั่งตรงข้าม”
“ช้าก่อน แม่นางโปรดใจเย็น” ท่านหมอเจียงรีบร้องห้าม โสมป่าสมบูรณ์เช่นนี้เป็นของหายากยิ่ง หากปล่อยให้หลุดมือไปให้คู่แข่ง เขาคงเสียดายจนนอนไม่หลับไปหลายคืน “โสมป่าอายุสิบปี สภาพสมบูรณ์เช่นนี้ ข้าให้ราคาต้นละสี่สิบตำลึงเงิน สองต้นรวมเป็นแปดสิบตำลึงเงิน แม่นางเห็นว่าอย่างไร”
แปดสิบตำลึงเงิน
หลินหว่านลอบกลืนน้ำลายในใจ จำนวนเงินนี้ในยุคข้าวยากหมากแพงถือเป็นมหาเศรษฐีย่อยๆ เลยทีเดียว ครอบครัวชาวนาธรรมดาทั้งชีวิตยังหาเงินได้ไม่ถึงสิบตำลึงเงินด้วยซ้ำ แต่ใบหน้าของนางยังคงความนิ่งเฉยราวกับแผ่นน้ำแข็ง
“แปดสิบตำลึงหรือ... ก็นับว่าพอถูไถไปได้” หลินหว่านทำทีเป็นถอนหายใจราวกับไม่ค่อยพอใจนัก “ตกลง ข้าขายให้ท่าน แต่ข้าขอเป็นตั๋วเงินห้าสิบตำลึงหนึ่งใบ ส่วนที่เหลือขอเป็นก้อนเงินตำลึงและเหรียญทองแดงกระพวนใหญ่”
“ได้.. ได้เลย หลงจู๊ รีบไปเบิกเงินมาให้แม่นางท่านนี้เดี๋ยวนี้ อย่าให้ชักช้า” ท่านหมอเจียงหันไปสั่งหลงจู๊ที่ยืนตัวสั่นอยู่
ไม่นานนัก ถุงเงินที่อัดแน่นไปด้วยก้อนเงินตำลึงขาวปลาบและเหรียญทองแดง พร้อมกับตั๋วเงินก็ถูกส่งมอบใส่มือของหลินหว่าน นางเก็บตั๋วเงินและก้อนเงินส่วนใหญ่ซ่อนไว้ในมิติของระบบอย่างแนบเนียน เหลือเพียงถุงเงินเหรียญทองแดงและเงินก้อนเล็กๆ ไว้ในอกเสื้อ
เมื่อหลินหว่านเดินเชิดหน้าออกมาจากโรงหมอ ซูต้าและคนอื่นๆ ที่ยืนตากแดดรออยู่ก็รีบกรูกันเข้ามาหา
“ทะ... ท่านแม่ ตกลงว่าท่านขายรากไม้พวกนั้นได้หรือไม่ขอรับ เขาด่าไล่ท่านออกมาหรือเปล่า” ซูเอ้อร์ถามด้วยความเป็นห่วงปนหวาดกลัว
หลินหว่านไม่ตอบคำ นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงก้อนเงินตำลึงก้อนหนึ่งออกมาโยนเล่นในมือ แสงแดดตกกระทบก้อนเงินจนส่องประกายวาววับบาดตาบาดใจ
“สะ... สวรรค์ เงิน เงินตำลึงเงิน” ซูต้าเบิกตากว้างจนแทบฉีก หวังซื่อและหลี่ซื่อถึงกับเอามือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น
“เบิกตาดูให้เต็มที่ไอ้พวกตัวไร้ประโยชน์ นี่คือรางวัลแห่งความขยันหมั่นเพียร” หลินหว่านเก็บก้อนเงินลงไป แกล้งดุด่าเสียงแข็ง “ยืนบื้ออยู่ทำไม ตามข้ามา เราจะไปขายซานเหย้าพวกนี้ให้เหลาอาหาร แล้วไปซื้อเสบียงกลับบ้าน”
ขบวนตระกูลซูที่เคยห่อเหี่ยว บัดนี้กลับมีแรงเดินราวกับกินยาโด๊ป พวกเขาแบกซานเหย้าเดินตามมารดาไปด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น หลินหว่านพาพวกเขาไปที่เหลาอาหารใหญ่ในตำบล เสนอขายซานเหย้าสดใหม่หลายสิบชั่ง ด้วยทักษะการเจรจาข่มขู่แกมบังคับของนาง เถ้าแก่เหลาอาหารจำต้องรับซื้อไว้ทั้งหมดในราคาสามตำลึงเงิน
เมื่อของหมดตะกร้า เงินตุงกระเป๋า ก็ถึงเวลาจับจ่ายใช้สอย
หลินหว่านเดินนำเข้าไปในตลาดค้าข้าว นางสั่งข้าวสารขาวบริสุทธิ์สองกระสอบ แป้งสาลีเนื้อละเอียดหนึ่งกระสอบ เนื้อหมูติดมันชิ้นโตอีกห้าชั่ง และเครื่องปรุงรสสารพัดอย่าง
เมื่อเห็นของกินชั้นเลิศกองอยู่ตรงหน้า ซูต้า ซูเอ้อร์ หวังซื่อ และหลี่ซื่อต่างก็ลอบกลืนน้ำลายดังเอื้อก แววตาของพวกเขาเป็นประกายหิวโหยราวกับหมาป่าที่เห็นลูกแกะ
“ทะ... ท่านแม่ ซื้อเนื้อหมูด้วยหรือขอรับ พวกเราจะได้กินเนื้อหมูจริงๆ หรือขอรับ” ซูต้าถามเสียงสั่น น้ำลายสอจนมุมปากเปียกชุ่ม
หลินหว่านปรายตามองบุตรชาย “ใครบอกว่าข้าจะให้พวกเจ้ากิน? นี่มันเงินของข้า ข้าจะซื้อไปบำรุงร่างกายของข้าเองต่างหาก พวกเจ้ามันพวกไร้ประโยชน์ กินแค่รำข้าวกับมันเทศก็หรูหราเกินพอแล้ว”
คำพูดนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ ความหวังที่จะได้ลิ้มรสเนื้อหมูดับวูบลงทันที หวังซื่อและหลี่ซื่อหน้าม่อยลง แต่ก็ไม่กล้าปริปากเถียง
หลินหว่านเดินไปที่แผงขายซาลาเปาข้างถนน กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ๆ ลอยโชยมาเตะจมูก นางหยิบเงินเหรียญทองแดงออกมา ซื้อซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่ที่สุดมาหนึ่งลูก และซื้อหมั่นโถวแป้งหยาบสีคล้ำๆ ที่ทำจากธัญพืชราคาถูกมาอีกสี่ลูก
นางเดินกลับมาหาลูกๆ ก่อนจะกัดซาลาเปาไส้เนื้อคำโตเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย น้ำซุปเนื้อร้อนๆ ไหลเยิ้มออกมาตรงมุมปาก กลิ่นหอมของเนื้อหมูและเครื่องเทศแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ซูต้าและคนอื่นๆ ยืนมองมารดากินซาลาเปาไส้เนื้อด้วยสายตาละห้อย ท้องของพวกเขาร้องโครกครากประสานเสียงกันอย่างน่าเวทนา
“มองอะไร อยากกินหรือ” หลินหว่านตวาดแหวพลางกลืนซาลาเปาลงคอ “ฝันไปเถอะ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากว่าข้าจะได้เงินพวกนี้มา ต้องเปลืองน้ำลายเจรจาไปเท่าใด เอ้านี่ เอาหมั่นโถวแห้งๆ นี่ไปยัดปากซะ จะได้มีแรงแบกข้าวสารกลับบ้าน”
นางโยนหมั่นโถวแป้งหยาบสี่ลูกใส่หน้าอกของพวกเขาคนละลูกอย่างไม่ไยดี
แม้มันจะเป็นเพียงหมั่นโถวหยาบๆ ที่ฝืดคอ แต่มันก็ทำจากธัญพืชแท้ๆ ไม่ได้ผสมทรายหรือดินนวลเหมือนที่เคยกิน ซูต้าและคนอื่นๆ รีบคว้าหมั่นโถวมากัดกินอย่างตะกละตะกลาม น้ำตาแทบจะไหลรินด้วยความซาบซึ้งใจ อย่างน้อย... วันนี้พวกเขาก็ไม่ต้องทนหิวอีกแล้ว
หลินหว่านมองดูลูกๆ และสะใภ้ที่กำลังแทะหมั่นโถวด้วยแววตาที่ซ่อนความขบขันและพึงพอใจไว้มิดชิด การแกล้งทำเป็นมารดาที่เห็นแก่ตัวและโหดร้ายเช่นนี้ คือวิธีเดียวที่จะดัดนิสัยความมักง่ายของพวกเขาได้ เมื่อพวกเขาเห็นว่านางมีเงินและมีอาหารดีๆ กิน พวกเขาจะเกิดความกระหายอยาก และยอมทำงานหนักแลกเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากนาง
“แบกของทั้งหมดขึ้นบ่า เราจะกลับบ้านกันแล้ว” หลินหว่านออกคำสั่งเมื่อกินเสร็จ นางเดินตัวปลิวนำหน้าขบวนเช่นเคย ทิ้งให้บุตรชายและลูกสะใภ้ต้องแบกกระสอบข้าวสารและเครื่องปรุงที่หนักอึ้งเดินตามหลัง
ดัดนิสัยขั้นแรกสำเร็จไปได้ด้วยดี... หลินหว่านคิดในใจพร้อมกับลูบคลำถุงเงินในอกเสื้อ กลับไปถึงบ้านเมื่อใด ข้าจะเริ่มแผนการปรับปรุงบ้านผุพังนั่นเสียที ข้าจะไม่ยอมทนหนาวตายในกระท่อมดินนั่นเด็ดขาด
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ขบวนของตระกูลซูมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านพร้อมกับเสบียงอาหารที่เต็มเปี่ยมและประกายความหวังใหม่ที่เจิดจ้ากว่าเดิม โดยไม่มีใครรู้เลยว่า... การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัวนี้ กำลังจะดึงดูดสายตาของผู้มีอำนาจในเงามืดให้หันมามองในไม่ช้า
